โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองในสุนัข: สาเหตุ อาการ การรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 982,544 คน

โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองในสุนัข (Pemphigus)

ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง โดยโรคนี้จะมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการเป็นแผล สะเก็ดถุงน้ำและหนองบนผิวหนัง บางชนิดของโรคนี้ยังสามารถเกิดได้ที่เหงือกด้วยโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำร้ายเซลล์ของร่างกายเอง เหมือนกับเวลาที่เซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาจัดการเวลาที่มีการติดเชื้อ โดยความรุนแรงที่มีต่อผิวหนังจะขึ้นอยู่กับว่าภูมิคุ้มกันที่มาทำลายลงไปลึกแค่ในของชั้นผิวหนัง จุดเด่นของโรคนี้คือการพบสภาวะที่เรียกว่า acantholysis ซึ่งหมายถึงการที่เซลล์ผิวหนังมีการแยกออกจากกันเนื่องจากมีเซลล์ภูมิคุ้มกันมาแทรกกลาง

สำหรับโรคนี้มีทั้งหมด 4 ชนิดที่สามารถเกิดขึ้นกับสุนัข ได้แก่

  1. pemphigus foliaceus ภูมิคุ้มกันจะมาสะสมอยู่ที่ชั้นนอกสุดของชั้นหนังกำพร้าและตามแผลผุพอง
  2. pemphigus erythematosus เป็นชนิดที่พบบ่อยพอสมควร ค่อนข้างเหมือนกับชนิดแรกแต่ว่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่า
  3. pemphigus vulgaris จะมีความรุนแรงกว่าเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ทำลายตัวเองอยู่ลึกกว่าในชั้นผิวหนัง
  4. pemphigus vegetans ชนิดนี้จะส่งผลต่อสุนัขเท่านั้นพบได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับชนิดอื่นเสมือนว่าชนิดนี้จะเป็นรูปแบบที่อ่อนแรงกว่าของชนิดที่สอง

อาการและชนิดโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองในสุนัข

  •  Foliaceus
    • จะพบสะเก็ด ตุ่มหนอง แผลตื้นๆ ผื่นแดง และคันที่ผิวหนัง
    • บริเวณฝ่าเท้าเจริญเติบโตเร็ว ทำให้มีความหนาและสามารถแตกได้
    • มีถุงน้ำที่ผิวหนัง
    • บริเวณที่มักพบรอยโรค คือ ศีรษะ ใบหูและฝ่าเท้า ซึ่งจะแพร่กระจายทั่วตัวตามมา
    • อาจพบรอยโรคที่บริเวณเหงือกและริมฝีปากได้
    • ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายมีการบวมโต มีอาการซึม เป็นไข้และมีอาการไม่อยากเดินอย่างไรก็ตามสุนัขส่วนมากจะสุขภาพดี
    • มีอาการเจ็บและคันบริเวณผิวหนัง
    • มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเนื่องจากมีรอยแตกหรือแผลที่ผิวหนัง
  •  Erythematosus
    • หลักๆแล้วจะมีอาการคล้ายกับ pemphigus foliaceus
    • รอยโรคส่วนมากจะอยู่แค่ที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า และฝ่าเท้า
    • สีของริมฝีปากจะซีดลงซึ่งจะพบได้มาก
  • Vulgaris
    • จัดเป็นชนิดที่มีความรุนแรงกว่าชนิด pemphigus foliaceus และerythematosus
    • มีอาการเป็นไข้
    • ซึม
    • มีอาการเบื่ออาหารโดยจะเกิดขึ้นเมื่อสุนัขมีแผลที่ช่องปาก
    • มีแผลตื้นและแผลลึก ตุ่มพองและสะเก็ดตามผิวหนัง
    • พบรอยโรคได้ที่ เหงือกริมฝีปากและผิวหนัง หรืออาจพบทั่วร่างกายได้
    • บริเวณใต้รักแร้และขาหนีบก็สามารถพบรอยโรคได้มีอาการเจ็บและคันที่ผิวหนัง
    • พบการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • Vegetans
    • ตุ่มหนองมีการรวมตัวกันจนกลายเป็นบริเวณกว้าง
    • ไม่ค่อยพบรอยโรคที่บริเวณช่องปาก
    • มีอาการไม่สบายเช่นเป็นไข้ ซึม

สาเหตุ

  • ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อและเซลล์ที่มีความปกติ
  • ได้รับแสงแดดมากเกินไป
  • บางพันธุ์อาจพบว่ามาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

การวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะทำการตรวจร่างกายสุนัขซึ่งจะประกอบไปด้วยการตรวจเลือดทางเคมี การนับเม็ดเลือด การตรวจปัสสาวะ และตรวจสารอิเล็คโทรไลท์สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะพบว่ามีค่าผลเลือดที่เป็นปกติเจ้าของต้องทำการให้ข้อมูลเกี่ยวสุขภาพของสุนัขและควรแจ้งให้สัตวแพทย์ทราบว่าสุนัขเริ่มแสดงอาการตั้งแต่เมื่อไหร่รวมถึงสิ่งที่เป็นไปได้ต่อการเกิดโรคนี้ด้วยเช่น การตากแดด เป็นต้น

การตรวจทางผิวหนังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะต้องมีการเก็บชิ้นเนื้อตัวอย่างจากผิวหนัง ตุ่มหนอง และสะเก็ด รวมถึงมีการดูดน้ำจากถุงน้ำเพื่อทำการวินิจฉัยผลการตรวจจะพบว่าเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองเมื่อพบ เซลล์ acantholytic และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลล์อีกทั้งต้องมีการทำการเพาะเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนรึเปล่า สัตวแพทย์จะได้ทำการจ่ายยาปฏิชีวนะให้ถ้าเกิดพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การรักษา

ถ้าสุนัขมีอาการรุนแรงมากจะต้องให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อประคับประคองอาการ อาจจะต้องมีการจ่ายยากลุ่มสเตียรอยด์ระยะเวลาสั้นๆเพื่อที่จะได้คุมอาการให้อยู่ถ้ามีการให้ยา corticosteroid และ azathioprine เพื่อการรักษาสุนัขจะต้องมีการเปลี่ยนอาหารเป็นสูตรไขมันต่ำเนื่องจากตัวยาสามารถโน้มนำให้เกิดตับอ่อนอักเสบได้ แต่อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์จะทำการรักษาให้เหมาะสมกับชนิดที่สุนัขเป็น

การจัดการ

สัตวแพทย์จะทำการนัดดูอาการทุกๆ 1-3 อาทิตย์ และทุกๆครั้งที่มาพบจะต้องทำการตรวจเช็คค่าเลือดต่างๆด้วย ถ้าอาการของสุนัขเริ่มบรรเทาขึ้นแล้วอาจจะนัดเป็นทุกๆ 1-3 เดือนแทน และสิ่งที่สำคัญที่เจ้าของจะต้องระวัง คือไม่ควรให้แสงแดดถูกตัวสุนัขเพราะจะยิ่งทำให้อาการของสุนัขแย่ลงได้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม