ความรู้สุขภาพ

ค่าโพแทสเซียมสำคัญกว่าที่คุณคิด !

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 850,449 คน

ค่าโพแทสเซียมสำคัญกว่าที่คุณคิด !

K

วัตถุประสงค์

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

                โพแทสเซียมมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมการทำหน้าที่ของหัวใจผู้ที่ถูกสั่งให้ต้องกินยาขับน้ำปัสสาวะ (กลุ่มยา diuretics) เพื่อลดความดันเลือดหรือผู้ที่กำลังอยู่ในห้วงการบำบัดโรคหัวใจใดใดก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นติดตามตรวจหาระดับค่าโพแทสเซียม (K) ในเรื่องของตนเองให้ทราบไว้เสมอ

คำอธิบายอย่างสรุป

                1. โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุที่จำเป็นต้องมีอยู่ในน้ำเลือดโดยเป็นสารละลายเช่นเดียวกับโซเดียม (Na) แต่ระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมนั้นก็จะเป็นปฏิภาคกลับกันกับโซเดียม กล่าวคือ เมื่อใดหากน้ำเลือดมีความเข้มข้นของโซเดียมอยู่ในระดับสูง เมื่อนั้นโพแทสเซียมก็จะมีความเข้มข้นอยู่ในระดับต่ำ            ในทางกลับกันหากโซเดียมต่ำโพแทสเซียมก็จะอยู่ในระดับสูง

                2. แหล่งที่โพแทสเซียมมีความเข้มข้นสูงสุดปกติประมาณ 150 mEq/L ก็คือเซลล์ในเซลล์ทุกเซลล์ของมนุษย์จะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกส่วนภายนอกเซลล์นั้นจะมีโพแทสเซียมที่มีความเข้มข้นเพียงระดับประมาณ 4 mEq/L

                โดยค่าโพแทสเซียม (K) ที่ตรวจหาได้จากการสอนเลือดออกมาทราบระดับให้เห็นเป็นตัวเลขนี้ก็คือค่าความเข้มข้นของโพแทสเซียมภายนอกเซลล์นี้นี่เอง

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

                อัตราส่วนระหว่างความเข้มข้นของโพแทสเซียมที่อยู่ภายในเเละภายนอกเซลล์ดังกล่าวนั้น หากผิดไปจากเกณฑ์ปกติ ก็ย่อมอาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะหรืออาจทำให้การบังคับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายลดประสิทธิภาพลง

                สรุปความสำคัญในข้อนี้ก็คือโพแทสเซียมนับเป็นถ้าสำคัญยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อตลอดทั่วทั้งร่างกายมนุษย์และโปรดละลึกว่าหัวใจที่เป็นก้อนเนื้อขนาดประมาณเท่ากับกำปั้นของตัวเจ้าของร่างกายนั้นโดยแท้จริงแล้วก็คือตอนกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดซึ่งจำเป็นต้องมีและใช้โพแทสเซียมมากยิ่งกว่าก้อนกล้ามเนื้ออื่นใด

                4. โดยที่ค่าระดับโพแทสเซียมในเลือดนับว่ามีปริมาณน้อยมากอยู่แล้วกล่าวคือเพียงประมาณ 4 mEq/L (ตามที่กล่าวแล้วในข้อสอง) ฉะนั้นหากมีสาเหตุใดใดที่มากระทบต่อความเข้มข้นของประเทศเซี่ยมให้ต่ำลงไปอีกย่อมจะมีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ

                สภาวะผิดปกติที่อาจพบได้เมื่อระดับโพแทสเซียมต่ำก็คือความดันเลือดจะสูงขึ้นจนอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมอง (แปด) ซึ่งมีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า Stroke (โรคลมปัจจุบัน)

                5. โดยเหตุผลในข้อสี่ประกอบกับเหตุผลในข้อหนึ่งที่ว่ายิ่งกินเค็ม (หรือกินโซเดียม) มากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้โพแทสเซียมในเลือดต่ำลงมาเท่านั้นและเมื่อโพแทสเซียมต่ำลงและต่ำลงความดันเลือดก็จะสูงขึ้นและสูงขึ้น

                นี่คือความเป็นเหตุเป็นผลอันเป็นที่มาซึ่งอาจอธิบายคำชี้แจงของแพทย์ผู้รักษาโรคความดันเลือดสูงโดยทุกท่านมักจับพยายามพร่ำแนะนำว่าให้งดอาหารเค็ม ให้งดอาหารเค็มๆๆๆ

                เพื่อรักษาระดับโพแทสเซียมมีให้ต่ำลงผมขอแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความสัมฤทธิ์ผลว่าสมควรต้องเลือกกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและโซเดียมต่ำพร้อมกันไปด้วยโดยขอยกมาแสดงเฉพาะอาหารบางชนิดดังนี้

 

ชนิดอาหาร (100 กรัม)

โพแทสเซียม (มก.)

