มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งที่หัวนม (Paget's disease of the nipple)

เผยแพร่ครั้งแรก 31 ส.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 12 นาที
มะเร็งที่หัวนม (Paget's disease of the nipple)

มะเร็งที่หัวนม คือรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผิวหนังบริเวณหัวนม อาการของผู้ป่วยจะคล้ายกับโรคผื่นผิวหนังอักเสบ คือ มีขุย สะเก็ดแห้ง คัน ผื่นแดงที่หัวนม อาจขยายออกมาที่ปานนมด้วย และผู้ป่วยอาจมีเลือดออกจากผิวหนังบริเวณหัวนม หากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการรักษาที่จะใช้เป็นทางเลือกแรกคือการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อมะเร็งบริเวณเต้านมออก ซึ่งจะมีการตัดเอาหัวนมและปานนมออกด้วย

บทนำโรคมะเร็งที่หัวนม

มะเร็งที่หัวนม (มะเร็งหัวนม) คือมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดกับผิวหนังบริเวณหัวนม สามารถเรียกชื่อในภาษาอังกฤษได้ทั้ง 2 ชื่อ คือ Paget’s disease of the nipple หรือ Paget’s disease of the breast

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

โรคมะเร็งที่หัวนมนี้ ใช้ชื่อในภาษาอังกฤษโดยมีคำว่า nipple แปลว่าหัวนม เพื่อระบุว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นที่หัวนม ซึ่งต่างจากโรค Paget’s disease of the bone ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อวงจรการเจริญเติบโตของกระดูกตามปกติถูกขัดขวาง ทำให้กระดูกอ่อนแอ และกระดูกผิดรูปได้

อาการของมะเร็งหัวนม

มะเร็งหัวนมจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณหัวนมข้างใดข้างหนึ่ง และทำให้เกิดอาการคล้ายผิวหนังอักเสบเป็นขุย สะเก็ด (eczema-like symptoms) ผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผื่นแดง ที่หัวนม และอาจขยายออกมาที่บริเวณเนื้อเยื่อรอบๆ ที่มีสีเข้มกว่า (หรือเรียกว่า ปานนม)

อาจพบรอยโรคเป็นลักษณะของแผลขนาดเล็ก หรือแห้ง, แดง, เป็นสะเก็ด ขุย คล้ายกับในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)

อาการอื่นๆ ที่พบ ได้แก่:

  • คัน หรือ รู้สึกแสบ-ร่วมกับพบการเปลี่ยนแปลงที่หัวนมซึ่งมองเห็นได้
  • มีเลือดออกจากผิวหนังบริเวณหัวนม

หากคุณมีอาการคัน แสบ หรือมีเลือดออก แต่หัวนมของคุณยังดูปกติดี ไม่มีอาการแดง คัน หรือเป็นสะเก็ด ก็มีโอกาสน้อยที่จะเกิดจากโรคมะเร็งหัวนม แต่ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

สาเหตุของโรคมะเร็งหัวนม

โรคมะเร็งที่หัวนมมักจะเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคมะเร็งเต้านม (breast cancer) ที่เป็นเนื้อเยื่อด้านหลังหัวนม หรือเนื้อเยื่อเต้านมส่วนอื่นๆ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

โดยมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้สองชนิดคือ:

  • ชนิดรุนราน (invasive)-คือเซลล์มะเร็งมีการรุกรานแพร่กระจายไปรอบๆ เนื้อเยื่อเต้านม
  • ชนิดไม่รุกราน (non-invasive)-คือเซลล์มะเร็งอยู่ในบริเวณหนึ่งของเต้านม หรือมากกว่าหนึ่งบริเวณ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายได้ 

มีผู้ป่วยมะเร็งที่หัวนมจำนวนน้อยที่พบเพียงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่หัวนมเท่านั้น 

ส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่หัวนมอีกครึ่งหนึ่งจะพบก้อนเนื้องอกที่บริเวณเต้านม โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่พบก้อนเนื้อจะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดรุกราน (invasive breast cancer) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่ามะเร็งจะต้องแพร่กระจาย

และส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งหัวนมที่ไม่มีก้อนเนื้อจะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกราน (non-invasive breast cancer)

การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม

คุณควรไปพบแพทย์ หากคุณพบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังของหัวนม หรือปานนม (ผิวหนังสีเข้มกว่าที่อยู่รอบๆ หัวนม)

โรคมะเร็งที่หัวนมคือรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม ยิ่งวินิจฉัยโรคนี้ได้เร็ว ยิ่งมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

เมื่อพบก้อนเนื้อที่เต้านม ให้ไปพบแพทย์ทันที แม้ว่าส่วนใหญ่ของก้อนเนื้อที่เต้านมจะไม่ใช่มะเร็ง แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเข้ารับการตรวจโดยแพทย์

การรักษาโรคมะเร็งที่หัวนม

การรักษาโรคมะเร็งที่หัวนมจะรักษาด้วยวิธีเดียวกับมะเร็งเต้านม

การผ่าตัดมักเป็นการรักษาแรกที่จะเลือกทำ โดยจะผ่าบริเวณที่เป็นโรคออก ได้แก่ เนื้อเยื่อเต้านม รวมถึงหัวนม และปานนม ด้วย 

ภายหลังการผ่าตัดอาจตามด้วยการรักษาร่วมกันของ:

  • ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)-คือการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • การให้รังสีรักษา (radiotherapy)-คือการฉายรังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • การใช้ชีวบำบัด หรือฮอร์โมนบำบัด (biological or hormone therapy)-ใช้เพื่อรักษามะเร็งบางชนิด

หากโรคมะเร็งที่หัวนมได้รับการตรวจเจอและรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรค จะมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ดี

การป้องกันโรคมะเร็งที่หัวนม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดได้ รวมถึงมะเร็งเต้านมด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงบางอย่างยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นวิธีที่จะช่วยให้ตรวจเจอมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรก

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่:

  • อายุ-ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะมากขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว-ถ้าคุณมีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านม คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น
  • เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านม
  • เคยเป็นก้อนเนื้องอกที่เต้านม-ก้อนเนื้อที่เต้านมชนิดไม่ใช่มะเร็งบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยในการเป็นมะเร็งเต้านม แต่พบในผู้หญิงจำนวนน้อย
  • น้ำหนักตัวมาก-ซึ่งจะมีนัยสำคัญมากในหญิงหมดประจำเดือน
  • แอลกอฮอล์-ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม

เนื่องจากโรคมะเร็งที่หัวนมมักเป็นสัญญาณเตือนหรืออาการแสดงของโรคมะเร็งเต้านม จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่คุณต้องเข้าพบแพทย์หากพบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อหรือผิวหนังบริเวณเต้านม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งเหล่านี้ คุณจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ:

  • พบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่หัวนม หรือ ปานนม (ผิวหนังสีเข้มรอบๆ หัวนม)
  • พบการเปลี่ยนแปลงที่เต้านม โดยเฉพาะถ้าพบก้อนเนื้อหรือคลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม

โรคมะเร็งที่หัวนมอาจมีความสับสนกับโรคผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) ได้ เพราะเป็นโรคผิวหนังที่มีอาการแดง คัน แห้ง คล้ายกับอาการของโรคมะเร็งหัวนม

ดังนั้นคุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อกับการวินิจฉัยให้แน่ชัด และไม่คิดเอาเองว่าเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ โดยโรคมะเร็งหัวนมเป็นรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม และถ้าโรคนี้ได้รับการวินิจฉัยเร็วจะยิ่งมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีด้วย

แพทย์จะทำการตรวจเต้านมให้กับคุณทั้งสองข้าง แม้ว่าคุณจะมีอาการเกิดขึ้นที่เต้านมข้างเดียวก็ตาม โดยแพทย์อาจถามคุณดังนี้:

  • สอบถามเกี่ยวกับอาการและระยะเวลาที่มีอาการ
  • สอบถามประวัติการเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ หรือ ขณะนี้คุณมีอาการของผื่นผิวหนังอักเสบที่ใดของร่างกายหรือไม่
  • สอบถามถึงประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัวว่าเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่
  • สอบถามอายุ รวมถึงคุณเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือนแล้วหรือไม่
  • กำลังรับประทานยาใดอยู่บ้าง รวมถึง การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy (HRT)) ซึ่งใช้ในการรักษาอาการของการหมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด
  • สอบถามปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจดูน้ำหนักของคุณ และประวัติการมีน้ำหนักตัวเพิ่มในเร็วๆ นี้

