ความรู้สุขภาพ

ค่าโพแทสเซียมสำคัญกว่าที่คุณคิด !

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
ค่าโพแทสเซียมสำคัญกว่าที่คุณคิด !

K

วัตถุประสงค์

                เพื่อจะทราบว่า "โพแทสเซียม" (Potassium) สัญลักษณ์ทางเคมี K คือซึ่งมีละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte นั้นมีปริมาณสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยเพียงใด

                โพแทสเซียมมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมการทำหน้าที่ของหัวใจผู้ที่ถูกสั่งให้ต้องกินยาขับน้ำปัสสาวะ (กลุ่มยา diuretics) เพื่อลดความดันเลือดหรือผู้ที่กำลังอยู่ในห้วงการบำบัดโรคหัวใจใดใดก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นติดตามตรวจหาระดับค่าโพแทสเซียม (K) ในเรื่องของตนเองให้ทราบไว้เสมอ

คำอธิบายอย่างสรุป

                1. โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุที่จำเป็นต้องมีอยู่ในน้ำเลือดโดยเป็นสารละลายเช่นเดียวกับโซเดียม (Na) แต่ระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมนั้นก็จะเป็นปฏิภาคกลับกันกับโซเดียม กล่าวคือ เมื่อใดหากน้ำเลือดมีความเข้มข้นของโซเดียมอยู่ในระดับสูง เมื่อนั้นโพแทสเซียมก็จะมีความเข้มข้นอยู่ในระดับต่ำ            ในทางกลับกันหากโซเดียมต่ำโพแทสเซียมก็จะอยู่ในระดับสูง

                2. แหล่งที่โพแทสเซียมมีความเข้มข้นสูงสุดปกติประมาณ 150 mEq/L ก็คือเซลล์ในเซลล์ทุกเซลล์ของมนุษย์จะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกส่วนภายนอกเซลล์นั้นจะมีโพแทสเซียมที่มีความเข้มข้นเพียงระดับประมาณ 4 mEq/L

                โดยค่าโพแทสเซียม (K) ที่ตรวจหาได้จากการสอนเลือดออกมาทราบระดับให้เห็นเป็นตัวเลขนี้ก็คือค่าความเข้มข้นของโพแทสเซียมภายนอกเซลล์นี้นี่เอง

                3. ค่าความแตกต่างในความเข้มข้นของระดับโพแทสเซียมที่อยู่ภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ซึ่งเป็นอัตราส่วนต่อกันนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงบทบาทในการทำหน้าที่ของผนังเซลล์ซึ่งได้แก่การส่งผ่านสารอาหารเข้าสู่ภายในเซลล์การชักนำเอาของเสียออกทิ้งภายนอกเซลล์และการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาทตามเส้นใหญ่ประสาทเริ่มต้นห่างจากตาหูจมูกลิ้นหรือผิวหนัง (จากการสัมผัส) ไปสู่สมองซึ่งเป็นศูนย์กลางและส่งผ่านกลับมายังหัวใจ (ให้เต้นเร็วขึ้นหรือแรงขึ้น) หรือส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อเป็นปฏิกิริยาใดใดในการตอบสนองเช่นขณะเล่นกีฬาขนาดประสบอันตราย(อาทิ เหยียบของร้อน)

                อัตราส่วนระหว่างความเข้มข้นของโพแทสเซียมที่อยู่ภายในเเละภายนอกเซลล์ดังกล่าวนั้น หากผิดไปจากเกณฑ์ปกติ ก็ย่อมอาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะหรืออาจทำให้การบังคับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายลดประสิทธิภาพลง

                สรุปความสำคัญในข้อนี้ก็คือโพแทสเซียมนับเป็นถ้าสำคัญยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อตลอดทั่วทั้งร่างกายมนุษย์และโปรดละลึกว่าหัวใจที่เป็นก้อนเนื้อขนาดประมาณเท่ากับกำปั้นของตัวเจ้าของร่างกายนั้นโดยแท้จริงแล้วก็คือตอนกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดซึ่งจำเป็นต้องมีและใช้โพแทสเซียมมากยิ่งกว่าก้อนกล้ามเนื้ออื่นใด

                4. โดยที่ค่าระดับโพแทสเซียมในเลือดนับว่ามีปริมาณน้อยมากอยู่แล้วกล่าวคือเพียงประมาณ 4 mEq/L (ตามที่กล่าวแล้วในข้อสอง) ฉะนั้นหากมีสาเหตุใดใดที่มากระทบต่อความเข้มข้นของประเทศเซี่ยมให้ต่ำลงไปอีกย่อมจะมีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ

