อาหารการกิน

อาหารสัตว์เลี้ยงกับสิ่งที่เจ้าของควรรู้เพื่อประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 518211348 %281%29

อาหารสัตว์เลี้ยงกับสิ่งที่เจ้าของควรรู้เพื่อประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง

บทความนี้จะช่วยให้ความรู้เจ้าของกี่ยวกับการอ่านฉลากเพื่อเลือกซื้ออาหารที่ดีสำหรับสัตว์เลี้ยง เจ้าของอาจถูกหลอกได้อย่างง่ายดายโดยเทคนิกทางการตลาดและการระบุฉลากที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สัตว์เลี้ยงไม่เคยสงสัยว่าตัวเองต้องกินอะไร ดังนั้นเจ้าของอย่างเราต้องเป็นคนตั้งคำถามเหล่านี้แทนสัตว์เลี้ยง

อะไรอยู่อาหารสัตว์เลี้ยง?

รูปภาพที่แสดงข้างกระป๋องหรือบนถุงอาหารมักจะมีภาพเชฟกำลังปรุงอาหารชั้นเลิศจากวัตถุดิบดีเยี่ยม ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่คุณรักจะได้รับประโยชน์จากเนื้อคุณภาพดีและผักหลากหลายขนิด แม้จะดูเป็นภาพที่ดูดีแต่ในความเป็นจริงนั้นอาหารสัตว์เลี้ยงได้มาจากวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ เช่น เนื้อสัตว์จะถูกตัดแต่งเนื้อในส่วนที่มนุษย์ต้องการสิ่งที่เหลือจากการตัดแต่ง เช่น กระดูก อวัยวะภายใน เลือด จงอยปาก ฯลฯ จะถูกนำมาเข้ากระบวนการผลิตเป็นอาหารสัตว์ หรือที่เรียกว่า “by-product”

นอกจากอาหารสัตว์จะถูกผลิตจากซากสัตว์แล้ว อาหารเหลือจากกระบวนการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ (ไขมันสัตว์จากร้านอาหาร อาหารหมดอายุจากห้างสรรพสินค้า) และ 4D จากกระบวนการเลี้ยงปศุสัตว์ (สัตว์ตาย (dead) สัตว์ที่กำลังตาย (dying) สัตว์ป่วย (diseased) สัตว์พิการ(disable)) ก็สามารถพบได้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์จากการผ่านกระบวนการแปรสภาพ (rendering) กระบวนการแปรสภาพคือกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ทำการสกัดโดยการหลอมละลายซึ่งจะทำให้ของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการนำซากจากกระบวนการเลี้ยงปศุสัตว์และของเหลือจากการบริโภคของมนุษย์มารวมในถังขนาดใหญ่ นำทั้งหมดมาบดและผ่านความร้อนเป็นเวลาหลายชั่วโมง กระบวนการแปรสภาพจะแยกไขมัน กำจัดน้ำ และฆ่าแบคทีเรีย ไขมันที่แยกออกมาจะเป็นไขมันสัตว์ที่ใส่ลงไปในอาหารสัตว์ (เช่น ไขมันไก่ ไขมันเนื้อวัว ฯลฯ) ส่วนที่เหลือจะเป็นโปรตีนที่ถูกทำให้แห้งและแข็งกลายเป็น “กากที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิต (by-product meal)” ที่จะใส่เพิ่มลงไปในอาหารสัตว์เลี้ยง ข้อมูลเพิ่มเติมต่อจากนี้อาจทำให้เจ้าของบางคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยง

ผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์ (by-product) (เช่น ผลพลอยได้จากการผลิตเนื้อไก่ หรือเนื้อวัว) ชิ้นส่วนของของซากสะอาดที่ไม่ผ่านกระบวนการ แต่ไม่ใช่ส่วนที่ทำไปบริโภค ได้แก่ ปอด ม้าม ไต สมอง เลือด กระดูก ไขมัน กระเพาะอาหาร และลำไส้ที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว เป็นวิธีการลดต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทผลิตอาหารสัตว์เพื่อรักษาระดับของโปรตีนในอาหารให้สูง (แต่เป็นโปรตีนคุณภาพไม่สูงมาก)

กากเนื้อ (meat meal) (เช่น เนื้อแกะ) ยกตัวอย่างจากการใช้เนื้อแกะ โดยใช้เนื้อแกะที่เหลือทุกส่วน โดยเฉพาะเลือด ขน กีบ เขา อุจจาระ กระเพาะ และของเหลวภายในกระเพาะรูเมน นำมาทำให้สุกโดยการผ่านความร้อน (แปรสภาพ) หลังจากผ่านความร้อนแล้วนำมาทำให้แห้งและเติมเป็นกากในอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง

