บั้นปลายชีวิต

เทคนิคการแจ้งข่าวร้ายกับผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะสุดท้าย

ทำอย่างไรให้กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ป่วยน้อยที่สุด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
เทคนิคการแจ้งข่าวร้ายกับผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะสุดท้าย

การแจ้งข่าวร้ายกับผู้ป่วยควร ทำเป็นขั้นตอนอย่างมีหลักการ วิธีที่ถูกต้งคือ การบอกเท่าที่ผู้ป่วยอยากจะรู้ ก่อนอื่นแพทย์มักถามผู้ป่วยก่อนว่าผู้ป่วยรู้เรื่องความเจ็บป่วยของตนเองอย่างไรบ้าง แล้วจึงบอกเท่าที่คิดว่าผู้ป่วยจะรับได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ  นอกจากนี้แพทย์ควรเลือกบอกในช่วงที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่พร้อมรับข้อมูล เช่น ไม่ได้มีอาการเจ็บ ปวด อาการคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการไม่สบายทางกายอื่นๆ  หลังจากบอกกับผู้ป่วยแพทย์ ควรจะมีการติดตามดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และอาจถามถึงคนในครอบครัวว่าผู้ป่วยอยากให้ใครร่วมรับรู้บ้าง เช่นผู้ป่วยพอจะทราบอยู่บ้างว่าตัวเองมีโอกาสเป็นมะเร็ง การบอกความจริงกับผู้ป่วยกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยสามารถใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาได้ เนื่องจากผู้ป่วยเป็นคนเริ่มใช้คำว่ามะเร็งมาก่อนแล้ว  สิ่งที่สำคัญหลังการแจ้งข่าวร้ายกับผู้ป่วยคือ แพทย์ควรสรุปผลการวินิจฉัยและแผนการรักษาให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง เพราะหลังจากฟังข่าวร้ายๆ มาทั้งหมด ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการหูดับ จับใจความไม่ถูกได้

เทคนิคการพูดคุยกับญาติที่ไม่ต้องการให้บอกความจริงเรื่องโรคกับผู้ป่วย

ขั้นแรกเราควรทำความเข้าใจก่อนว่าการที่ญาติไม่อยากให้บอกผู้ป่วยนั้น เป็นเพราะเขารักและห่วงใยผู้ป่วยจึงอยากปกป้องความรู้สึกของผู้ป่วย เราอาจจะใช้วิธีลองคิดไปด้วยกันแบบสองทางว่าถ้าบอกผู้ป่วยไป จริงๆ จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และถ้าไม่บอกผู้ป่วยจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าผู้ป่วยเป็นผู้มีสิทธิในการตัดสินใจในตัวของเขา และควรมีสิทธิเลือกที่จะใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีและมีความหมาย ญาติอาจจะลองคิดแทนว่าถ้าตัวเราเป็นผู้ป่วยเราจะอยากรู้ความจริงไหม และหากผู้ป่วยเสียชีวิตไปโดยไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีเวลาอยู่จำกัดอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ทำในสิ่งที่ติดค้างหรืออยากทำได้ นอกจากนี้การบอกเรื่องโรคกับผู้ป่วยเราอาจจะเลี่ยงไปใช้คำที่ไม่น่ากลัวแทนได้ เช่นบางคนสะดวกให้แพทย์ใช้คำว่า“เนื้อไม่ดี”แทนคำว่า “มะเร็ง”แต่สิ่งสำคัญคือควรสื่อความหมายให้ผู้ป่วยทราบได้ว่าผู้ป่วยมีเวลาเหลืออยู่จำกัด
ดังนั้นแพทย์จึงควรทำความเข้าใจก่อน ว่าทำไมญาติถึงไม่อยากบอก ผู้ป่วย ก่อนจะเกลี้ยกล่อมถึงข้อดีในการบอก

เทคนิคพรสามประการ

เมื่อทราบว่ามีเวลาอย่เูหลือจำกัด ผู้ป่วยบางคนอาจรู้ความต้องการของตัวเองว่ายังมีสิ่งใดที่คั่งค้าง ทำไม่เสร็จ และอยากทำให้เสร็จสิ้นก่อนที่ตัวเองจะจากไป เช่นผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากรายหนึ่งมีความตั้งใจในการทำหนังสือประจำครอบครัวที่รวบรวมข้อคิดดีๆ ที่ตนเคยได้เรียนรู้มาเพื่อถ่ายทอดไปยังลูกหลาน และรวมรวมประวัติลูกหลานทุกคนในครอบครัวไว้ในหนังสือ เราอาจจะเรียกสิ่งที่ยังคั่งค้างนี้ได้ว่า“ธุรกรรมที่ยังทำไม่เสร็จ” (Unfinished Business) ผู้ป่วย ทุกคนหรือแม้แต่คนที่ไม่ป่วยก็คงมี “ธุรกรรมที่ยังทำไม่เสร็จ” ที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความฝัน ความหวัง เป้าหมาย และความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต ธุรกรรมของบางคนอาจจะเป็นเรื่องของตนเองใน ขณะที่บางคนอาจจะเป็นเรื่องของคนในครอบครัวการได้ช่วยให้ผู้ป่วยได้ทำในสิ่งที่คั่งค้างถือเป็นการช่วยลดทุกข์ของผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้มีอะไรที่คั่งค้างที่ต้องทำ แต่อาจจะมีสิ่งที่ปรารถนาอยากจะทำแทนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ป่วยหลายคนได้ทำตามความฝัน ด้วยรู้ว่าตัวเองมีเวลาจำกัด จึงทุ่มเทพลังงานที่มีทั้งหมดเพื่อทำความฝันบางอย่างให้สำเร็จ เช่น Dr. Randy Pausch ผู้โด่งดังจากหนังสือและปาฐกถาชุด The Last Lecture ผู้มีความฝันอยากให้ลูกๆ จดจำเขาในรูปแบบที่มีความหมายที่สุด ได้เขียนหนังสือและพูดเรื่องราวที่กินใจให้ผู้คน กล่าวขวัญถึงเรื่องราวความฝันที่ตนเองทำสำเร็จในวัยเยาว์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่

