โรคเบาหวาน

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน และ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 16 นาที
ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน และ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอต่อการแก้ปัญหานี้จะทำให้เกิดภาวะก่อนเป็นเบาหวานในที่สุด

อินซูลินคืออะไร

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างจากตับอ่อน (อวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร) ตับอ่อนจะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์ชนิดหนึ่งชื่อไอเลตส์ (islets) โดยเบต้าเซลล์ (beta cells) ที่อยู่ในไอเลตส์จะทำหน้าที่สร้างอินซูลินและปล่อยอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด

อินซูลินจะทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการนำพลังงานที่ได้รับจากอาหารไปใช้ เมื่อร่างกายได้รับอาหาร ระบบทางเดินอาหารจะย่อยคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ น้ำตาลและแป้งที่อยู่ในอาหารหลายๆ ชนิด ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส โดยกลูโคสคือน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือด  ดังนั้นอินซูลินจะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้

หน้าที่ของอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังจากระดับประทานอาหาร ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินเข้าสู่เลือด ทำให้น้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย

  • อินซูลินช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน และเซลล์ตับ ดูดซึมน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์ ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดลง
  • อินซูลินจะกระตุ้นตับและกล้ามเนื้อให้เก็บสะสมน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินในรูปของไกลโคเจน (glycogen)
  • อินซูลินยังลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดด้วยการลดการสร้างกลูโคสจากตับด้วย

ในคนปกติ ด้วยการทำงานต่าง ๆ ข้างต้น จะทำให้มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และระดับอินซูลินอยู่ในช่วงปกติ

เกิดอะไรขึ้นขณะมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ขณะที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน และเซลล์ตับ ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างที่ควรจะเป็น ทำให้เซลล์เหล่านี้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในเลือดเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายเหมือนปกติ ผลก็คือ ร่างกายต้องการอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อให้กลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้เหมือนเดิมที่เคยเป็น

เบต้าเซลล์ในตับอ่อนจะตอบสนองต่อความต้องการอินซูลินที่มากขึ้นโดยการผลิตให้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเบต้าเซลล์ยังสามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอที่จะเอาชนะภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ ร่างกายก็จะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในช่วงค่าปกติ

เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะดื้อต่ออินซูลินจะทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพราะว่าเบต้าเซลล์ในตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการอีกต่อไป เมื่อร่างกายมีปริมาณอินซูลินไม่เพียงพอ จะทำให้น้ำตาลกลูโคสสูงขึ้นในเลือด ทำให้เกิดโรคเบาหวาน, ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน และปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่นๆ

สาเหตุของภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินที่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์คิดว่าสาเหตุหลักของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินคือการมีน้ำหนักเกิน และไม่ออกกำลังกาย

น้ำหนักเกิน

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าความอ้วน โดยเฉพาะการมีไขมันที่มากเกินไปบริเวณเอว คือสาเหตุหลักของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่าเซลล์ไขมันมีหน้าที่แค่เก็บกักพลังงานเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีงานวิจัยที่ศึกษาพบว่าไขมันที่หน้าท้องจะผลิตฮอร์โมนและสารอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันคอเลสเตอรอลผิดปกติ และโรคหัวใจหลอดเลือด

ไขมันหน้าท้องหรือไขมันรอบพุง มีส่วนในการทำให้เกิดโรคเรื้อรัง หรือการอักเสบในร่างกาย การอักเสบอย่างเรื้อรังจะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ โดยที่ไม่มีอาการหรืออาการแสดงใดๆ  นักวิทยาศาสตร์พบกลไกที่ซับซ้อนในเซลล์ไขมัน คือ เซลล์ไขมันจะดึงดูดเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาที่บริเวณนี้และทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระดับต่ำ การอักเสบนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาเป็นภาวะดื้อต่ออินซูลิน, เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจหลอดเลือด  การศึกษาพบว่าการลดน้ำหนักจะลดการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

การขาดการออกกำลังกาย

การศึกษาจำนวนมากพบว่า หากไม่ค่อยออกกำลังกายจะสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ปกติแล้วเซลล์กล้ามเนื้อจะใช้น้ำตาลกลูโคสมากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ ในร่างกาย ในภาวะปกติกล้ามเนื้อจะทำหน้าที่เผาผลาญกลูโคสที่สะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน และทำการเก็บสะสมน้ำตาลกลูโคสในเลือดทดแทนไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสมดุล

การศึกษาพบว่าภายหลังการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะมีความไวต่ออินซูลินมากขึ้น ทำให้ต่อสู้กับภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และทำให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดลดต่ำลง ดังนั้นการออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อดูดซึมน้ำตาลกลูโคสได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอินซูลิน  ดังนั้นการที่มีเซลล์กล้ามเนื้อมากๆ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

สาเหตุอื่นๆ

สาเหตุอื่นๆ ของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ เชื้อชาติ, โรคร่วมบางชนิด, ฮอร์โมน, การใช้สเตอรอยด์, ยาบางชนิด, อายุมาก, ปัญหาการนอนหลับ โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ และการสูบบุหรี่

ปัญหาระหว่างการนอนหลับส่งผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วยหรือไม่

ใช่ มีการศึกษาพบว่าปัญหาที่พบระหว่างการนอนหลับที่ไม่ได้รับการรักษา โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และโรคเบาหวานชนิดที่ 2  คนที่ทำงานกลางคืนมีโอกาสที่จะมีปัญหาเหล่านี้มากกว่าปกติ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นโรคที่พบในผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจถูกขัดขวางขณะนอนหลับ ทำให้คุณภาพการนอนหลับอยู่ในระดับต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนระหว่างวัน หรืออ่อนเพลียมากกว่าปกติ

คนจำนวนมากไม่ได้กังวลถึงภาวะนี้และไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์  แนะนำว่าหากสงสัยว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

ภาวะก่อนเป็นเบาหวานคืออะไร

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด หรือระดับน้ำตาลสะสม (A1C) สูงกว่าปกติ แต่ไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน

คนที่เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมองได้

ภาวะดื้อต่ออินซูลินสัมพันธ์กับเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน อย่างไร

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน  โดยภาวะก่อนเป็นเบาหวานมักพบในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะนี้จะมีการตอบสนองโดยมีการสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้นจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อน  แต่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เบต้าเซลล์จะไม่สามารถสร้างอินซูลินที่เพียงพอในการต่อสู้กับภาวะดื้อต่ออินซูลินอีกต่อไป ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้นกว่าค่าปกติ

เมื่อร่างกายมีภาวะก่อนเป็นเบาหวานร่วมกับการทำหน้าที่ของเบต้าเซลล์ที่ลดลงเรื่อยๆ จะทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไประดับน้ำตาลที่สูงนี้จะไปทำลายเส้นประสาท และเส้นเลือด ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ตามองภาพไม่ชัด ตาบอด ไตวาย และอาจร้ายแรงถึงขั้นตัดขา

การศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ของคนที่เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวานจะมีการพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภายในระยะเวลา 10 ปี ยกเว้นว่าเขาผู้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต  การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ การลดน้ำหนัก 5-7% ของน้ำหนักเริ่มต้น, การเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน, และการออกกำลังกาย

อาการของภาวะดื้อต่ออินซูลินและภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

ภาวะดื้อต่ออินซูลินและภาวะก่อนเป็นเบาหวานมักจะไม่มีอาการ  ซึ่งอาจเป็นเพียง 1 ภาวะ หรือทั้ง 2 ภาวะร่วมกันโดยไม่มีอาการหลายๆ ปีเลยก็ได้ แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่แพทย์สามารถบอกได้ว่าคนๆ นั้นเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้ โดยการหาปัจจัยเสี่ยงที่คนๆ นั้นมี

คนที่มีอาการของภาวะดื้อต่ออินซูลินที่รุนแรงอาจมีผิวหนังลักษณะหนา สีดำคล้ำ โดยมักจะเจอที่ด้านหลังของลำคอ โดยผิวหนังสีดำคล้ำนี้จะปรากฏที่อื่นได้ด้วย ได้แก่ ข้อศอก เข่า ข้อนิ้วมือ รักแร้ เราเรียกภาวะนี้ว่า acanthosis nigricans

ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจหาภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

สมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน (American Diabetes Association) แนะนำว่าการทดสอบเพื่อหาภาวะก่อนเป็นเบาหวานจะแนะนำให้ทำในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 1 ปัจจัย การจะระบุว่ามีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนนั้นจะพิจารณาค่าจากดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) อย่างไรตามคนที่มีน้ำหนักเกินไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทุกราย สำหรับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงจะเริ่มตรวจหาภาวะก่อนเป็นเบาหวานที่อายุ 45 ปี