                สภาวะผิดปกติที่อาจพบได้เมื่อระดับโพแทสเซียมต่ำก็คือความดันเลือดจะสูงขึ้นจนอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมอง (แปด) ซึ่งมีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า Stroke (โรคลมปัจจุบัน)

                5. โดยเหตุผลในข้อสี่ประกอบกับเหตุผลในข้อหนึ่งที่ว่ายิ่งกินเค็ม (หรือกินโซเดียม) มากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้โพแทสเซียมในเลือดต่ำลงมาเท่านั้นและเมื่อโพแทสเซียมต่ำลงและต่ำลงความดันเลือดก็จะสูงขึ้นและสูงขึ้น

                นี่คือความเป็นเหตุเป็นผลอันเป็นที่มาซึ่งอาจอธิบายคำชี้แจงของแพทย์ผู้รักษาโรคความดันเลือดสูงโดยทุกท่านมักจับพยายามพร่ำแนะนำว่าให้งดอาหารเค็ม ให้งดอาหารเค็มๆๆๆ

                เพื่อรักษาระดับโพแทสเซียมมีให้ต่ำลงผมขอแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความสัมฤทธิ์ผลว่าสมควรต้องเลือกกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและโซเดียมต่ำพร้อมกันไปด้วยโดยขอยกมาแสดงเฉพาะอาหารบางชนิดดังนี้

 

ชนิดอาหาร (100 กรัม)

โพแทสเซียม (มก.)

โซเดียม (มก.)

แป้งถั่วเหลือง

น้ำมะเขือเทศต้ม

ลูกเกด

จมูกข้าวสาลี

มันฝรั่งอบทั้งเปลือก

ถั่วเหลืองต้ม

กล้วยหอม

1650

1150

1020

950

600

510

400

9

28

60

5

12

2

1

หมายเหตุ ผลไม้สดและผักสดทุกชนิดมีโพแทสเซียมสูงกว่าโซเดียมทั้งสิ้น

ตาราง แสดงอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียม

               

                หากท่านผู้ใดเข้าใจในกลไกของร่างกายดังกล่าวแล้วนั้นและหากมีความประสงค์ใครจะลดความดันเลือดของตนเองโดยไม่ต้องใช้ยาผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ ลดความดันเลือดด้วยตนเอง ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลนำมาเขียนสรุปไว้โดยพลเอกประสานเตรียมมาสกุล

                6. โพแทสเซียมเป็นถ้าที่อาจถูกขับทิ้งออกจากร่างกายโดยการกรองของไตและเลือกส่งผ่านทางน้ำปัสสาวะ (ให้ขายกับโซเดียม) แต่มันโชคไม่ดีเท่าโซเดียมตรงที่ไตจากขับทิ้งโพแทสเซียมในลักษณะทิ้งแล้วทิ้งเลยไม่มีระบบดูดกลับคืน (no reaborbtion) เหมือนโซเดียมจึงสรุปได้ว่าโพแทสเซียม (ซึ่งมีในเลือดน้อยอยู่แล้วนั้น) นับวันมีแต่จะร่อยหรอน้อยลงและน้อยลง

                ผมใคร่ตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ก็เพื่อจะย้ำเตือนให้ท่านผู้อ่านทราบว่าร่างกายของเราจะมีโพแทสเซียมใช้อย่างปลอดภัยได้ก็แต่โดยการดูดซึมจากสารอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมวันละเล็กวันละน้อยเท่านั้นมากเกินเกณฑ์เมื่อไหร่ตาย (เที่ยงดี) ก็จะขัดทิ้งไป

                แต่น้อยลงเมื่อใดและหากไม่มีโพแทสเซียมจะหาเพิ่มเติมให้เพียงพอ ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่าสภาวะโพแทสเซียมต่ำอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

                7. การกินอาหารที่อุดมด้วยธาตุโพแทสเซียมสำหรับท่านผู้อ่านที่มีร่างกายเป็นปกติ (ไตไม่เสื่อม) อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพสำคัญ 3 ประการดังนี้

                ก. ช่วยให้กล้ามเนื้อ (รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ) และระบบประสาททั่วร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมถูกต้องและสมบูรณ์แบบ

                ข. ช่วยรักษาสภาวะสมดุลย์ของของเหลวสารละลาย (electrolyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือควบคุมดุลยภาพ ความเป็นกรด-ด่าง (acod-base balance) เพื่อไม่ให้ความเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป

                ธาตุที่สร้างความเป็นกรดในร่างกายได้อย่างน่ากลัวก็คือโซเดียมจากเรือ (จากน้ำปลา) หรือจากอาหารเค็มทั้งหลายนั่นเอง

                ค. ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดสภาวะความดันเลือดสูง

                8. สภาวะของคนที่มีโพแทสเซียมต่ำหรือน้อยซึ่งถูกเรียกว่า hypokalemia นั้นโดยมากมักจะปรากฏอาการที่แสดงให้เห็นความจำเป็นว่าจะต้องรีบบริโภคอาหารซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียมเข้าไปช่วยแก้ไขร่างกายนั้นคืออาการคล้ายคลึงกับ hypernatremia หรือมีโซเดียมมากเกินไปกล่าวคือมักปรากฏอาการ บางอย่างดังนี้

                                -กล้ามเนื้ออ่อนแรง

                                -ความคิดสับสน

                                -กระสับกระส่าย

                                -เหนื่อยอ่อน

                                -เกิดปัญหาโรคหัวใจบางโรค

                                -ท้องร่วงเรื้อรัง

                                -ปัสสาวะบ่อยครั้งจากการกินยาขับปัสสาวะ (diuretics)

                9. เนื่องจากระดับโพแทสเซียมปกติในเลือดมีค่าเพียงประมาณ 4 mEq/L

พอเพียงและปลอดภัยเนื่องจากสูงเกินเกณฑ์เมื่อใดก็จะมีไตช่วยกรองขับทิ้งออกไปนอกร่างกาย

                ในทุกกรณีจึงมีข้อห้ามที่มีให้ผู้ใดไปซื้อเกลือโพแทสเซียม (potassium chloride หรือ potassium bicabonate) มากินเองเนื่องจากหากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติไปมากๆจะเกิดเป็นพิษแก่ร่างกายดูอาจเกิดอันตรายด้วยอาการนับตั้งแต่คลื่นเหียน อาเจียน ท้องร่วงหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงขั้นหัวใจพิบัติ(heart attack)

                ในทางการแพทย์ท่านจะเรียกสภาวะของผู้ที่โพแทสเซียมในเลือดสูงเกินปกติว่า ไฮเปอร์คาเลเมีย (hyperkalemia)

ค่าปกติของโพแทสเซียม (K)

                1.ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติทั่วไป

                                ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ K : 3.5 - 5.0 mEq/L

                                ค่าวิกฤต K : <2.5 หรือ > 6.5 mEq/L

                หมายเหตุ K : 1 mEq/L = 30.1 mEq/L

ค่าผิดปกติ

                1. ค่าผิดปกติ ในทางน้อย(hypokalemia) อาจแสดงผลว่า

                                ก. บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมน้อยไป

                                ข. เนื่องจากกินยาบางประเภทที่มีผลต่อการขับทิ้งโพแทสเซียม เช่น

                กลุ่มยาขับปัสสาวะ (diuretics) ใช้ลดความดันโลหิตสูง

                กลุ่มยาระบาย (laxatives) ใช้แก้อาการท้องผูก

                กลุ่มยาแก้ปวด (steriods) ใช้แก้การอักเสบต่างๆ

                กลุ่มยาเหล่านี้ล้วนอาจมีส่วนช่วยขับทิ้งโพแทสเซียมออกไป นอกร่างกายถึงขั้นสร้างผลเสียหายร้ายแรงได้ทั้งสิ้น

                คำแนะนำสำหรับท่านผู้อ่านที่ควรต้องจำและละลึกไว้เสมอก็คือก่อนจะกินยาอะไรท่านควรจะต้องทราบชื่อกลุ่มยาวัตถุประสงค์ของยาที่กินและผลข้างเคียงหรือพิษของยาที่อาจเกิดขึ้นไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้อื่น      ผู้ป่วยทุกท่านมีสิทธิ์จะถามท่านผู้สั่งให้ยาหรือท่านผู้จ่ายยาให้ตัวแทนทุกครั้งไปโดยท่านผู้ถูกถามมีหน้าที่ (ตามกฎหมาย) ที่จะต้องตอบให้กระจ่างและหากแต่ละฝ่ายต่างรู้สิทธิ์และหน้าที่ซึ่งกันและกันปัญหาร้ายแรงก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น (อย่างที่เคยปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์)

                                ค. ในร่างกายคนที่สุขภาพไม่ดีอาจเกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรนทำงานเกิน โดยฮอร์โมนตัวนี้ตามปกติมันจะมีบทบาทไปบังคับให้ไปดูดกับโซเดียมก่อนที่จะปล่อยทิ้งไปกับปัสสาวะหากมันทำงานเป็นปกติมันก็จะไปบังคับให้ไปให้ดูดกลับโซเดียมเพียงเท่าที่ร่างกายจำเป็นจะต้องมีใช้ทำให้โซเดียมในเลือดอยู่ในระดับปกติ