ผลพลอยได้จากการผลิตกากเนื้อ (meat by-product meal) (เช่น กากจากการผลิตเนื้อไก่) กากจากการผลิตเนื้อกาได้จากการนำผลพลอยได้จากการผลิตเนื้อไก่มาผ่านความร้อนและแปรสภาพ และนำมาทำให้แห้งเพื่อเติมลงในอาหารสัตว์เลี้ยง

วัตถุดิบที่ผ่านการย่อย (digest) เป็นวัตถุดิบจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นผลจากการย่อยสลายทางเคมีของเนื้อเยื่อที่สะอาด หรือผลพลอยได้จากการผลิตเนื้อสัตว์ที่ (ชิ้นส่วนอื่นที่ไม่ใช่เนื้อ) ส่วนประกอบนี้มักจะใช้เพื่อสร้างกลิ่นและรสชาติของเนื้อในอาหารสัตว์ที่ไม่ได้มีส่วนผสมของเนื้อจริง

วัตถุดิบที่ไม่ผ่านความร้อนที่ใช้ในกระบวนการแปรสภาพมักได้มาจากของเหลือจากการอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อ สัตว์ปีก และสัตว์น้ำ อุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการแปรสภาพอาจเปลี่ยนแปลงหรือทำลายเอนไซม์ตามธรรมชาติและโปรตีนที่พบในวัตถุดิบตั้งต้น ดังนั้นกระบวนการนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คุณค่าทางอาหารในอาหารสัตว์เลี้ยงหลังผ่านกระบวนการผลิตมีความไม่แน่นอน ในความเป็นจริงคุณภาพทางโภชนาการในผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิต กากเนื้อ และวัตถุดิบที่ผ่านการย่อยมีความแปรปรวนสูงมากขึ้นกับการผลิตแต่ละครั้ง

ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการแปรสภาพทั้งหมดไม่เหมาะสมการการบริโภคในมนุษย์ หากเรายังไม่ต้องการบริโภคสิ่งเหล่านี้ สัตว์ก็ไม่ควรได้รับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ผลิตภัณฑ์เหล่านนี้มีระดับโปรตีนสูง อย่างไรก็ตามคุณภาพของโปรตีนเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัย ในความเป็นจริงแหล่งโปรตีนด้อยคุณภาพเหล่านี้ไม่น่ากินสำหรับสัตว์เลี้ยงและต้องอาศัยการปรุงแต่งรสชาติหรือการใส่ไขมันเพื่อเพิ่มความน่ากินและทำให้สัตว์เลี้ยงอยากกิน

การพิจารณาฉลากอาหารสัตว์เลี้ยง

ควรจะเลือกอย่างไรจึงจะได้อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพดี? การระบุข้างผลิตภัณฑ์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ พรีเมี่ยม ซุปเปอร์พรีเมี่ยม อัลตราพรีเมี่ยม หรือสูตรคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญ (gourmet) มักทำให้เกิดความเข้าใจผิด บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่ระบุข้างซองเช่นนี้มีคุณภาพไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ปกติที่มีสารอาหารเหมาะสม แต่ราคาแพงกว่า

ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ตกเป็นเป้าสายตาของ AAFCO (Association of American Feed Control Offiais) ซึ่งเป็นองค์กรผู้ควบคุมการผลิตอาหารสัตว์ โดย AAFCO นิยามคำว่า อาหารสูตร “ธรรมชาติ” สำหรับสัตว์เลี้ยงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยวัตถุดิบจากพืช สัตว์ หรือแหล่งแร่ธาตุ อาหารเหล่านี้ต้องไม่ผ่านกระบวนการมากเกินไปหรือมีการใส่วัตถุดิบสังเคราะห์จากสารเคมี เช่น วัตถุแต่งรส สารกันเสีย และสีผสมอาหาร

อาหารสัตว์แบบ “ออร์แกนิค” คืออาหารที่ถูกผลิตโดยไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี ปราศจากจากวัตถุดิบที่เป็นของเสียจากการบริโภคของมนุษย์และการผลิตในอุตสาหกรรม และผ่านกระบวนการโดยไม่มีการใช้รังสีไอออน หรือใส่สารปรุงแต่งอาหาร หากมีการใช้ผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์จะต้องไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเร่งการเจริญเติบโต รวมถึงสัตว์ในระบบต้องได้รับอาหารที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ กระบวนการผลิตต้องได้รับการรับรองพิเศษและผลิตตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรองเพื่อส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดออร์แกนิค มีการแบ่งระดับของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเหล่านี้ ได้แก่ อาหารออร์แกนิค 100% คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคอย่างน้อย 95% และอาหารที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิค จะใช้วัตถุดิบที่ได้รับการรับรองว่าเป็นวัตถุดิบออร์แกนิก 70%

ชื่อเหล่านี้บ่งบอกอะไร?