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน นอกเหนือจากน้ำหนักเกิน หรืออ้วน หรืออายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป มีดังนี้

  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • มีพ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  • คลอดลูกที่มีน้ำหนักเกินกว่า 9 ปอนด์ (ประมาณ 4.08 กิโลกรัม)
  • เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (เบาหวานที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงตั้งครรภ์)
  • มีความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป หรือกำลังได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงอยู่
  • มีค่าไขมันดี (HDL cholesterol) น้อยกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ สูงมากกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • มีโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS))
  • การตรวจครั้งก่อนหน้าพบว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแล้วพบว่าสูงผิดปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน
  • มีภาวะอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น อ้วน หรือ มีผิวหนังดำคล้ำ (acanthosis nigricans)
  • มีโรคระบบหัวใจหลอดเลือด

หากผลการตรวจคัดกรองนี้เป็นปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี การตรวจมีความสำคัญเพื่อให้เกิดการวินิจฉัยที่รวดเร็ว หากรู้ว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวานตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้คนนั้นสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันการเป็นโรคเบาหวนชนิดที่ 2 หรือโรคหัวใจหลอดเลือดได้ แพทย์อาจพิจาณาให้คุณมาตรวจซ้ำที่บ่อยกว่าคนอื่นได้ ซึ่งขึ้นกับผลการตรวจในครั้งนี้และปัจจัยเสี่ยงที่คุณมี

นอกเหนือไปจากน้ำหนักตัวแล้ว บริเวณที่มีการสะสมไขมันส่วนเกินก็มีความสำคัญ เราพบว่ารอบเอวตั้งแต่ 40 นิ้วขึ้นไปในผู้ชาย หรือ 35 นิ้วขึ้นไปในผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย  ซึ่งเรื่องนี้คือเรื่องจริง แม้ว่าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคนๆ นั้นจะอยู่ในค่าปกติก็ตาม

วิธีในการวัดรอบเอว

ในการวัดรอบเอว จะต้องปฏิบัติดังนี้

  • นำสายวัดทาบที่หน้าท้องบริเวณสะดือ (เหนือกระดูกสะโพก)
  • เลือกสายวัดที่มีความยาวเพียงพอ ไม่รัดแน่น
  • ผ่อนคลาย หายใจออก และทำการวัดรอบเอว

ค่าดัชดีมวลกาย (BMI)

สามารถคำนวณค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI สำหรับคนไทยได้จากเว็บไซต์นี้ https://www.honestdocs.co/bmi-body-mass-index-calculator

ถ้าคุณคำนวณค่า BMI แล้วแปลผลได้ว่ามีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน แนะนำให้ปฏิบัติตนดังนี้เพื่อให้มีรูปร่างที่ดี:

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดี ลดปริมาณอาหารจากเดิมที่เคยรับประทาน และจำกัดอาหารที่มีไขมัน
  • เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายกาย ออกกำลงกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
  • ตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก เช่น ลดครึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งสัปดาห์  สำหรับเป้าหมายระยะยาวของการลดน้ำหนักคือลดให้ได้ 5-7 % ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น

กรณีที่ต้องการหาว่าเป้าหมายในการลดน้ำหนักที่ 5% คือเท่าไร ให้นำน้ำหนักปัจจุบันของคุณคูณด้วย 0.05 หรือถ้า 7% ให้คูณด้วย 0.07 ก็จะได้เป็นน้ำหนักที่ต้องลดลงให้ได้จากน้ำหนักเริ่มต้น

กลุ่มอาการเมตาบอลิก หรือ อ้วนลงพุง (metabolic syndrome) คืออะไร

กลุ่มอาการเมตาบอลิก หรือ กลุ่มอาการอ้วนลงพุง อาจเรียกอีกอย่างว่ากลุ่มอาการดื้อต่ออินซูลิน คือ กลุ่มอาการที่มีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ซึ่งทำให้คนๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคกลุ่มอาการเมตาบอลิก หรืออ้วนลงพุงได้เมื่อมีอย่างน้อย 3 ข้อจากเกณฑ์ต่อไปนี้