                กรณีมันทำงานเกินปกติมันก็จะไปบังคับให้ไตให้ดูดกลับโซเดียมขึ้นมาให้ร่างกายมากเกินไปจะทำให้มีโซเดียมในเลือดสูงเกินเกณฑ์ปกติในน้ำเลือด นั้นถ้าโซเดียมสูงขึ้นเมื่อโพแทสเซียมก็จะต่ำลงเมื่อนั้น                    ง. ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและได้รับการรักษาด้วยวิธีฉีดอินซูลิน ผลการใช้อินซูลินให้พากลูโคส (น้ำตาลในเลือด) เข้าสู่ภายในเซลล์มันก็จะช่วยพาโพแทสเซียมจากนำเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์พร้อมกันไปด้วย

                โดยเหตุนี้ซึ่งอาจมีผลต่อผู้ฉีดอินซูลินว่า โพเทสเซียมในเลือด (ส่วนที่อยู่ภายนอกเซลล์) มีโอกาสจะต่ำกว่าปกติได้

                                จ. ในกรณีผู้ป่วยมิที่มีอาการท้องมาน (ascites) ซึ่งจะทำให้ของเหลวในช่องท้องไปกดทับหลอดเลือดแดงจนอาจทำให้เลือดไหลไปสู่ไตไม่สะดวกหรือกรณีผู้ป่วยมีอาการปรากฏว่าหลอดเลือดไปตีบเอง (renal artery stenosis) ทั้งนี้ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตามย่อมจะทำให้ฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรน (aldosterone) ออกมาทำหน้าที่บังคับไปให้ดูดกับโซเดียมมากกว่าปกติโซเดียมสูงเมื่อได้ผลและเสียงเลือดต่ำลงเมื่อนั้น

                2. ค่าผิดปกติในทางมากอาจแสดงผลว่า

                ก. บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมมากเกินไป

                                ในทางทฤษฎีจำเป็นต้องกล่าวไว้เป็นหลักการแต่ในความเป็นจริงมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกินอาหารประเภทผักสดและผลไม้สดด้วยอัตราส่วนที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์มากมายจึงยากนักที่จะเกิดมีโพแทสเซียมระดับสูงจากอาหารที่กินเข้าไป

                ข. อาจเกิดสภาวะไตวายอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรังจึงทำให้รถหรือมดขีดความสามารถการขับทิ้งโพแทสเซียม

                ค. อาจมีโรคหรือเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรนทำงานต่ำเกินไปซึ่งหมายความว่าร่างกายมีประมาณฮอร์โมนตัวนี้น้อยเกินไปจึง ไปบังคับไปให้ดูดกับโซเดียมไม่ได้เต็มที่เป็นผลทำให้โซเดียมถูกปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะโดยไร้การควบคุมซึ่งจะเป็นเหตุทำให้โซเดียมในเลือดมีค่าลดระดับต่ำลง

                โซเดียมในเลือดลดลงมากเท่าไหร่เพราะถ้าเส้นเลือดสูงขึ้นมาเท่านั้น

                ง. อาจเกิดอาการบาดเจ็บหรือฟกช้ำต่อเนื้อเยื่อซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์จนอาจทำให้โพแทสเซียมที่มีอยู่เข้มข้นภายในเซลล์ต้องหลุดรอดออกมาสู่กระแสเลือดจนทำให้ครับรัสเซียในเลือดสูงขึ้น

                จ.อาจเกิดสภาวะโลหิตจางเพราะหมายเหตุเม็ดเลือดแดงแตกจึงทำให้โพแทสเซียมหลุดรอดออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดงเช่นเดียวกับข้องข้างต้น

                ฉ. อาจเกิดจากเหตุที่ไม่ค่ะถึงซึ่งสามารถนับเป็นเหตุสำคัญได้อีกอย่างหนึ่งก็คือจากยาที่กินเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์รักษาโรคใดโรคหนึ่งแต่ยานั้นกลับมีพิษหรือมีผลข้างเคียงทำให้โพรแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น เช่น

                กลุ่มยา aminocaproic acid  (ใช้ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด)

                กลุ่มยา antibiotics (ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรคทั้งหลาย)

                กลุ่มยา antineoplastic drugs (ใช้รักษาโรคมะเร็ง)

                กลุ่มยา captropil (รักษาโรคความดันเลือดสูง)

                กลุ่มยา heparin (ใช้ช่วยให้เลื่อนมีความใส)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่