ชื่อของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในฉลากอาจเป็นที่สนใจของผู้ซื้อ ดังนั้น AAFCO จึงออกกฎการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อควบคุมการตั้งชื่อไม่ให้เกิดการหลอกลวงผู้บริโภค

1. กฎ 95% คือต้องระบุส่วนประกอบและวัตถุดิบอย่างน้อย 95% เช่น “เนื้อไก่ในอาหารสุนัข” หรือ”เนื้อวัวในอาหารแมว” ต้องมีปริมาณของเนื้อไก่หรือเนื้อวัว 95% “อาหารสุนัขที่มีส่วนประกอบของไก่และข้าว” ต้องมีเนื้อไก่เป็นส่วนประกอบ 95% หากอาหารเป็นสูตรผสม เช่น “เนื้อไก่และตับสำหรับแมว” ส่วนประกอบทั้งสองชนิดต้องรวมกันได้ปริมาณ 95% ของน้ำหนักอาหารและส่วนประกอบแรกคือเนื้อไก่ต้องมีปริมาณเป็นเปอร์เซนต์มากกว่าตับ

2. กฎ 25% หรือ “dinner rule” เมื่อผลิตภัณฑ์ระบุว่ามีส่วนประกอบใด ๆ อย่างน้อย 25% แต่ไม่เกิน 95% ของน้ำหนักทั้งหมด ชื่อต้องระบุว่าเป็น “dinner” “entrée” “grill” “platter” “formula” ชื่อเหล่านี้เป็นการระบุอาหารประเภทนี้ ตัวอย่างเช่น “chicken dinner dog food” ต้องมีส่วนประกอบของเนื้อไก่อย่างน้อย 25% อาจมีส่วนประกอบของเนื้อวัวและอาจมีส่วนประกอบของเนื้อวัวมากกว่าเนื้อไก่ สิ่งที่สำคัญคือการสังเกตุฉลากผลิตภัณฑ์และตรวจสอบแหล่งที่มาของเนื้อในผลิตภัณฑ์

3. กฏ 3% หรือ “with rule” เป็นการระบุว่ามีวัตถุดิบเพิ่มเติม หรือวัตถุดิบพิเศษเพิ่มขี้นมา เช่น “beef dinner for dogs with cheese” คืออาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อวัวอย่างน้อย 25% และชีสอย่างน้อย 3% แต่ควรระวังอาหารที่ระบุข้างฉลากว่า “dog food with chicken” เนื่องจากเป็นอาหารมีส่วนประกอบของเนื้อไก่เพียง 3% ผู้ซื้อมักจะสับสนกับ “chicken dog food” ที่มีส่วนประกอบของไก่ 95%

4. กฎการปรุ่งแต่งรส (flavor rule) ไม่มีการระบุปริมาณเปอร์เซนต์เนื้อ แต่ต้องมีปริมาณของสารปรุงแต่งเพียงพอแก่การตรวจสอบ เช่น “chicken flavor dog food” ต้องมีเนื้อไก่ที่ถูกย่อยแล้วหรือไขมันจากไก่เป็นสารปรุงแต่งอาหาร แต่ไม่มีเนื้อไก่จริงใส่ลงไปในอาหาร

วัตถุดิบใดที่ควรหลีกเลี่ยง?

