โภชนาการ

หลักการคำนวณ และกำหนดส่วนของอาหารแลกเปลี่ยน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
หลักการคำนวณ และกำหนดส่วนของอาหารแลกเปลี่ยน

การคำนวณอาหาร หมายถึง การคิดปริมาณแคลอรี และสารอาหารที่ผู้ป่วยควรได้รับตามวิธีการเลขคณิต ปกติแล้วปริมาณแคลอรีแพทย์จะกำหนดให้โดยที่นักกำหนดอาหารไม่จำเป็นต้องคำนวณหา แต่ถ้าไม่กำหนดให้มา นักกำหนดอาหารอาจคำนวณได้จากน้ำหนักตัวของผู้ป่วยว่าต้องได้รับสารอาหารจำนวนเท่าใดในหนึ่งวัน สำหรับสารอาหารนั้น แพทย์มักกำหนดปริมาณเป็นร้อยละของจำนวนแคลอรีที่ผู้ป่วยควรได้รับทั้งวัน นักกำหนดอาหารจึงต้องคำนวณให้เป็นกรัมเพื่อให้สามารถกำหนดปริมาณอาหารแต่ละประเภทได้ว่า ควรให้ผู้ป่วยรับประทานวันละเท่าไร และมื้อละมากน้อยเพียงใด (รัศมี, 2549)

ขั้นตอนการคำนวณอาหารแลกเปลี่ยน

การคำนวณกำหนดอาหาร เป็นการคำนวณหาปริมาณพลังงานที่มีหน่วยเป็นกิโลแคลอรีและคำนวณหาปริมาณของสารอาหารซึ่งหน่วยเป็นกรัม ตามวิธีเลขคณิต เมื่อทราบปริมาณของสารอาหารที่ต้องการต่อวันแล้ว จึงนำไปกำหนดชนิดและปริมาณของอาหารเพื่อบริโภคต่อไป จากที่กล่าวมาแล้วอาหารที่เราจะกำหนดให้บุคคลต่าง ๆ ควรเป็นอาหารที่สมดุลได้สัดส่วน คือ อาหารแต่ละมื้อแต่ละวันที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ในปริมาณที่ได้สัดส่วน และเพียงพอตามความต้องการของบุคคลนั้น ๆ ดังนั้นการคำนวณอาหารแลกเปลี่ยนเพื่อให้มีความสมดุลของอาหาร มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. กระจายสัดส่วนของพลังงานที่ควรได้รับ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ร่างกายต้องการเป็นจำนวนมาก (macronutrients) และเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงาน ประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน โดยสารอาหารดังกล่าวมีความสัมพันธ์ที่อาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อไม่เรื้อรังได้เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดตารางกระจายสัดส่วนของแหล่งอาหารที่ให้พลังงาน (acceptable macronutrient distribution ranges; AMDRs) ของสารอาหารทั้งสามชนิดดังแสดงในตารางที่ 4.16
  2. คำนวณหาปริมาณของคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ตามสัดส่วนในข้อ 1)
  3. กำหนดส่วนอาหารตามสัดส่วนของสารอาหารและพลังงาน ที่คำนวณไว้โดยใช้รายการแลกเปลี่ยนเป็นคู่มือ
  4. แบ่งส่วนอาหารออกเป็นมื้อ ๆ โดยกระจายตามสัดส่วนของพลังงานที่ควรได้รับต่อมื้อ
  5. กำหนดรายการอาหาร โดยการจัดรายการอาหารแบ่งตามมื้ออาหารให้สอดคล้องกับข้อ 4)

หลักการกำหนดส่วนอาหาร

การกำหนดปริมาณหรือส่วนของอาหารแลกเปลี่ยนหมู่ต่าง ๆ เพื่อให้ได้คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และพลังงานตามที่กำหนด ควรมีหลักในการกำหนดส่วนอาหารในหมวดต่าง ๆ ดังนี้