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณอาจเป็นมะเร็งเต้านม คุณจะได้รับการส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจรักษาต่อไป ซึ่งในบางโรงพยาบาลอาจมีคลินิกเต้านมเป็นการเฉพาะ

คลินิกเต้านม (breast clinic)

เมื่อคุณเดินทางมาที่คลินิกเต้านมแล้ว คุณจะได้รับการตรวจว่าคุณเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และถ้าคุณเป็น คุณจะได้รับการตรวจด้วยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดใด

บุคลากรประจำคลินิกอาจทำการถ่ายรูปเต้านมของคุณเพื่อบันทึกเป็นข้อมูลไว้ว่าปัจจุบันลักษณะของเต้านมเป็นอย่างไร เพื่อช่วยในการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

การทดสอบที่จะทำที่คลินิกอาจทำดังนี้:

  • การตรวจเต้านมเพื่อดูว่ามีก้อนเนื้อ หรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
  • การตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์เต้านม (ถ้าคุณอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป)
  • การตรวจสแกนอัลตราซาวด์ (ultrasound scan)-แนะนำเป็นการตรวจลำดับแรกในผู้หญิงอายุน้อย
  • การตรวจชิ้นเนื้อ (skin biopsy)-การตรวจชิ้นเนื้อจะทำเมื่อแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นมะเร็งที่หัวนม

การตรวจแมมโมแกรม (mammogram)

การตรวจแมมโมแกรม คือ การตรวจอย่างง่ายที่มีการใช้รังสีเอกซ์เพื่อเอกซเรย์เต้านม ทำให้เห็นเป็นภาพเนื้อเยื่อภายในเต้านม ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ยังไม่รู้สึกเป็นก้อนเนื้อเกิดขึ้น

ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่ามักมีลักษณะของเต้านมที่แน่นกระชับมากกว่าผู้หญิงสูงอายุ ทำให้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นการตรวจแมมโมแกรมจึงไม่มีประสิทธิภาพในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ถ้าคุณอายุน้อยกว่า 35 ปี แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจเต้านมด้วยการอัลตราซาวด์แทน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้รับการยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งที่หัวนมแล้ว การตรวจแมมโมแกรมยังเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการประเมินผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด

ระหว่างการตรวจแมมโมแกรม เจ้าหน้าที่รังสีจะจัดตำแหน่งของเต้านมของคุณเพื่อวางลงบนเครื่องตรวจทีละ 1 ข้าง โดยเครื่องตรวจจะค่อยๆ กดบีบเต้านมให้แบนราบเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นการกดบีบเพียงชั่วคราวระหว่างการตรวจ

เครื่องตรวจแมมโมแกรมจะใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม เมื่อตรวจเต้านมข้างหนึ่งเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่รังสีจึงจะเริ่มตรวจอีกข้างหนึ่ง

ระหว่างการตรวจแมมโมแกรมคุณจะรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย หรือมีอาการปวดขณะทำ แต่การตรวจนี้ใช้เวลาไม่กี่นาที เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว แพทย์จะพิจารณาภายถ่ายที่ได้จากเครื่องแมมโมแกรมเพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่บ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

การอัลตราซาวด์เต้านม (breast ultrasound)

ถ้าคุณมีอายุน้อยกว่า 35 ปี คุณอาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์เต้านมแทน เนื่องจากเนื้อเยื่อเต้านมของคุณอาจหนาแน่นเกินกว่าจะทำการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมได้ นอกจากนี้แพทย์ยังอาจแนะนำการตรวจอัลตราซาวด์เต้านมในกรณีที่ต้องการรู้ว่าก้อนเนื้อในเต้านมเป็นก้อนแข็ง หรือมีของเหลวอยู่ภายใน

การตรวจอัลตราซาวด์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างเป็นภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยจะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์วางไว้บนเต้านมเพื่อสร้างเป็นภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยภาพจะแสดงให้เห็นถึงก้อนเนื้อหรือความผิดปกติภายในเต้านม

การตรวจชิ้นเนื้อ (skin biopsy)

การตรวจชิ้นเนื้อทำเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม โดยจะตัดชิ้นเนื้อตัวอย่างจำนวนเล็กน้อยไปตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่