นอกจากการเติมอาหารด้วย “by-products” และ “meals” ยังมีสารเติมแต่งอื่น ๆ ที่เจ้าของควรหลีกเลี่ยง เช่น corn syrup propylene glycol และผงชูรส (MSG) วัตถุเหล่านี้มักถูกใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อปลอมแปลงคุณภาพอาหารและสารบางชนิดยังให้ความชื้นและความยืดหยุ่นในอาหารและขนมแบบกึ่งเปียก เป็นที่ทราบกันดีกว่าสารถนอมอาหารหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ มักใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อจำกัดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นในอาหาร ตัวอย่างของสารถนอมอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ BHA BHT โซเดียมไนไตรต์ และไนเตรต สัตว์เลี้ยงมีขนาดตัวเล็กกว่ามนุษย์ การใส่สารถนอมอาหารลงในอาหารสัตว์เลี้ยงมักใส่ในปริมาณเท่ากับอาหารของมนุษย์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีการใส่สารถนอมอาหาร มีการใช้สารแต่งสีมากมายในอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อดึงดูดให้เจ้าของสัตว์ต้องการซื้อ อย่างไรก็ตามสารแต่งสีไม่มีคุณค่าทางอาหารใด ๆ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหากมีการแพ้สารนั้นเกิดขึ้น สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้ตัดสินอาหารจากสีสรร ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารสัตว์ที่มีการใส่สี

อะไรคือวัตถุดิบที่ชื่อดูทำให้สุขภาพดีแต่จริง ๆ แล้วไม่?

หลายคนคงเห็นด้วยว่า “chicken meal” ฟังดูเหมือนอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและน่าอร่อย โดยทั่วไป chicken meal ประกอบด้วยเนื้ออกไก่ย่างชุ่มฉ่ำเสิร์ฟบนผักโขมนึ่งและ quinoa เล็กน้อย แต่ในอาหารสัตว์เลี้ยง chicken meal เป็นอาหารที่คุณภาพต่ำที่ได้มาจากของเหลือจากพืชและอื่น ๆ

แม้ว่าข้าวโพดและข้าวจะเป็นอาหารหลักสำหรับชาวอเมริกัน แต่สำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงวัตถุดิบเหล่านี้คือวัตถุดิบเติมเต็มที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง โชคไม่ดีที่บริษัทผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงส่วนมากใช้ข้าวโพดและข้าวเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีราคาถูกทำให้ผลิตอาหารได้ปริมาณมากโดยที่ค่าทางโภชนาการพื้นฐานที่ต้องการยังคงอยู่ บริษัทเหล่านี้จึงผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่ำ และเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงมีปัญหาเกี่ยวกับความอ้วนไปทั่วพื้นที่จากการกินอาหารเหล่านี้ ข้าวโพดและข้าวเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนเนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเตรตสูง ทำระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวต่อระบบเผาผลาญของร่างกายและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้วัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังเกี่ยวกับการย่อยอาหารผิดปกติ (maldigestion) เช่น เกิดเก็สใสทางเดินอาหาร ท้องอืด หรือท้องเสีย

ประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ

อาหารที่ได้จากธรรมชาติไม่มีสารถนอมอาหารหรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการแพ้อาหาร การเลือกอาหารที่ได้จากธรรมชาติที่ไม่มีการใส่สารเสริมและสารแต่งรส จะช่วยลดปัญหาความอ้วนในสัตว์เลี้ยงจากการได้แคลอรีส่วนเกินจากสารเหล่านี้ มีการรับรองโดยงานวิจัยว่าสุนัขที่มีรูปร่างเหมาะสมมีแนวโน้มจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าร้อยละ 15 ของช่วงชีวิตและมีปัญหาสุขภาพน้อยกว่า (โดยเฉพาะปัญหาข้อต่ออักเสบ) เมื่อเทียบกับสุนัขที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน อาหารที่ได้วัตถุดิบธรรมชาติมีระดับของโปรตีนที่มีคุณภาพดีสูงกว่า (เนื่องจากไม่มีการใส่วัตถุเติมแต่ง) จึงมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่าและอาจช่วยป้องกันโรคได้ อาหารเหล่านี้หลีกเลี่ยงการใช้แหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ข้าวโพดและข้าว

เห็นได้ชัดว่าเจ้าของสัตว์เลียงในปัจจุบันให้ความระมัดระวังในการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการใส่สารถนอมอาหารและสารเคมีสังเคราะห์ที่มีเป็นอันตรายต่อสุภาพและส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่าการมีสุขภาพที่ดีทั้งการกินอาหารและการใช้ชีวิตเป็นการกำจัดโรคต่าง ๆ ในสัตว์เลี้ยงก็เช่นเดียวกัน ข่าวดีสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงคือปัจจุบันนี้มีตัวเลือกมากมายสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ช่วยให้เจ้าของมั่นใจได้ว่าอาหารสัตว์เลี้ยงมีคุณภาพที่ดีเทียบเท่ากับอาหารสำหรับมนุษย์ที่จะช่วยให้เพื่อนสี่ขาในครอบครัวของทุกคนมีสุขภาพดี

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