1. การกำหนดสัดส่วนของน้ำนม
น้ำนมเป็นแหล่งของสารอาหารทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน การบริโภคน้ำนมของบุคคลขั้นอยู่กับความชอบและฐานะทางเศรษฐกิจ จะจัดให้บริโภคหรือไม่ก็ได้ แต่น้ำนมเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูงรวมทั้งยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ร่างกายดูดซึมได้ดี ถ้าเป็นบุคคลที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตและบุคคลที่อยู่ในภาวะต้องการสารอาหารดังกล่าวมาก เช่น วัยเด็ก หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และวัยสูงอายุ หรือผู้ใหญ่วัยทำงาน ควรบริโภคน้ำนมถ้าทำได้ โดยถ้าวันหนึ่งสารอาหารโปรตีนเกิน 70 กรัม ควรกำหนดน้ำนม 1-2 ส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการกำหนดเนื้อสัตว์มากเกินไปจนบริโภคไม่หมด ซึ่งการบริโภคน้ำนมสามารถบริโภคได้ง่ายกว่า
ในกรณีที่กำหนดให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนสูง แต่จำกัดไขมัน ควรพิจารณาใช้น้ำนมพร่องมันเนย ที่สามารถลดไขมัน ลงได้ 3 กรัม และพลังงานลดลง 30 กิโลแคลอรี หรือนมขาดมันเนย สามารถลดไขมันลงได้ 5-8 กรัม และพลังงานลดลง 60 กิโลแคลอรี

2. กำหนดสัดส่วนของผัก
กำหนดสัดส่วนจะกำหนดเฉพาะผักประเภท ข. และคำนวณหาปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และพลังงานที่รับจากผัก ข. สำหรับผักประเภท ก. เป็นผักที่มีสารอาหารและพลังงานต่ำ ดังนั้นสามารถให้รับประทานผักได้มากตามที่ต้องการแต่ถ้ามีการจัดผักประเภท ก. ในปริมาณ 100 กรัมในน้ำหนักผักดิบ ในมื้ออาหารนั้น จะต้องคำนวณคุณค่าทางอาหารเท่ากับผักประเภท ข. 1ส่วน โดยปกติอาหารที่สมดุลควรมีผักอย่างน้อยวันละ 3 ส่วน เพราะผักให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และเป็นแหล่งใยอาหารที่สำคัญสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปีอาจกำหนดน้อยกว่านี้

3. กำหนดส่วนของผลไม้
สามารถกำหนดได้ตามความต้องการของผู้บริโภค โดยอาหารที่บริโภคควรมีผลไม้อย่างน้อยวันละ 3 ส่วน ถ้าอาหารที่กำหนดมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตตลอดวันมากกว่า 300 กรัม ควรกำหนดผลไม้วันละหลายส่วน เพราะจัดเตรียมง่าย บริโภคง่าย หรืออาจนำมาแลกเป็นน้ำผลไม้ได้

4. กำหนดส่วนของน้ำตาล
การที่บริโภคน้ำตาลมากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้นควรลดปริมาณการบริโภคลง ควรบริโภคเพียงแต่เล็กน้อยเท่าที่จำเป็น ควรมีน้ำตาลประมาณ 3-6 ส่วนต่อวัน โดยเป็นน้ำตาลที่ใช้ปรุงอาหารคาวประมาณ 1-2 ส่วน และถ้ารับประมาณขนมหวานควรมีน้ำตาลประมาณถ้วยละ 3-5ส่วน ถ้าวันหนึ่งต้องการคาร์โบไฮเดรตสูงเกิน 300 กรัม ควรกำหนดน้ำตาลไว้ประมาณ 6-8 ส่วน เพื่อใช้ทำขนม ควรหลีกเลี่ยงการจัดน้ำตาลจำนวนมาก เพราะการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