  • เส้นรอบเอวใหญ่: หมายถึงเมื่อวัดเส้นรอบเอวแล้วมีความยาวตั้งแต่ 40 นิ้วขึ้นไปในผู้ชาย และ 35 นิ้วขึ้นไปในผู้หญิง
  • มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง: หมายถึง ระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ที่สูงตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นไป หรือกำลังได้รับยาลดระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่
  • มีระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดผิดปกติ: หมายถึง มีไขมันดี หรือเอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย หรือต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง หรือกำลังได้รับยารักษาภาวะเอชดีแอลต่ำอยู่
  • ความดันโลหิตสูง: หมายถึง มีความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 130/85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือกำลังได้รับยารักษาความดันโลหิตสูงอยู่
  • มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ: เมื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting blood glucose level) สูงตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป หรือกำลังได้รับยาสำหรับภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่

นอกเหนือไปจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แล้ว กลุ่มอาการเมตาบอลิกยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ ด้วย ได้แก่

  • ภาวะอ้วน
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (nonalcoholic fatty liver disease)
  • โรคไตเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มีโรคต่างๆ เหล่านี้จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน และบางคนอาจมีภาวะดื้อต่ออินซูลินโดยไม่มีโรคดังกล่าวนี้ก็ได้

คนที่อ้วนหรือมีกลุ่มอาการเมตาบอลิก, มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน, เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือมีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน จะมีการอักเสบระดับต่ำเกิดขึ้นในร่างกาย และยังมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดด้วย ซึ่งกรณีนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

การวินิจฉัยภาวะดื้อต่ออินซูลิน และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

แพทย์จะสั่งเจาะเลือดเพื่อนำเลือดไปตรวจเพื่อหาภาวะก่อนเป็นเบาหวาน แต่ว่าไม่มีการทดสอบใดที่เฉพาะเจาะจงกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ภาวะดื้อต่ออินซูลินสามารถประเมินได้จากการวัดระดับอินซูลินในเลือด

การตรวจเลือดเพื่อหาภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

การเจาะเลือดที่โรงพยาบาล คลินิก หรือการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ จะถูกนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อความแม่นยำของผลการตรวจ อุปกรณ์ในการวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วมือจะไม่แม่นยำพอที่จะวินิจฉัยโรคเบาหวาน แต่เป็นเครื่องมือในการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่รวดเร็ว และช่วยบอกในเบื้องต้นเท่านั้นว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือไม่ ภาวะก่อนเป็นเบาหวานสามารถตรวจได้จากการตรวจเลือดดังต่อไปนี้:

  • การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C test)
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting plasma glucose (FPG) test)
  • การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test (OGTT))

การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C test): บางครั้งอาจเรียกว่าฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1C) ต่อจากนี้ขอเรียกง่ายๆ ว่าระดับน้ำตาลสะสม เพราะค่านี้คือค่าระดับน้ำตาลที่สะสมในเลือดตลอดช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา การตรวจหาค่าระดับน้ำตาลสะสมนี้เป็นการตรวจที่น่าเชื่อถือสำหรับวินิจฉัยภาวะก่อนเป็นเบาหวาน แต่มีความไวในการตรวจต่ำเมื่อเทียบกับการตรวจอื่นๆ

การตรวจหาค่าระดับน้ำตาลสะสมอาจไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอในการวินิจฉัยภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หากคนนั้นมีภาวะบางอย่างที่รบกวนผลการตรวจ หากผลการตรวจพบความผิดปกติ เช่น ค่าน้ำตาลสะสมมีความแตกต่างค่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดมากๆ กรณีเช่นนี้ต้องสงสัยว่าผลการตรวจนี้เชื่อถือไม่ได้ เพราะถูกรบกวนจากอะไรบางอย่าง เช่น คนที่มีโลหิตจางแบบซิกเคิลเซลล์ (sickle cell anemia) หรือโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เพราะคนที่มีโรคเหล่านี้จะมีฮีโมโกลบินผิดปกติ ส่งผลรบกวนผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสม หรือ ฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1C) ได้

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ตั้งแต่ 5.7-6.4 % ถือว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting plasma glucose test): การตรวจนี้เป็นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่อดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ซึ่งผลการตรวจจะแม่นยำมากเมื่อทำการทดสอบในตอนเช้าหลังอดอาหารมาตลอดคืน จะถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวานเมื่อตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าค่าปกติ แต่ไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting glucose) ตั้งแต่ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส: คือการทดสอบในคนที่อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยจะให้ดื่มน้ำหวานที่แพทย์เตรียมไว้ให้เฉพาะสำหรับตรวจ หลังจากดื่มไปแล้ว 2 ชั่วโมง จะทำการวัดระดับน้ำตาลในเลือด