เทคนิคพรสามประการณ์ จึงอาจนำเอามาใช้กับผู้ป่วยที่อาจจะมเีวลาเหลืออยู่จำกัด เพื่อช่วยสานฝันบางอย่างของผู้ป่วยให้เป็นจริง เราพบว่าคนส่วนใหญมักจะขอดังต่อไปนี้ 1) ขอใหห้ายจากโรคที่เป็นอยู่ 2) ขอใหจ้ากไปอย่างสงบไม่ทุกข์ทรมาน 3) ขอให้คุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เทคนิคพรสามประการ (3 wishes) ให้อะไรมากกว่าการได้ทราบความปรารถนาของคนไข้ หลายๆ ครั้งกับการพูดคุยกับคนไข้ที่ใกล้เสียชีวิต เวลามักเป็นสิ่งที่มีอยู่จำกัด คำถามที่เรามียาวเป็นหางว่าวมักแปรผกผันกับพละกำลังของผู้ป่วยที่จะตอบได้ การใช้เทคนิคพรสามประการนี้จึงเหมือนเป็นทางลัดให้เข้าใจความต้องการของผู้ป่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น คนเรามีสิ่งที่ต้องการในแต่ละช่วงของชีวิตไม่เหมือนกัน ตอนที่เราสบายดีเราอาจจะต้องการ ความก้าวหน้าทางการงาน คู่ครองที่ดี เงินทองทรัพย์สิน แต่พอเจ็บป่วย ความต้องการหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ พรสามประการ ที่คนไข้พูดออกมายังช่วยให้เราเชื่อมโยงบทสนทนาไปสู่สิ่งต่างๆ ที่สำคัญในชีวิตของคนไข้ และสื่อสารสิ่งสำคัญเหล่านั้นไปยังครอบครัวได้อีกด้วย

กรณีศึกษา (เกิดขึ้นจริง)

คุณกุ๊กคนไข้โรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายคนหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสเจอครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล  คุณกุ๊กมีอาการอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ และมีโลหิตจางมากขึ้นญาติๆ พาคุณกุ๊กมานอนโรงพยาบาลเพราะอยากให้คุณกุ๊กรับเลือดรับน้ำเกลือ ด้วยหวังว่ามันจะช่วยให้คุณกุ๊กรู้สึกสดชื่น มีแรงมากขึ้น ระหว่างที่คุยกัน คุณกุ๊กหลับไปเป็นช่วงๆ ด้วยความอ่อนเพลีย พูดได้เป็นประโยคๆ แล้วต้องหยุดพัก มีครอบครัวประกอบด้วยสามี แม่ น้องสาว และน้าอยู่ข้างเตียง ฉันคิดว่าอาจจะคุยได้ไม่มากจึงให้คุณกุ๊กได้ลองขอพรสามประการ คุณกุ๊กขอพร ดังต่อไปนี้ 1) ขอให้เหมือนเดิม 2) ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างมีสติ 3) ไม่อยากได้น้ำเกลือและเลือด การที่คุณกุ๊กขอข้อ 1 และ ข้อ 2 ไปในทิศทางตรงกันข้ามกันคือ ข้อ 1 เหมือนอยากให้โรคหาย แต่พอพูดถึงข้อ 2 กลับบอกเหมือนกับยอมรับ ความตายได้ คำพูดเหล่านี้พอจะบอกเราได้ว่าคุณกุ๊กน่าจะยอมรับระยะ ของโรคได้ดีพอสมควร แต่ก็ยังมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ที่ทำให้ไม่อยากจากไปด้วย เช่นกัน ระหว่างที่คุณกุ๊กหลับไปอีกครั้ง น้องสาวของคุณกุ๊กถามว่า เราจะบอกคนไข้ได้ไหมว่า สิ่งที่เหมือนเดิมคือความรักของคนในครอบครัว ที่มีให้กับคุณกุ๊ก ฉันไม่เคยนึกถึงมุมนี้มาก่อน แต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมากๆ ที่จะเชื่อมโยงความรักของคนในครอบครัวกับพรข้อที่ 1 เข้าด้วยกัน เมื่อได้ฟังพรข้อที่ 2 จะรู้ว่าคุณกุ๊กรู้ตัวว่าป่วยหนัก จริงๆ แล้วคุณกุ๊กพูดถึง พรแค่ 2 ข้อเท่านั้น แต่ระหว่างการสนทนากัน มีบางตอนที่คุณกุ๊กถามขึ้น มาว่าถ้าไม่ต้องให้น้ำเกลือจะเป็นอะไรไหม? จึงทำให้เชื่อมโยงมาถึงความต้องการที่แท้จริงในพรข้อที่ 3 ได้ว่า จริงๆ แล้วคุณกุ๊กไม่ต้องการได้รับน้ำเกลือ เลือด หรือการรักษาใดๆ ก็ตามที่จะ ยืดชีวิตออกไปมากกว่าที่ ธรรมชาติให้มา เมื่อคนในครอบครัวทราบ ความปรารถนาข้อ 3 จึงไม่ขอให้หมอให้น้ำเกลือหรือเลือดอีก 

 

ที่มา: ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก หมอเป้ พญ.ดาริน จตุรภัทรพร
ผู้แต่งหนังสือ  สุข รัก เข้าใจ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต | Facebook Page: รักก่อนกำเนิด เกิดก่อนกำหนด | @Lynlanara

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่