มะเร็งและโรคร้าย

โรคโปลิโอ (ไข้ไขสันหลังอักเสบ) โรคอันตรายที่ทำให้พิการได้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
โรคโปลิโอ (ไข้ไขสันหลังอักเสบ) โรคอันตรายที่ทำให้พิการได้

โปลิโอ มีชื่อเต็มว่า “โปลิโอมัยอิลัยติส (Poliomyelitis)” หรือ “แอคควิท์แอนทีเรีย โปลิโอมัยอิลัยติส (Acute Anterior Poliomyelitis)” เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มีโอกาสกลายเป็นคนพิการหรือเป็นง่อยได้ ที่เรียกว่า “พาราลัยติค โปลิโอมัยอิไลติส (Paralytic Poliomyelitis) และเนื่องจากอาการเช่นนี้ พบได้บ่อยในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำว่า 5 ปี จึงเรียกว่า “อินแฟนทายล์ โปลิโอมัยอิไลติส (Infantile Poliomyelitis)” ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตได้ทันที ถ้าเชื้อไวรัสโปลิโอเข้าไปยังศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะสำคัญ เช่น ศูนย์ประสาทควบคุมการหายใจหรือศูนย์การทำงานของหัวใจ โรคนี้ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่าในเด็ก ในสมัยก่อนมีผู้แปลโรคนี้เป็นภาษาไทยว่าโรค “ไข้ไขสันหลังอักเสบ” แต่ไม่มีผู้นิยมใช้กันเพราะว่าการอักเสบของไขสันหลัง ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ ปัจจุบันจึงเรียกกันทั่วไปว่า โรคโปลิโอ

" โรคโปลิโอ เป็นโรคที่มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ หรือมีมาแล้วอย่างน้อยราว 6,000 ปี แต่มารู้จักกันเมื่อปี พ.ศ. 2332 หรือประมาณ 198 ปีมานี้เอง ในตอนนี้ประมาณกันว่าทั่วโลกมีคนพิการจากโรคโปลิโออยู่ถึงหลายล้านคน นับว่าเป็นการสูญเสียเศรษฐกิจและกำลังคนของโลกไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นจึงมีการค้นคว้าวิจัย เพื่อหาวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้ขึ้น จนในปัจจุบันนี้ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีโรคโปลิโอเหลือแต่ประเทศที่ด้อยหรือกำลังพัฒนาเท่านั้นที่โรคนี้อยู่ ทั้งนี้รวมถึงประเทศไทยด้วย "



a20.gif ในประเทศไทย เคยมีผู้ตรวจวินิจฉัยโรคในเด็กเมื่อปี พ.ศ. 2470 พบว่าเด็กไทยก็เป็นโรคโปลิโอกับเขาด้วย แต่ที่รายงานไว้อย่างเป็นหลักฐานมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2493 และมารู้จักโรคนี้กันอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2495 หรือประมาณ 35 ปีมานี้เอง ปี พ.ศ. 2495 เป็นปีที่ชาวต่างประเทศ 2 คนมาเกิดโรคนี้ขึ้นในเมืองไทย และตามด้วยการระบาดใหญ่ที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้มีผู้ป่วยราว 400 คน และถึงแก่กรรมไป 23 คน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นหวาดกลัวให้กับประชาชนโดยทั่วไปจนในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2495 ทางราชการได้ประกาศให้โรคโปลิโอเป็นโรคติดต่ออันตราย ที่ต้องแจ้งความ ปัจจุบันก็ยังต้องแจ้งอยู่เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคในเขตกรุงเทพฯ ในระยะแรกที่มีการระบาดมีจำนวนสูงกว่า เขตรอบนอกถึง 8 เท่า ดังนั้นในปี พ.ศ. 2512 ทางราชการจึงเริ่มให้วัคซีนแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ก่อน ปรากฏว่าจำนวนผู้ป่วยในเขตกรุงเทพฯ ลดลงตามลำดับ แต่จำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 การให้วัคซีนโปลิโอได้ขยายวงกว้างขึ้น และในปี พ.ศ. 2525 ก็สามารถให้บริการวัคซีนได้ครบทั้ง 73 จังหวัด ผลก็คือ จำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงมา ถ้าดูจากรายงานของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขจะพบว่า ในปี พ.ศ. 2523 จำนวนผู้ป่วยทั่วทั้งประเทศลดลงอย่างฮวบฮาบ และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในปี พ.ศ. 2525 และในปี พ.ศ. 2526 และ 2527 ก็ลดลงอีก อย่างไรก็ตาม โรคนี้ก็นับว่ายังมีความสำคัญอยู่ เนื่องจากเรายังสามารถพบผู้ป่วยได้ประปราย ดังนั้น จึงมีโอกาสระบาดขึ้นมาได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่ประชาชนไม่เห็นความสำคัญของการได้รับวัคซีน บางคนได้รับวัคซีน แต่ได้รับไม่ครบหรือในเขตที่การให้วัคซีนแก่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังครอบคลุมได้ไม่ครบ 100% โดยเฉพาะตามศูนย์อพยพต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พ.ศ. 2528 เจ้าหน้าที่ระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ได้รายงานว่า มีการระบาดของโปลิโอเกิดขึ้นในศูนย์อพยพชาวกัมพูชาในตำบลคลองหาด กิ่งอำเภอคลองหาด จังหวัดปราจีนบุรีมีผู้ป่วยรวม 16 เสียชีวิตไป 1 ราย เป็นต้น


เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโปลิโอ

a20.gif เชื้อติดต่อได้โดยการปนเปื้อนมากับอาหาร และน้ำดื่มแล้วผ่านเข้าสู่ร่างกายทางปาก เชื้อพวกนี้ทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ถูกทำลายได้เมื่อถูกกับความร้อนและความแห้งแล้ง ดังนั้นการดื่มแต่น้ำที่ต้มเดือดแล้วและรับประทานอาหารที่หุงต้มสุกดีแล้ว และไม่มีแมลงใด ๆ มาตอมรวมตลอดถึงการรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร จะเป็นวิธีป้องกันโรคเบื้องต้นที่ดีที่สุด เชื้อโปลิโอพบได้เฉพาะในคนและในลิงบางชนิดเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปเพิ่มจำนวนตามบริเวณลำคอและลำไส้ ทำให้พบเชื้อโปลิโอได้ตาบริเวณลำคอและในอุจจาระ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อโปลิโอที่สำคัญ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกกับน้ำลายและอุจจาระของผู้ป่วยด้วย และถ้าเป็นไปได้ ควรกำจัด อุจจาระของผู้ป่วยด้วยช่วงนี้อยู่ในระยะที่เรียกว่าระยะฟักตัว ซึ่งกินเวลานานประมาณ 3-30 วัน แต่ส่วนมากจะราว ๆ 7-14 วัน เป็นระยะที่ไม่มีอาการใด ๆ เกิดขึ้น ประมาณ 90-95% ของผู้ที่ติดชื้อโปลิโอ จะมีลักษณะเช่นนี้ คือตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการแล้วก็กลับเป็นปกติ ส่วนผู้ป่วยอีกประมาณ 5-10% มักจะแสดงอาการ โดยเชื้อโปลิโอจะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือดทำให้มีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน เบื่ออาหาร เจ็บคำหรือมีท้องเดิน อาการเหล่านี้เหมือนกับอาการของไข้หวัดแต่อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อจะมีมากกว่า


โรคโปลิโอมักเกิดมากในช่วงฤดูฝน

a20.gif คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการในระยะนี้ก็ควรนึกถึงโรคโปลิโอด้วย ระยะที่เชื้อโปลิโออยู่ในเลือดนั้น จะตรงกับระยะที่ร่ากายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโปลิโอขึ้นมา ดังนั้น ถ้าภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมามีมากก็สามารถกำจัดเชื้อโปลิโอออกไปจากกระแสเลือดได้ แต่ปรากฏว่าผู้ป่วยประมาณ 1-2 % กำจัดเชื้อโปลิโอได้ไม่หมด ทำให้เชื้อโปลิโอแพร่กระจายไปยังร่างกายอื่น ๆ เช่น ตับ ม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลืองบางส่วน อาจเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง คือสมองและไขสันหลัง โดยไปอยู่ที่กลุ่มเซลล์ประสาท ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในกรณีนี้จะทำให้มีอาการคอแข็งเจ็บปวดที่คอ หลังและบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย ถ้ากลุ่มเซลล์ประสาทดังกล่าวถูกทำลายมาก เส้นประสาทจะไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องได้ ทำให้กล้ามเนื้อนั้นกลายเป็นอัมพาต (Paralysis) ลีบเล็กลงและเปลี่ยนรูปร่างไปในที่สุด เช่น ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อใบหน้า ก็ทำให้ใบหน้าเบี้ยว และถ้าหากเป็นอัมพาตที่กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเป็นอัมพาตที่กล้ามเนื้อกระบังลมร่วมกับกล้ามเนื้อทรวงอก และกล้ามเนื้อระหว่างช่องซี่โครงแล้ว การเต้นของหัวใจและการหายใจก็จะหยุด ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตได้ทันที แต่ถ้ากลุ่มเซลล์ประสาทถูกทำลายไม่มาก กล้ามเนื้อก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ ภายใน 4-6 สัปดาห์