ระดับน้ำตาลในเลือดที่วัดได้ระหว่าง 140-199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรจากการทดสอบนี้ จะถือว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลการตรวจ

ผลการตรวจเลือดที่บ่งชี้ว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หมายถึง ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลินเป็นระยะเวลานานพอที่เบต้าเซลล์ของตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้คนๆ นั้นมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง และอาจพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้ ยิ่งผลการตรวจระดับน้ำตาลสูงเท่าใด ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เท่านั้น  ความเสี่ยงของการเกิดโรคจะขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่คนๆ นั้นมี

ผลการตรวจอธิบายอะไร: คนที่มีค่าน้ำตาลสะสมน้อยกว่า 5.7% อาจจะยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานหรือมีน้ำหนักมาก เส้นรอบเอวใหญ่  แต่ถ้ามีระดับน้ำตาลสะสมมากกว่า 6.0% จะถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และถ้ามีค่าน้ำตาลสะสมตั้งแต่ 6.5 % ขึ้นไป หมายถึงเป็นโรคเบาหวานแล้ว

การตรวจติดตาม: หากผลการตรวจพบว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน จะต้องมีการตรวจซ้ำในอีก 1 ปี และในระหว่างนี้จะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

ผลการตรวจอาจแตกต่างกันตามวิธีทดสอบ: ถึงแม้ว่าการตรวจทั้งหมดที่กล่าวมาจะใช้สำหรับการวินิจฉัยภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือเบาหวาน แต่บางคนอาจพบว่ามีเพียงการทดสอบวิธีเดียวที่ให้ผลว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือภาวะก่อนเป็นเบาหวาน ในขณะที่การทดสอบอื่นๆ ไม่ได้ให้ผลเช่นนั้นก็ได้  ซึ่งผลการตรวจที่แตกต่างกันนี้อาจมาจากการเป็นโรคในระยะเริ่มต้น จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมากพอที่จะแสดงผลให้เห็นในทุกวิธีการทดสอบ

หากผลการตรวจสำหรับแต่ละวิธีไม่สอดคล้องกัน แพทย์จะพิจารณาให้คุณตรวจซ้ำเมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง และหากผลการทดสอบทุกวิธีแสดงผลว่ามีระดับน้ำตาลสูงเหมือนกัน แพทย์จึงจะยืนยันว่าคุณมีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือโรคเบาหวานแล้ว

จะรักษาภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือภาวะก่อนเป็นเบาหวานให้หายเป็นปกติได้ไหม

ได้ การออกกำลังกายและการลดน้ำหนักจะช่วยให้ร่างกายมีการตอบสนองต่ออินซูลินที่ดีขึ้น โดยพบว่าการออกกำลังกาย การลดน้ำหนักด้วยการจำกัดปริมาณพลังงานและไขมันที่ได้รับในแต่ละวัน จะช่วยป้องกันหรือชะลอไม่ให้ผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานพัฒนาเป็นโรคเบาหวาน ตัวอย่างการออกกำลังกาย เช่น การเดินอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

มีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวานมักจะมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย  ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน ภาวะอ้วน และประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมากต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ผู้ที่มีเคยมีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย

แนวทางในการป้องกันโรคเบาหวาน

แนวทางในการป้องกันโรคเบาหวาน  ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต  ได้แก่ การออกกำลังกาย เช่น การเดินอย่างน้อย  5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลานาน 30 นาทีต่อวัน  และการจำกัดปริมาณไขมันและพลังงานที่ได้รับ  

ผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมพบว่า

  • ในคนที่มีการปรับพฤติกรรมจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ 34%
  • การปรับพฤติกรรมในคนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้เพิ่มขึ้นเป็น 49%
  • คนที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง ได้แก่ มีความดันโลหิตลดลง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ลดลง

แม้ว่าการควบคุมน้ำหนักตัวร่วมกับการปรับพฤติกรรมจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่การปฏิบัติในระยะยาวจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, ลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และลดวามเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจอื่นๆ ได้

ขั้นตอนในการช่วยให้หายจากภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

เริ่มโดยการลดน้ำหนัก และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เราสามารถเปลี่ยนภาวะดื้อต่ออินซูลินและภาวะก่อนเป็นเบาหวานให้หายไปได้ เพื่อป้องกันหรือชะลอการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2  สำหรับขั้นตอนในการลดความเสี่ยงมีดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารสุขภาพ เพื่อควบคุมน้ำหนัก
  • เพิ่มการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ไม่สูบบุหรี่