การตรวจเพิ่มเติม

มีการตรวจอื่นๆ อีกหลายอย่างที่จะทำหากได้รับการยืนยันการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม และเพื่อช่วยกำหนดชนิดของการรักษาที่อาจใช้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ

การรักษามะเร็งที่หัวนม

โรคมะเร็งที่หัวนมมักสัมพันธ์กับโรคมะเร็งเต้านมรูปแบบอื่นๆ

จึงมักรักษาด้วยวิธีเดียวกับการรักษามะเร็งเต้านมชนิดที่พบบ่อย โดยการผ่าตัดเต้านมส่วนที่เป็นมะเร็งออก หรือบางครั้งอาจต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด การผ่าตัดเต้านมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  mastectomy

คุณสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกังวลกับแพทย์โรคมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะตอบคำถามและให้คำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกังวลหรือสงสัยในทุกช่วงของการรักษา

การผ่าตัด

ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งที่หัวนม การผ่าตัดมักเป็นการรักษาทางเลือกแรกที่คุณจะได้รับ ซึ่งมีการผ่าตัดอยู่ 2 ชนิดหลัก ได้แก่:

  • การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก (mastectomy)-คือการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งสามารถผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม เพื่อสร้างเต้านมทดแทนได้
  • การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ (breast- conserving surgery)-คือการผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในเต้านมออก ไม่ได้ตัดเต้านมออกทั้งหมด

การผ่าตัดที่กล่าวถึงนี้จะผ่าเอาหัวนมและปานนมออกด้วย (ผิวหนังสีเข้มรอบๆ หัวนม)

การผ่าตัดทั้งสองวิธีซึ่งแตกต่างกันนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง

การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก (mastectomy)

การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออกทั้งเต้าจะรวมถึงหัวนมด้วย คุณอาจจำเป็นต้องผ่าเต้านมออกทั้งเต้าถ้า:

  • ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ หรืออยู่ตรงกลางของเต้านม
  • เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 1 ตำแหน่ง
  • ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ แต่ผลการรักษายังไม่เป็นที่ยอมรับได้

หากต่อมน้ำเหลืองได้รับการผ่าตัดออกจากบริเวณรักแร้ระหว่างการผ่าตัดเต้านม แผลเป็นที่เกิดขึ้นอาจขัดขวางกระบวนการกรองของต่อมน้ำเหลืองได้ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “บวมน้ำเหลือง (lymphoedema)” ทำให้มีอาการบวมตามแขน ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรัง แต่รักษาได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • การนวด
  • ใส่ที่รัดแขน (compression sleeves)-ซึ่งที่รัดแขนจะออกแรงหดรัดเพื่อไล่ของเหลวส่วนเกินที่คั่งอยู่ออกจากแขนของคุณ

ภาวะบวมน้ำเหลืองสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากผ่าตัดเป็นเดือน หรือเป็นปี หากคุณพบอาการบวมที่แขนหรือมือข้างเดียวกับที่ทำการผ่าตัด ให้ไปพบแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลคุณ

การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ (breast- conserving surgery)

การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเต้านมของคุณให้อยู่ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจะผ่าเอาเฉพาะก้อนมะเร็งออก แต่ยังคงเนื้อเยื่อสุขภาพดีของเต้านมไว้

ถ้าคุณเป็นมะเร็งที่หัวนม คุณจะได้รับการผ่าตัดเอาหัวนมและปานนมออกด้วย คุณควรได้รับคำแนะนำให้ทำการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทนได้ (reconstructive surgery) เพื่อช่วยให้กลับมามีลักษณะของเต้านมใหม่อีกครั้งภายหลังการผ่าตัดเต้านมออก

หากคุณได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้านมไว้ ปริมาณของเนื้อเยื่อเต้านมที่จะต้องผ่าออกจะขึ้นกับ:

  • ขนาดของก้อนเนื้องอกซึ่งสัมพันธ์กับขนาดของเต้านมคุณ
  • เนื้องอกนั้นอยู่เป็นก้อนเดียว หรืออยู่กระจายทั่วเต้านม

ศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะเอาเนื้อเยื่อสุขภาพดีรอบๆ เซลล์มะเร็งออกไปด้วย เพื่อนำไปตรวจหาร่องรอยของเซลล์มะเร็งที่บริเวณนั้นด้วย