5. กำหนดส่วนข้าวหรือธัญพืช
เป็นอาหารหมวดสุดท้ายในการกำหนดเพื่อให้ได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตตามต้องการดังนั้นก่อนที่จะกำหนดส่วนของข้าวหรือธัญพืช ให้รวมสารอาหารที่บันทึกไว้จากการกำหนดน้ำนมผลไม้ และผัก ข. ว่าได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตเท่าไร นำผลรวมที่ได้ไปลบออกจากคาร์โบไฮเดรตที่ต้องการทั้งหมด เพื่อให้ทราบว่า เหลืออีกเท่าไร แล้วนำคุณค่าของคาร์โบไฮเดรตในข้าว 1 ส่วน คือ 15 กรัม ไปหารจำนวนคาร์โบไฮเดรตที่ยังขาดอยู่ ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ ส่วนของข้าวหรือธัญพืชที่ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่เหลือเพื่อให้ได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตครบตามที่คำนวณไว้ตามที่ร่างกายต้องการ

6. กำหนดส่วนของเนื้อสัตว์
เนื้อสัตว์เป็นแหล่งของโปรตีนและไขมัน การกำหนดเนื้อสัตว์มุ่งที่จะให้ได้โปรตีนตามที่ร่างกายต้องการ การคำนวณปริมาณโปรตีนได้จากการรวมสารอาหารโปรตีนที่บันทึกไว้จากการกำหนดน้ำนม  ผัก ข. และข้าวหรือธัญพืช แล้วนำมาคำนวณต่อเพื่อให้ได้โปรตีนส่วนที่ยังไม่ครบ โดยนำไปลบออกจากโปรตีนที่กำหนดไว้ทั้งหมด นำไปหารด้วย 7 (เนื้อสัตว์ 1 ส่วนให้โปรตีน 7 กรัม) ผลลัพธ์ที่ได้คือ ส่วนของเนื้อสัตว์ที่ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดส่วนของเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้สารอาหารโปรตีนครบตามที่คำนวณไว้ ในการกำหนดชนิดของเนื้อสัตว์ให้ผู้ป่วยบริโภคสามารถเลือกใช้เนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด เช่น เนื้อสัตว์ไขมันสูง (ก) เนื้อสัตว์ไขมันปานกลาง (ข) เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (ค) และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำมาก (ง) ทั้งนี้ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น

7. กำหนดส่วนของไขมัน
ไขมันได้จากการรวมสารอาหารประเภทไขมันจากการกำหนดน้ำนม และเนื้อสัตว์ นำผลรวมที่ได้มาลบกับปริมาณไขมันที่ต้องการทั้งหมด และนำมาหารด้วย 5 (ไขมัน 1 ส่วนให้ไขมัน 5 กรัม) ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ส่วนของไขมันที่ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดส่วนของไขมัน เพื่อให้ได้สารอาหารไขมันครบตามที่คำนวณได้
เมื่อกำหนดอาหารหมวดต่าง ๆ ครบ ให้รวมพลังงานในช่องสุดท้าย โดยผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียงกับพลังงานที่กำหนดไว้ อาจคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อยจากการปัดเศษในการกำหนดส่วนอาหาร ดังนั้นการคำนวณอาหารแต่ละครั้งจะไม่สามารถคิดสารอาหารได้ลงตัวได้ทุกครั้งหรือทุกชนิด แต่ควรคำนวณให้ได้จำนวนใกล้เคียงให้มากที่สุด โดยระวังไม่ให้พลังงานมีค่าคลาดเคลื่อนมากกว่าหรือน้อยกว่า +30 กิโลแคลอรี และสารอาหารไม่ควรคลาดเคลื่อน +3 กรัม ซึ่งในการคำนวณส่วนที่ได้จากการหารของข้าว เนื้อสัตว์ และน้ำมัน มักจะเหลือเศษ ให้ปัดเศษเป็นตัวเลขเต็ม หรือปัดให้เป็นครึ่งหนึ่ง (0.5) ไม่ควรใช้ตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยมที่ได้จากการคำนวณนั้นตรง ๆ เช่น คำนวณได้ 3.3 ส่วน ควรปัดเป็น 3 หรือ 3.5 ส่วน เพราะในความเป็นจริงการจัดอาหารโดยการชั่ง 3.3 ส่วน เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป และเพื่อไม่ให้เกิดจากการคลาดเคลื่อนจากการปัดเศษในการกำหนดส่วนอาหาร นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความสมดุลการปัดเศษด้วย โดยไม่ควรปัดขึ้นหรือปัดลงทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันพร้อมกัน ถ้าปัดเศษของคาร์โบไฮเดรตขึ้น ควรปัดเศษของไขมันหรือโปรตีนลง เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนมากนัก

8. การแบ่งมื้ออาหาร
การจัดรายการอาหารแต่ละมื้อ ควรยึดหลักให้มีอาหารครบหมวดหมู่ และมีความหลากหลายโดย
1) มื้อเช้า  ควรรับประทานอาหารให้ได้รับพลังงานมากที่สุด เนื่องจากมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน ดังนั้นควรได้รับพลังงานจากมื้อเช้าประมาณ 30-35% ของพลังงานที่ได้รับทั้งวัน (ประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี) ถ้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว อาจจัดเป็นอาหารประเภทแซนด์วิซ นม ผลไม้ หรือถ้ามีเวลาอาจทำเป็นโจ๊ก ข้าวต้มเครื่อง และผลไม้ หรืออาจเป็นข้าวสวยกับกับข้าวโดยให้มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

2) มื้อกลางวัน ควรได้รับพลังงานประมาณ 35-40% ของพลังงานที่ได้รับทั้งวัน (ประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี) อาหารที่จัดอาจเป็นรายการอาหารจานเดียวที่รับประทานได้ง่ายหรือข้าวราดกับอาหาร 2-3 อย่าง ควรระวังไม่ให้ข้าวหรือเส้นก๋วยเตี๋ยวมากเกินไปเน้นให้มีผักมากขึ้น ตลอดจนผลไม้สดหรือน้ำผลไม้

3) มื้อเย็น  การรับประทานอาหารมื้อเย็นต้องระวังอย่าให้มีพลังงานมากเกิน 30-35% ของพลังงานที่ได้รับทั้งวัน (ประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี) ในหลายคนมื้อเย็นเป็นมื้อที่รับประทานร่วมกับสมาชิกในครอบครัวมักจะมีเวลาในการรับประทานนานกว่ามื้ออื่น ๆ จึงต้องระวังปริมาณอาหารที่รับประทานไม่ให้มากเกินไป ควรเลือกกับข้าวที่มีหลากหลายรสชาติ  2-4 อย่าง ประเภทของอาหารหรือวิธีการปรุงอาหารควรมีความหลากหลาย เช่น แกงหรือต้ม ยำหรือพล่า ทอดหรือผัด เครื่องจิ้มและของแนม เป็นต้น

ตัวอย่างการคำนวณและกำหนดส่วนของอาหารแลกเปลี่ยน
แพทย์กำหนดให้นายสุชาติ สายสืบ ได้รับอาหารธรรมดา พลังงานวันละ 2,100 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันร้อยละ 60 : 15 : 25 ของพลังงานทั้งหมด ให้คำนวณหาปริมาณสารอาหารที่นายสุชาติ สายสืบ ควรได้รับใน 1 วัน และกำหนดสัดส่วนอาหารที่ควรได้รับโดยใช้ตารางรายการอาหารแลกเปลี่ยน

ขั้นตอนที่ 1 การกระจายสัดส่วนพลังงานที่ควรได้รับ
เมื่อทราบจำนวนพลังงานที่ต้องการต่อวันแล้ว คือ 2,100 กิโลแคลอรี จากนั้นต้องนำมาคำนวณเพื่อกระจายสัดส่วนพลังงานที่ควรได้รับจากสารอาหารที่ให้พลังงานแต่ละประเภท เพื่อให้สัดส่วนที่สมดุลเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของร่างกาย ซึ่งโจทย์ให้กำหนดให้ โปรตีน 15% ไขมัน 25% และคาร์โบไฮเดรต 60% ของจำนวนแคลอรีทั้งหมดต่อวัน โดยใช้สูตร