โซเดียม (มก.)

แป้งถั่วเหลือง

น้ำมะเขือเทศต้ม

ลูกเกด

จมูกข้าวสาลี

มันฝรั่งอบทั้งเปลือก

ถั่วเหลืองต้ม

กล้วยหอม

1650

1150

1020

950

600

510

400

9

28

60

5

12

2

1

หมายเหตุ ผลไม้สดและผักสดทุกชนิดมีโพแทสเซียมสูงกว่าโซเดียมทั้งสิ้น

ตาราง แสดงอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียม

               

                หากท่านผู้ใดเข้าใจในกลไกของร่างกายดังกล่าวแล้วนั้นและหากมีความประสงค์ใครจะลดความดันเลือดของตนเองโดยไม่ต้องใช้ยาผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ ลดความดันเลือดด้วยตนเอง ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลนำมาเขียนสรุปไว้โดยพลเอกประสานเตรียมมาสกุล

                6. โพแทสเซียมเป็นถ้าที่อาจถูกขับทิ้งออกจากร่างกายโดยการกรองของไตและเลือกส่งผ่านทางน้ำปัสสาวะ (ให้ขายกับโซเดียม) แต่มันโชคไม่ดีเท่าโซเดียมตรงที่ไตจากขับทิ้งโพแทสเซียมในลักษณะทิ้งแล้วทิ้งเลยไม่มีระบบดูดกลับคืน (no reaborbtion) เหมือนโซเดียมจึงสรุปได้ว่าโพแทสเซียม (ซึ่งมีในเลือดน้อยอยู่แล้วนั้น) นับวันมีแต่จะร่อยหรอน้อยลงและน้อยลง

                ผมใคร่ตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ก็เพื่อจะย้ำเตือนให้ท่านผู้อ่านทราบว่าร่างกายของเราจะมีโพแทสเซียมใช้อย่างปลอดภัยได้ก็แต่โดยการดูดซึมจากสารอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมวันละเล็กวันละน้อยเท่านั้นมากเกินเกณฑ์เมื่อไหร่ตาย (เที่ยงดี) ก็จะขัดทิ้งไป

                แต่น้อยลงเมื่อใดและหากไม่มีโพแทสเซียมจะหาเพิ่มเติมให้เพียงพอ ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่าสภาวะโพแทสเซียมต่ำอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

                7. การกินอาหารที่อุดมด้วยธาตุโพแทสเซียมสำหรับท่านผู้อ่านที่มีร่างกายเป็นปกติ (ไตไม่เสื่อม) อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพสำคัญ 3 ประการดังนี้

                ก. ช่วยให้กล้ามเนื้อ (รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ) และระบบประสาททั่วร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมถูกต้องและสมบูรณ์แบบ

                ข. ช่วยรักษาสภาวะสมดุลย์ของของเหลวสารละลาย (electrolyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือควบคุมดุลยภาพ ความเป็นกรด-ด่าง (acod-base balance) เพื่อไม่ให้ความเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป

                ธาตุที่สร้างความเป็นกรดในร่างกายได้อย่างน่ากลัวก็คือโซเดียมจากเรือ (จากน้ำปลา) หรือจากอาหารเค็มทั้งหลายนั่นเอง

                ค. ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดสภาวะความดันเลือดสูง

                8. สภาวะของคนที่มีโพแทสเซียมต่ำหรือน้อยซึ่งถูกเรียกว่า hypokalemia นั้นโดยมากมักจะปรากฏอาการที่แสดงให้เห็นความจำเป็นว่าจะต้องรีบบริโภคอาหารซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียมเข้าไปช่วยแก้ไขร่างกายนั้นคืออาการคล้ายคลึงกับ hypernatremia หรือมีโซเดียมมากเกินไปกล่าวคือมักปรากฏอาการ บางอย่างดังนี้