การวินิจฉัยโรค

a20.gif ประกอบด้วยการตรวจทางร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการการตรวจทางร่างกาย แยกได้ยากเพราะมีอาการคล้ายกับโรคหวัด ดังนั้น จึงควรดูว่าอาการคอแข็ง หลังแข็ง ต้นขาตึง หรือเจ็บตามกล้ามเนื้อหรือเปล่า หรือทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อดูว่ากำลังของกล้ามเนื้อลดลงไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด กรวดน้ำไขสันหลัง ตลอดจนตรวจอุจจาระเพื่อแยกเชื้อไวรัสเป็นชั้นตอนการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนกว่า การตรวจทางร่างกาย เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคโปลิโอ จะต้องรีบแจ้งให้ทางราชการทราบและรีบเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทันที เพราะถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องมาแต่เริ่มต้นแล้ว ก็มักจะพิการไปตลอดชีวิต เมื่อรักษาได้ถึงขึ้นพ้นระยะความรุนแรงของโรคแล้ว จะต้องให้การรักษาทางกายภาพบำบัดทันที เพื่อให้กล้ามเนื้อนั้นมีกำลังกลับคืนมาตามปกติ และป้องกันความพิการที่เกิดขึ้นต่อไป

เชื้อไวรัสโปลิโอมีอยู่ 3 ชนิด (Type) คือชนิด 1, 2 และ 3

a20.gif ชนิดที่ 1 พบได้บ่อยและมักทำให้เกิดอัมพาต ส่วนชนิดที่ 2 และ 3 พบได้ประปรายและมักไม่ทำให้เกิดอัมพาต การติดเชื้อในแต่ละครั้งมักเกิดจากเชื้อโปลิโอชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นก็ป้องกันได้เฉพาะเชื้อโปลิโอชนิดนั้นเพียงชนิดเดียว ดังนั้นการป้องกันโรคที่ได้ผลสมบูรณ์จึงต้องได้รับวัคซีนโปลิโอครบทั้ง 3 ชนิด ในรูปที่เรียกว่า ไตรเวเลนท์ (Trivalent) และจะต้องได้รับการกระตุ้นตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันสูงพอในการป้องกันโรค



 

วัคซีนดังกล่าวมี 2 ชนิด คือวัคซีนชนิดฉีด (IPV) และวัคซีนชนิดรับประทาน (OPV) ปัจจุบันนิยมใช้วัคซีนชนิดรับประทานมากกว่าชนิดฉีด เพราะว่าง่ายต่อการใช้ และให้ผลในการป้องกันโรค ได้ดีกว่า

วัคซีนชนิดรับประทาน (Trivalent OPV) นี้จะต้องได้รับทั้งหมด 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 , 2 และ 3 ให้เมื่อเด็กอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ หลังจากนั้นจะต้องได้รับการกระตุ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน และครั้งที่ 2 อายุประมาณ 4-6 ปี วัคซีนโปลิโอนี้สามารถให้พร้อมไปกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (D), ไอกรน (P), บาดทะยัก (T), และหัด (M) โดยไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น เด็กที่กินแม่อยู่ก็รับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีน เพื่อที่บุตรหลานของท่านจะได้ไม่เป็นโรคโปลิโอ

สรุป

a20.gif โรคโปลิโอยังเป็นโรคที่มีความสำคัญ ประเทศชาติจะไร้ซึ่งคนพิการจากโรค โปลิโอ ถ้าทุกคนรู้จักรักษาสุขอนามัยและช่วยกันสละเวลาพาบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบถ้วนและถูกต้อง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่