Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งที่หัวนม (Paget's disease of the nipple)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,952,402 คน

มะเร็งที่หัวนม (Paget's disease of the nipple)

มะเร็งที่หัวนม คือรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผิวหนังบริเวณหัวนม อาการของผู้ป่วยจะคล้ายกับโรคผื่นผิวหนังอักเสบ คือ มีขุย สะเก็ดแห้ง คัน ผื่นแดงที่หัวนม อาจขยายออกมาที่ปานนมด้วย และผู้ป่วยอาจมีเลือดออกจากผิวหนังบริเวณหัวนม หากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการรักษาที่จะใช้เป็นทางเลือกแรกคือการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อมะเร็งบริเวณเต้านมออก ซึ่งจะมีการตัดเอาหัวนมและปานนมออกด้วย

บทนำโรคมะเร็งที่หัวนม

มะเร็งที่หัวนม (มะเร็งหัวนม) คือมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดกับผิวหนังบริเวณหัวนม สามารถเรียกชื่อในภาษาอังกฤษได้ทั้ง 2 ชื่อ คือ Paget’s disease of the nipple หรือ Paget’s disease of the breast

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

โรคมะเร็งที่หัวนมนี้ ใช้ชื่อในภาษาอังกฤษโดยมีคำว่า nipple แปลว่าหัวนม เพื่อระบุว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นที่หัวนม ซึ่งต่างจากโรค Paget’s disease of the bone ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อวงจรการเจริญเติบโตของกระดูกตามปกติถูกขัดขวาง ทำให้กระดูกอ่อนแอ และกระดูกผิดรูปได้

อาการของมะเร็งหัวนม

มะเร็งหัวนมจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณหัวนมข้างใดข้างหนึ่ง และทำให้เกิดอาการคล้ายผิวหนังอักเสบเป็นขุย สะเก็ด (eczema-like symptoms) ผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผื่นแดง ที่หัวนม และอาจขยายออกมาที่บริเวณเนื้อเยื่อรอบๆ ที่มีสีเข้มกว่า (หรือเรียกว่า ปานนม)

อาจพบรอยโรคเป็นลักษณะของแผลขนาดเล็ก หรือแห้ง, แดง, เป็นสะเก็ด ขุย คล้ายกับในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)

อาการอื่นๆ ที่พบ ได้แก่:

  • คัน หรือ รู้สึกแสบ-ร่วมกับพบการเปลี่ยนแปลงที่หัวนมซึ่งมองเห็นได้
  • มีเลือดออกจากผิวหนังบริเวณหัวนม

หากคุณมีอาการคัน แสบ หรือมีเลือดออก แต่หัวนมของคุณยังดูปกติดี ไม่มีอาการแดง คัน หรือเป็นสะเก็ด ก็มีโอกาสน้อยที่จะเกิดจากโรคมะเร็งหัวนม แต่ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

สาเหตุของโรคมะเร็งหัวนม

โรคมะเร็งที่หัวนมมักจะเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคมะเร็งเต้านม (breast cancer) ที่เป็นเนื้อเยื่อด้านหลังหัวนม หรือเนื้อเยื่อเต้านมส่วนอื่นๆ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ใครที่มีผื่นแพ้หรือผิวหนังอักเสบที่ไม่หายสักที

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 180934156

โดยมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้สองชนิดคือ:

  • ชนิดรุนราน (invasive)-คือเซลล์มะเร็งมีการรุกรานแพร่กระจายไปรอบๆ เนื้อเยื่อเต้านม
  • ชนิดไม่รุกราน (non-invasive)-คือเซลล์มะเร็งอยู่ในบริเวณหนึ่งของเต้านม หรือมากกว่าหนึ่งบริเวณ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายได้ 

มีผู้ป่วยมะเร็งที่หัวนมจำนวนน้อยที่พบเพียงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่หัวนมเท่านั้น 

ส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่หัวนมอีกครึ่งหนึ่งจะพบก้อนเนื้องอกที่บริเวณเต้านม โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่พบก้อนเนื้อจะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดรุกราน (invasive breast cancer) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่ามะเร็งจะต้องแพร่กระจาย

และส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งหัวนมที่ไม่มีก้อนเนื้อจะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกราน (non-invasive breast cancer)

การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม

คุณควรไปพบแพทย์ หากคุณพบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังของหัวนม หรือปานนม (ผิวหนังสีเข้มกว่าที่อยู่รอบๆ หัวนม)

โรคมะเร็งที่หัวนมคือรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม ยิ่งวินิจฉัยโรคนี้ได้เร็ว ยิ่งมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ใครที่มีผื่นแพ้หรือผิวหนังอักเสบที่ไม่หายสักที

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 180934156

เมื่อพบก้อนเนื้อที่เต้านม ให้ไปพบแพทย์ทันที แม้ว่าส่วนใหญ่ของก้อนเนื้อที่เต้านมจะไม่ใช่มะเร็ง แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเข้ารับการตรวจโดยแพทย์