                                -กล้ามเนื้ออ่อนแรง

                                -ความคิดสับสน

                                -กระสับกระส่าย

                                -เหนื่อยอ่อน

                                -เกิดปัญหาโรคหัวใจบางโรค

                                -ท้องร่วงเรื้อรัง

                                -ปัสสาวะบ่อยครั้งจากการกินยาขับปัสสาวะ (diuretics)

                9. เนื่องจากระดับโพแทสเซียมปกติในเลือดมีค่าเพียงประมาณ 4 mEq/L

พอเพียงและปลอดภัยเนื่องจากสูงเกินเกณฑ์เมื่อใดก็จะมีไตช่วยกรองขับทิ้งออกไปนอกร่างกาย

                ในทุกกรณีจึงมีข้อห้ามที่มีให้ผู้ใดไปซื้อเกลือโพแทสเซียม (potassium chloride หรือ potassium bicabonate) มากินเองเนื่องจากหากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติไปมากๆจะเกิดเป็นพิษแก่ร่างกายดูอาจเกิดอันตรายด้วยอาการนับตั้งแต่คลื่นเหียน อาเจียน ท้องร่วงหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงขั้นหัวใจพิบัติ(heart attack)

                ในทางการแพทย์ท่านจะเรียกสภาวะของผู้ที่โพแทสเซียมในเลือดสูงเกินปกติว่า ไฮเปอร์คาเลเมีย (hyperkalemia)

ค่าปกติของโพแทสเซียม (K)

                1.ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติทั่วไป

                                ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ K : 3.5 - 5.0 mEq/L

                                ค่าวิกฤต K : <2.5 หรือ > 6.5 mEq/L

                หมายเหตุ K : 1 mEq/L = 30.1 mEq/L

ค่าผิดปกติ

                1. ค่าผิดปกติ ในทางน้อย(hypokalemia) อาจแสดงผลว่า

                                ก. บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมน้อยไป

                                ข. เนื่องจากกินยาบางประเภทที่มีผลต่อการขับทิ้งโพแทสเซียม เช่น

                กลุ่มยาขับปัสสาวะ (diuretics) ใช้ลดความดันโลหิตสูง

                กลุ่มยาระบาย (laxatives) ใช้แก้อาการท้องผูก

                กลุ่มยาแก้ปวด (steriods) ใช้แก้การอักเสบต่างๆ

                กลุ่มยาเหล่านี้ล้วนอาจมีส่วนช่วยขับทิ้งโพแทสเซียมออกไป นอกร่างกายถึงขั้นสร้างผลเสียหายร้ายแรงได้ทั้งสิ้น

                คำแนะนำสำหรับท่านผู้อ่านที่ควรต้องจำและละลึกไว้เสมอก็คือก่อนจะกินยาอะไรท่านควรจะต้องทราบชื่อกลุ่มยาวัตถุประสงค์ของยาที่กินและผลข้างเคียงหรือพิษของยาที่อาจเกิดขึ้นไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้อื่น      ผู้ป่วยทุกท่านมีสิทธิ์จะถามท่านผู้สั่งให้ยาหรือท่านผู้จ่ายยาให้ตัวแทนทุกครั้งไปโดยท่านผู้ถูกถามมีหน้าที่ (ตามกฎหมาย) ที่จะต้องตอบให้กระจ่างและหากแต่ละฝ่ายต่างรู้สิทธิ์และหน้าที่ซึ่งกันและกันปัญหาร้ายแรงก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น (อย่างที่เคยปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์)

                                ค. ในร่างกายคนที่สุขภาพไม่ดีอาจเกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรนทำงานเกิน โดยฮอร์โมนตัวนี้ตามปกติมันจะมีบทบาทไปบังคับให้ไปดูดกับโซเดียมก่อนที่จะปล่อยทิ้งไปกับปัสสาวะหากมันทำงานเป็นปกติมันก็จะไปบังคับให้ไปให้ดูดกลับโซเดียมเพียงเท่าที่ร่างกายจำเป็นจะต้องมีใช้ทำให้โซเดียมในเลือดอยู่ในระดับปกติ