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณปริมาณสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวัน

ตามสัดส่วนของพลังงานที่คำนวณไว้ในขั้นตอนที่ 1 มีหน่วยเป็นกิโลแคลอรี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนหน่วยเป็นกรัม เพื่อให้ง่ายต่อการกำหนดส่วนของอาหาร ดังนี้

ตาราง


ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดปริมาณอาหาร

เมื่อคำนวณหาปริมาณสารอาหารที่ร่างกายต้องการหน่วยเป็นกรัมแล้ว นำปริมาณสารอาหาร และพลังงานเหล่านั้นมาเทียบหาสัดส่วนของอาหารแต่ละหมวดหมู่ โดยใช้รายการอาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange Lists) เป็นคู่มือในการคำนวณ โดยดำเนินการสร้างแบบฟอร์มตารางเพื่อคำนวณที่มีการเรียงลำดับหมวดอาหารแลกเปลี่ยนในแนวตั้งและสารอาหารที่ให้แนวนอนเริ่มจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และพลังงาน ตามลำดับจากซ้ายไปขวา และแนวตั้งเริ่มจากอาหารหมวดน้ำนม หมวดผัก หมวดผลไม้ น้ำตาล หมวดข้าวหรือธัญพืช หมวดเนื้อสัตว์ และหมวดไขมันตามลำดับจากบนลงล่าง การเรียงลำดับดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นการทำเพื่อป้องกันการสับสนในการคำนวณกำหนดปริมาณอาหารเป็นส่วน ๆ (serving)

การกำหนดปริมาณของอาหารแลกเปลี่ยนหมวดต่าง ๆ สามารถทำได้โดยการคำนวณเพื่อกำหนดอาหารให้ได้คุณค่าของสารอาหารทีละประเภท คือ

1) กำหนดส่วนของคาร์โบไฮเดรต ในขั้นแรกคำนวณกำหนดอาหารเพื่อให้ได้คาร์โบไฮเดรตครบ จึงเริ่มด้วยการเรียงลำดับหมวดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตก่อน ซึ่งได้แก่ หมวดน้ำนม หมวดผัก หมวดผลไม้ น้ำตาล และหมวดข้าวหรือธัญพืช โดยให้หมวดข้าวหรือธัญพืชอยู่อันดับสุดท้ายเพราะข้าวเป็นอาหารที่บริโภคเป็นปริมาณค่อนข้างมาก ส่วนนม ผัก ผลไม้และน้ำตาล มักบริโภคในปริมาณจำกัด หลังจากคำนวณหมวดน้ำนม หมวดผัก หมวดผลไม้ น้ำตาล นำผลรวมที่ได้ มาเข้าสูตรคำนวณคือ


1)  กำหนดส่วนของโปรตีน เมื่อกำหนดหมวดคาร์โบไฮเดรตได้อยู่ในช่วงที่กำหนดแล้วลำดับต่อไปเป็นการกำหนดอาหารเพื่อให้ได้โปรตีน โดยรวมคุณค่าโปรตีนที่คำนวณได้จากช่องหมวดน้ำนม ผัก และข้าวหรือธัญพืชว่าได้เท่าไรดังแสดงในตารางที่ 4.17 ซึ่งมีผลรวมเท่ากับ 52 กรัม นำเข้าสูตรคำนวณคือ