การรักษาโรคมะเร็งที่หัวนม

การรักษาโรคมะเร็งที่หัวนมจะรักษาด้วยวิธีเดียวกับมะเร็งเต้านม

การผ่าตัดมักเป็นการรักษาแรกที่จะเลือกทำ โดยจะผ่าบริเวณที่เป็นโรคออก ได้แก่ เนื้อเยื่อเต้านม รวมถึงหัวนม และปานนม ด้วย 

ภายหลังการผ่าตัดอาจตามด้วยการรักษาร่วมกันของ:

  • ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)-คือการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • การให้รังสีรักษา (radiotherapy)-คือการฉายรังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • การใช้ชีวบำบัด หรือฮอร์โมนบำบัด (biological or hormone therapy)-ใช้เพื่อรักษามะเร็งบางชนิด

หากโรคมะเร็งที่หัวนมได้รับการตรวจเจอและรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรค จะมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ดี

การป้องกันโรคมะเร็งที่หัวนม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดได้ รวมถึงมะเร็งเต้านมด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงบางอย่างยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นวิธีที่จะช่วยให้ตรวจเจอมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรก

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่:

  • อายุ-ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะมากขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว-ถ้าคุณมีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านม คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น
  • เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านม
  • เคยเป็นก้อนเนื้องอกที่เต้านม-ก้อนเนื้อที่เต้านมชนิดไม่ใช่มะเร็งบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยในการเป็นมะเร็งเต้านม แต่พบในผู้หญิงจำนวนน้อย
  • น้ำหนักตัวมาก-ซึ่งจะมีนัยสำคัญมากในหญิงหมดประจำเดือน
  • แอลกอฮอล์-ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม

เนื่องจากโรคมะเร็งที่หัวนมมักเป็นสัญญาณเตือนหรืออาการแสดงของโรคมะเร็งเต้านม จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่คุณต้องเข้าพบแพทย์หากพบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อหรือผิวหนังบริเวณเต้านม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งเหล่านี้ คุณจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ:

  • พบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่หัวนม หรือ ปานนม (ผิวหนังสีเข้มรอบๆ หัวนม)
  • พบการเปลี่ยนแปลงที่เต้านม โดยเฉพาะถ้าพบก้อนเนื้อหรือคลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม

โรคมะเร็งที่หัวนมอาจมีความสับสนกับโรคผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) ได้ เพราะเป็นโรคผิวหนังที่มีอาการแดง คัน แห้ง คล้ายกับอาการของโรคมะเร็งหัวนม

ดังนั้นคุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อกับการวินิจฉัยให้แน่ชัด และไม่คิดเอาเองว่าเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ โดยโรคมะเร็งหัวนมเป็นรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม และถ้าโรคนี้ได้รับการวินิจฉัยเร็วจะยิ่งมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีด้วย

แพทย์จะทำการตรวจเต้านมให้กับคุณทั้งสองข้าง แม้ว่าคุณจะมีอาการเกิดขึ้นที่เต้านมข้างเดียวก็ตาม โดยแพทย์อาจถามคุณดังนี้:

  • สอบถามเกี่ยวกับอาการและระยะเวลาที่มีอาการ
  • สอบถามประวัติการเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ หรือ ขณะนี้คุณมีอาการของผื่นผิวหนังอักเสบที่ใดของร่างกายหรือไม่
  • สอบถามถึงประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัวว่าเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่
  • สอบถามอายุ รวมถึงคุณเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือนแล้วหรือไม่
  • กำลังรับประทานยาใดอยู่บ้าง รวมถึง การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy (HRT)) ซึ่งใช้ในการรักษาอาการของการหมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด
  • สอบถามปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจดูน้ำหนักของคุณ และประวัติการมีน้ำหนักตัวเพิ่มในเร็วๆ นี้

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณอาจเป็นมะเร็งเต้านม คุณจะได้รับการส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจรักษาต่อไป ซึ่งในบางโรงพยาบาลอาจมีคลินิกเต้านมเป็นการเฉพาะ

คลินิกเต้านม (breast clinic)

เมื่อคุณเดินทางมาที่คลินิกเต้านมแล้ว คุณจะได้รับการตรวจว่าคุณเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และถ้าคุณเป็น คุณจะได้รับการตรวจด้วยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดใด

บุคลากรประจำคลินิกอาจทำการถ่ายรูปเต้านมของคุณเพื่อบันทึกเป็นข้อมูลไว้ว่าปัจจุบันลักษณะของเต้านมเป็นอย่างไร เพื่อช่วยในการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

การทดสอบที่จะทำที่คลินิกอาจทำดังนี้:

  • การตรวจเต้านมเพื่อดูว่ามีก้อนเนื้อ หรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
  • การตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์เต้านม (ถ้าคุณอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป)
  • การตรวจสแกนอัลตราซาวด์ (ultrasound scan)-แนะนำเป็นการตรวจลำดับแรกในผู้หญิงอายุน้อย
  • การตรวจชิ้นเนื้อ (skin biopsy)-การตรวจชิ้นเนื้อจะทำเมื่อแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นมะเร็งที่หัวนม

การตรวจแมมโมแกรม (mammogram)