                กรณีมันทำงานเกินปกติมันก็จะไปบังคับให้ไตให้ดูดกลับโซเดียมขึ้นมาให้ร่างกายมากเกินไปจะทำให้มีโซเดียมในเลือดสูงเกินเกณฑ์ปกติในน้ำเลือด นั้นถ้าโซเดียมสูงขึ้นเมื่อโพแทสเซียมก็จะต่ำลงเมื่อนั้น                    ง. ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและได้รับการรักษาด้วยวิธีฉีดอินซูลิน ผลการใช้อินซูลินให้พากลูโคส (น้ำตาลในเลือด) เข้าสู่ภายในเซลล์มันก็จะช่วยพาโพแทสเซียมจากนำเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์พร้อมกันไปด้วย

                โดยเหตุนี้ซึ่งอาจมีผลต่อผู้ฉีดอินซูลินว่า โพเทสเซียมในเลือด (ส่วนที่อยู่ภายนอกเซลล์) มีโอกาสจะต่ำกว่าปกติได้

                                จ. ในกรณีผู้ป่วยมิที่มีอาการท้องมาน (ascites) ซึ่งจะทำให้ของเหลวในช่องท้องไปกดทับหลอดเลือดแดงจนอาจทำให้เลือดไหลไปสู่ไตไม่สะดวกหรือกรณีผู้ป่วยมีอาการปรากฏว่าหลอดเลือดไปตีบเอง (renal artery stenosis) ทั้งนี้ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตามย่อมจะทำให้ฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรน (aldosterone) ออกมาทำหน้าที่บังคับไปให้ดูดกับโซเดียมมากกว่าปกติโซเดียมสูงเมื่อได้ผลและเสียงเลือดต่ำลงเมื่อนั้น

                2. ค่าผิดปกติในทางมากอาจแสดงผลว่า

                ก. บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมมากเกินไป

                                ในทางทฤษฎีจำเป็นต้องกล่าวไว้เป็นหลักการแต่ในความเป็นจริงมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกินอาหารประเภทผักสดและผลไม้สดด้วยอัตราส่วนที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์มากมายจึงยากนักที่จะเกิดมีโพแทสเซียมระดับสูงจากอาหารที่กินเข้าไป

                ข. อาจเกิดสภาวะไตวายอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรังจึงทำให้รถหรือมดขีดความสามารถการขับทิ้งโพแทสเซียม

                ค. อาจมีโรคหรือเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอร์โรนทำงานต่ำเกินไปซึ่งหมายความว่าร่างกายมีประมาณฮอร์โมนตัวนี้น้อยเกินไปจึง ไปบังคับไปให้ดูดกับโซเดียมไม่ได้เต็มที่เป็นผลทำให้โซเดียมถูกปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะโดยไร้การควบคุมซึ่งจะเป็นเหตุทำให้โซเดียมในเลือดมีค่าลดระดับต่ำลง

                โซเดียมในเลือดลดลงมากเท่าไหร่เพราะถ้าเส้นเลือดสูงขึ้นมาเท่านั้น

                ง. อาจเกิดอาการบาดเจ็บหรือฟกช้ำต่อเนื้อเยื่อซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์จนอาจทำให้โพแทสเซียมที่มีอยู่เข้มข้นภายในเซลล์ต้องหลุดรอดออกมาสู่กระแสเลือดจนทำให้ครับรัสเซียในเลือดสูงขึ้น

                จ.อาจเกิดสภาวะโลหิตจางเพราะหมายเหตุเม็ดเลือดแดงแตกจึงทำให้โพแทสเซียมหลุดรอดออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดงเช่นเดียวกับข้องข้างต้น

                ฉ. อาจเกิดจากเหตุที่ไม่ค่ะถึงซึ่งสามารถนับเป็นเหตุสำคัญได้อีกอย่างหนึ่งก็คือจากยาที่กินเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์รักษาโรคใดโรคหนึ่งแต่ยานั้นกลับมีพิษหรือมีผลข้างเคียงทำให้โพรแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น เช่น

                กลุ่มยา aminocaproic acid  (ใช้ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด)

                กลุ่มยา antibiotics (ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรคทั้งหลาย)

                กลุ่มยา antineoplastic drugs (ใช้รักษาโรคมะเร็ง)

                กลุ่มยา captropil (รักษาโรคความดันเลือดสูง)

                กลุ่มยา heparin (ใช้ช่วยให้เลื่อนมีความใส)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่