2) กำหนดส่วนของโปรตีน เมื่อกำหนดหมวดคาร์โบไฮเดรตได้อยู่ในช่วงที่กำหนดแล้วลำดับต่อไปเป็นการกำหนดอาหารเพื่อให้ได้โปรตีน โดยรวมคุณค่าโปรตีนที่คำนวณได้จากช่องหมวดน้ำนม ผัก และข้าวหรือธัญพืชว่าได้เท่าไรดังแสดงในตารางที่ 4.17 ซึ่งมีผลรวมเท่ากับ 52 กรัม นำเข้าสูตรคำนวณคือ

3) กำหนดหมวดอาหารไขมัน โดยรวมสารอาหารไขมันที่คำนวณได้จากการหมวดน้ำนมและหมวดเนื้อสัตว์ว่าได้เท่าไร จากตารางที่ 4.17 ผลรวมของไขมันในหมวดน้ำนมและเนื้อสัตว์เท่ากับ 20 กรัม นำเข้าสูตรคำนวณคือ

ขั้นตอนที่ 4 การแบ่งส่วนอาหารที่คำนวณไว้ทั้งวันเป็นมื้อ

หลังจากที่กำหนดสัดส่วนอาหารแต่ละหมวดลงในฟอร์มตารางที่ 4.17 เรียบร้อยแล้ว ให้กำหนดมื้ออาหารตามสัดส่วนที่ได้คำนวณไว้ทั้งวัน อาจแบ่งเป็น 3 มื้อ คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น โดยพยายามกระจายสัดส่วนของพลังงานที่ใกล้เคียงกันในแต่ละมื้อ ดังนี้

มื้อเช้า                      ร้อยละ 30-35 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อกลางวัน                ร้อยละ 35-40 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อเย็น                      ร้อยละ 30-35 ของพลังงานทั้งหมด

ในกรณีที่พลังงานที่คำนวณได้มีจำนวนมาก สามารถแบ่งการบริโภค เป็นวันละ 5 มื้อ คือ อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2 มื้อ อาจแบ่งดังนี้

มื้อเช้า                      ร้อยละ 25 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อว่างเช้า                 ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อเที่ยง                    ร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อว่างบ่าย                ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด

มื้อเย็น                      ร้อยละ 25 ของพลังงานทั้งหมด

จากตัวอย่างการคำนวณได้สามารถนำมาแบ่งส่วนของอาหารเป็นมื้อ ๆ ได้ดังแสดงในตารางที่ 4.18

ขั้นตอนที่ 5 กำหนดรายการอาหาร (menu planning)

การกำหนดรายการอาหารมื้อต่าง ๆ ต้องกำหนดตามส่วนของอาหารที่ได้จัดแบ่งตามมื้อต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น (ตาราง 4.18) เช่น ในมื้อเช้า กำหนดว่ามี นม ผัก ข. ผลไม้ น้ำตาล เนื้อสัตว์ ไขมันอย่างละ 1 ส่วน และธัญพืชหรือข้าว 2 ส่วน โดยใช้อาหารในหมวดต่าง ๆ ในรายการอาหารแลกเปลี่ยนมาใช้ในการกำหนดรายการอาหารมื้อต่าง ๆ สลับหมุนเวียนกันไปนอกจากนี้ในการกำหนดรายการอาหารควรสอดคล้องกับเป้าหมาย 3 ประการ คือ

ประการที่ 1 เป็นรายการอาหารที่สมดุลได้สัดส่วนถูกหลักโภชนาการ

ประการที่ 2 เป็นรายการอาหารที่สมาชิกในครอบครัวหรือผู้บริโภคพอใจ ทั้งในด้านสี กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส ตลอดจนนิสัยการบริโภค ขนบธรรมเนียม และศาสนา

ประการที่ 3 เป็นรายการอาหารที่สามารถจัดได้ในวงเงิน เวลา แรงงาน ตลอดจนแหล่งวัตถุดิบทางอาหารที่มีอยู่ จากข้อมูลข้างต้นสามารถนำมากำหนดเป็นรายการอาหารได้ดังแสดงในตารางที่ 4.19 และแบ่งส่วนในแต่ละมื้ออาหารได้ดังแสดงในตารางที่ 4.20


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่