อาหารและโภชนาการ

การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยลดน้ำหนักและช่วยเปลี่ยนภาวะดื้อต่ออินซูลินให้หายเป็นปกติได้  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ในระยะยาว ดีกว่าการมุ่งเน้นการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป   ในบางคนอาจจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากนักโภชนาการหรือเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักเพื่อให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปได้ง่ายขึ้น

โดยทั่วไป ควรลดน้ำหนักโดยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทาน จำกัดปริมาณไขมันที่รับประทาน และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกาย  ซึ่งการลดน้ำหนักจะได้ผลดีและทำได้อย่างต่อเนื่องถ้ามีการดัดแปลงอาหารที่ชอบเข้าไปสูตรอาหารเพื่อสุขภาพประจำวัน

อาหารแดช หรือ DASH ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension เป็นอาหารเพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง  แต่มีประสิทธิภาพในการลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน เมื่อร่วมกับการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย

อาหารเสริม

การศึกษาการใช้วิตามินดี พบว่าการมีระดับวิตามินดีในร่างกายที่เพียงพอมีความสัมพันธ์กับการระดับน้ำตาลในเลือดที่เป็นปกติ อย่างไรก็ตามปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานยังอยู่ระหว่างการวิจัย และยังไม่มีคำแนะนำที่จำเพาะสำหรับการรับประทานวิตามินดีในผู้ที่เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวน

ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินดีตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ:

  • ผู้ที่มีอายุ 1-70 ปี อาจต้องการวิตามินดี 600 ยูนิตต่อวัน
  • ผู้ที่มีอายุ 71 ปีขึ้นไป อาจต้องการวิตามินดีมากขึ้นเป็น 800 ยูนิตต่อวัน

ไม่แนะนำปริมาณวิตามินดีที่มากเกิน 4,000 ยูนิตต่อวัน

เพื่อให้มั่นใจว่าการดูแลสุขภาพของคุณจะมีความปลอดภัย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเสริม หรือการรักษาทางเลือกใดๆ ก็ตาม

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของการเกิดโรค และช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์ดังนี้

  • ช่วยลดน้ำหนัก
  • ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด

จากงานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนาน 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2  

คนจำนวนมากควรออกกำลังกายให้ได้ตามเป้าหมายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ให้มีจำนวนวันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยแนะนำให้ออกกำลังกายทั้งแอโรบิก และการออกกำลังแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะมีประโยชน์ในการทำให้หัวใจมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ การเต้น และกิจกรรมอื่นๆ ที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ

การออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก เล่นเวท ซิทอัพ เป็นต้น

หากคุณไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อแนะนำว่าโปรแกรมการออกกำลังกายแบบใดที่เหมาะสมกับคุณ และควรมีการตรวจร่างกายก่อนเริ่มการออกกำลังกายด้วย เพื่อความปลอดภัยที่สุด

ไม่สูบบุหรี่

หากคุณเป็นผู้ที่สูบบุหรี่อยู่ และนำให้เลิกสูบ  แพทย์และเภสัชกรสามารถให้คำแนะนำในการเลิกบุหรี่ได้ ซึ่งจะช่วยให้การเลิกบุหรี่ประสบความสำเร็จมากกว่าการเลิกด้วยตนเอง

สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

  • อินซูลิน คือ ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน ภาวะดื้อต่ออินซูลินคือภาวะที่ร่างกายมีการผลิตอินซูลินออกมาแล้ว แต่ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลินจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • สาเหตุหลักของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินคือการมีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะการมีรอบเอวใหญ่ และขาดการออกกำลังกาย
  • ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน คือภาวะที่มีระดับน้ำตาลกลูโคส หรือระดับน้ำตาลสะสม (A1C) สูงกว่าค่าปกติ แต่ไม่สูงพอที่จะเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ในผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ ด้วยการลดน้ำหนัก จำกัดปริมาณไขมันและพลังงานที่ได้รับ และเพิ่มการออกกำลังกาย
  • การลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย จะช่วยให้เปลี่ยนภาวะดื้อต่ออินซูลินและภาวะก่อนเป็นเบาหวานให้หายเป็นปกติ ทำให้ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
  • ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินและภาวะก่อนเป็นเบาหวานจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้  การเพิ่มการออกกำลังกาย และการไม่สูบบุหรี่

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/what-is-diabetes/prediabetes-insulin-resistance

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่