หากตรวจพบเซลล์มะเร็งที่เนื้อเยื่อข้างเคียง คุณอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อเต้านมออกเพิ่มมากขึ้น

ภายหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมสิ้นสุดลง คุณจำเป็นต้องได้รับการฉายแสง (รังสีรักษา) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทน (reconstructive surgery)

หากคุณได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด คุณอาจทำการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทนได้ ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ:

  • การผ่าตัดเสริมสร้างโดยใช้เต้านมเทียม (breast implant)
  • การผ่าตัดเสริมสร้างโดยใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายคุณเอง เพื่อสร้างเป็นเต้านมใหม่

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมนั้นสามารถทำไปพร้อมกับการผ่าตัดเต้านมออก หรือทำหลังจากนั้นก็ได้ คุณควรขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษากับศัลยแพทย์หรือพยาบาลให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจรักษา

ตัวอย่างเช่น อาจเป็นไปได้ที่จะผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมภายหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ เพื่อช่วยให้เต้านมกลับมามีรูปร่างที่ดี และเพื่อสร้างหัวนมใหม่ให้กับคุณด้วย ทำให้คุณกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น

การสร้างหัวนมใหม่

การสร้างหัวนมใหม่สามารถสร้างได้โดย:

  • การสักรอยสักหัวนมบนผิวหนัง
  • การใช้เนื้อเยื่อของตัวคุณเอง เช่น เนื้อเยื่อจากหัวนมอีกข้าง อย่างไรก็ตามครึ่งหนึ่งของการทำเช่นนี้หัวนมจะแบนและเล็กลงเมื่อเวลาผ่านไป
  • การติดหัวนมยาง โดยใช้แม่พิมพ์จากหัวนมอีกข้าง เพื่อให้มีขนาดเท่ากัน คุณสามารถติดหัวนมยางนี้ได้ทุกวันด้วยการใช้กาว และถอดออกเพื่อล้างได้

เต้านมเทียมสำหรับสวมใส่ (Prostheses)

หากคุณตัดสินใจไม่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม คุณสามารถเลือกสวมใส่เต้านมเทียมแทนได้

ภายหลังการผ่าตัดเอาเต้านมออกแล้ว คุณอาจใช้เต้านมเทียมชนิดสวมใส่ ซึ่งทำจากซิลิโคน เพื่อทดแทนลักษณะภายนอกของเต้านมคุณได้

การรักษาเพิ่มเติมในอนาคต

ภายหลังการผ่าตัด คุณอาจต้องทำการรักษาเพิ่มเติม หากคุณเป็นมะเร็งเต้านมชนิดรุกราน ซึ่งเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่ออื่นๆ ในเต้านมของคุณ

หากคุณเป็นมะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกราน เซลล์มะเร็งจะอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของเต้านม ในกรณีนี้คุณอาจรักษาโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

การรักษามะเร็งเต้านมชนิดอื่นๆ ได้แก่:

  • การใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)-คือการใช้ยาที่เป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic medication) เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย
  • การฉายรังสี (radiotherapy)-คือการฉายรังสีพลังงานสูง ซึ่งมักเป็นรังสีเอกซ์ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • ชีวบำบัด (biological therapy)-ถ้ามะเร็งเต้านมของคุณเป็นชนิด HER2 positive (ตรวจพบ HER2 ให้ผลบวก) จะใช้การรักษาด้วยชีวบำบัด โดยยาชื่อ trastuzumab ซึ่งยาจะรักษามะเร็งด้วยการยับยั้งผลของ HER2 และทำหน้าที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของคุณในการกำจัดเซลล์มะเร็งออกจากร่างกาย
  • ฮอร์โมนบำบัด (hormone therapy)-ถ้ามะเร็งเต้านมของคุณเป็นชนิดที่ตรวจพบ hormone-receptor ให้ผลบวก คุณสามารถรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อลดระดับของฮอร์โมนในร่างกายและยับยั้งผลของฮอร์โมนดังกล่าว

การป้องกันมะเร็งที่หัวนม

มีปัจจัยหลายอย่างที่คุณสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงมะเร็งที่หัวนมได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

อาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายเป็นประจำ และการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีความหลากหลาย คือวิธีที่จะช่วยป้องกันคุณจากการเป็นมะเร็งหลายๆ ชนิด รวมถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

ข้อมูลจากการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งเต้านมกับอาหารการ พบว่าผู้หญิงที่ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานไขมันอิ่มตัวและแอลกอฮอล์น้อยจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม

โดยแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ (อย่างน้อย 150 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 30 นาที ต่อสัปดาห์) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึง 3 เท่า

หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน เพราะภาวะอ้วนจะทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) มากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้

การให้นมบุตร

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ให้นมบุตรจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมีนัยสำคัญหากเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตร

เหตุผลของกรณีนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจเป็นเพราะผู้หญิงที่ให้นมบุตรจะไม่มีการตกไข่ระหว่างให้นมบุตร และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะอยู่ในระดับที่คงที่

ยา

ยา tamoxifen และ raloxifene เป็นยาที่ใช้สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

ทั้งยา tamoxifen และ raloxifene สามารถใช้ในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่ถ้ายังไม่หมดประจำเดือนควรใช้เฉพาะยา tamoxifen เท่านั้น

ยาดังกล่าวนี้อาจไม่เหมาะสมในผู้ที่เคยมีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือเป็นมะเร็งมดลูก หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหาเหล่านี้ในอนาคต สำหรับผู้หญิงที่ได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งสองข้างจะไม่ได้รับคำแนะนำให้ใช้ยา 2 ชนิดนี้ เพราะความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับระยะเวลาในการรักษาด้วยยา tamoxifen หรือ raloxifene มักรับประทานทุกวันเป็นเวลานาน 5 ปี

ยา raloxifene อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้แก่ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่, ร้อนวูบวาบ และตะคริวที่ขา ส่วนยา tamoxifen อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้แก่ ร้อนวูบวาบ และเหงื่อออก, มีการเปลี่ยนแปลงของรอบประจำเดือน และคลื่นไส้ อาเจียน

ระหว่างการรับประทานยา tamoxifen โอกาสที่คุณจะให้กำหนดทารกที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดจะสูงขึ้น ดังนั้นคุณจะได้รับคำแนะนำให้หยุดการใช้ยาอย่างน้อย 2 เดือน ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยายังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นคุณควรหยุดการรับประทานยา 6 สัปดาห์ก่อนทำการผ่าตัดใดๆ

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะช่วยให้ตรวจเจอมะเร็งเต้านมได้ก่อนที่จะก่อตัวเป็นก้อน ซึ่งจะทำโดยการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งจะมีการใช้รังสีเอกซ์เพื่อสร้างเป็นภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม

การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมจะแนะนำให้ทำในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้น โดยตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจเช็คมะเร็งเต้านม ทั้งนี้การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านี้จะให้ผลคลาดเคลื่อนได้ เพราะผู้หญิงอายุน้อยจะมีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น ทำให้การตรวจแมมโมแกรมไม่มีประสิทธิภาพพอในการตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้น

แนะนำให้พูดคุยกับแพทย์ หากคุณมีอายุน้อยกว่า 40 ปี, มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่เต้านม หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/pagets-disease-of-the-nipple#introduction


17 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Mujahed M Alikhan, Paget's disease of bone (https://emedicine.medscape.com/article/334607-overview).
Paget's Disease of Bone - Symptoms and Treatment. OrthoInfo. (https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/pagets-disease-of-bone)
Paget's disease of bone: Symptoms, causes, and treatment. Medical News Today. (https://www.medicalnewstoday.com/articles/177668)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด

วิกผม หมวกมีปีก หมวกไหมพรม และผ้าพันคอที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

อ่านเพิ่ม
รู้จักกับโรคมะเร็งเต้านม สาเหตุ อาการ การตรวจคัดกรอง แนวทางการรักษา และป้องกัน
รู้จักกับโรคมะเร็งเต้านม สาเหตุ อาการ การตรวจคัดกรอง แนวทางการรักษา และป้องกัน

โรคมะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง การรู้จักสังเกตอาการเบื้องต้น และเข้ารับการตรวจคัดกรองทุกปี จะช่วยลดความรุนแรงที่อาจเกิดจากมะเร็งเต้านมได้

อ่านเพิ่ม