การตรวจแมมโมแกรม คือ การตรวจอย่างง่ายที่มีการใช้รังสีเอกซ์เพื่อเอกซเรย์เต้านม ทำให้เห็นเป็นภาพเนื้อเยื่อภายในเต้านม ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ยังไม่รู้สึกเป็นก้อนเนื้อเกิดขึ้น

ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่ามักมีลักษณะของเต้านมที่แน่นกระชับมากกว่าผู้หญิงสูงอายุ ทำให้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นการตรวจแมมโมแกรมจึงไม่มีประสิทธิภาพในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ถ้าคุณอายุน้อยกว่า 35 ปี แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจเต้านมด้วยการอัลตราซาวด์แทน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้รับการยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งที่หัวนมแล้ว การตรวจแมมโมแกรมยังเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการประเมินผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด

ระหว่างการตรวจแมมโมแกรม เจ้าหน้าที่รังสีจะจัดตำแหน่งของเต้านมของคุณเพื่อวางลงบนเครื่องตรวจทีละ 1 ข้าง โดยเครื่องตรวจจะค่อยๆ กดบีบเต้านมให้แบนราบเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นการกดบีบเพียงชั่วคราวระหว่างการตรวจ

เครื่องตรวจแมมโมแกรมจะใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม เมื่อตรวจเต้านมข้างหนึ่งเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่รังสีจึงจะเริ่มตรวจอีกข้างหนึ่ง

ระหว่างการตรวจแมมโมแกรมคุณจะรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย หรือมีอาการปวดขณะทำ แต่การตรวจนี้ใช้เวลาไม่กี่นาที เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว แพทย์จะพิจารณาภายถ่ายที่ได้จากเครื่องแมมโมแกรมเพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่บ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

การอัลตราซาวด์เต้านม (breast ultrasound)

ถ้าคุณมีอายุน้อยกว่า 35 ปี คุณอาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์เต้านมแทน เนื่องจากเนื้อเยื่อเต้านมของคุณอาจหนาแน่นเกินกว่าจะทำการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมได้ นอกจากนี้แพทย์ยังอาจแนะนำการตรวจอัลตราซาวด์เต้านมในกรณีที่ต้องการรู้ว่าก้อนเนื้อในเต้านมเป็นก้อนแข็ง หรือมีของเหลวอยู่ภายใน

การตรวจอัลตราซาวด์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างเป็นภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยจะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์วางไว้บนเต้านมเพื่อสร้างเป็นภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยภาพจะแสดงให้เห็นถึงก้อนเนื้อหรือความผิดปกติภายในเต้านม

การตรวจชิ้นเนื้อ (skin biopsy)

การตรวจชิ้นเนื้อทำเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งที่หัวนม โดยจะตัดชิ้นเนื้อตัวอย่างจำนวนเล็กน้อยไปตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่

การตรวจเพิ่มเติม

มีการตรวจอื่นๆ อีกหลายอย่างที่จะทำหากได้รับการยืนยันการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม และเพื่อช่วยกำหนดชนิดของการรักษาที่อาจใช้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ

การรักษามะเร็งที่หัวนม

โรคมะเร็งที่หัวนมมักสัมพันธ์กับโรคมะเร็งเต้านมรูปแบบอื่นๆ

จึงมักรักษาด้วยวิธีเดียวกับการรักษามะเร็งเต้านมชนิดที่พบบ่อย โดยการผ่าตัดเต้านมส่วนที่เป็นมะเร็งออก หรือบางครั้งอาจต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด การผ่าตัดเต้านมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  mastectomy

คุณสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกังวลกับแพทย์โรคมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะตอบคำถามและให้คำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกังวลหรือสงสัยในทุกช่วงของการรักษา

การผ่าตัด

ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งที่หัวนม การผ่าตัดมักเป็นการรักษาทางเลือกแรกที่คุณจะได้รับ ซึ่งมีการผ่าตัดอยู่ 2 ชนิดหลัก ได้แก่:

  • การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก (mastectomy)-คือการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งสามารถผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม เพื่อสร้างเต้านมทดแทนได้
  • การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ (breast- conserving surgery)-คือการผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในเต้านมออก ไม่ได้ตัดเต้านมออกทั้งหมด

การผ่าตัดที่กล่าวถึงนี้จะผ่าเอาหัวนมและปานนมออกด้วย (ผิวหนังสีเข้มรอบๆ หัวนม)

การผ่าตัดทั้งสองวิธีซึ่งแตกต่างกันนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง

การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก (mastectomy)

การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออกทั้งเต้าจะรวมถึงหัวนมด้วย คุณอาจจำเป็นต้องผ่าเต้านมออกทั้งเต้าถ้า:

  • ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ หรืออยู่ตรงกลางของเต้านม
  • เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 1 ตำแหน่ง
  • ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ แต่ผลการรักษายังไม่เป็นที่ยอมรับได้

หากต่อมน้ำเหลืองได้รับการผ่าตัดออกจากบริเวณรักแร้ระหว่างการผ่าตัดเต้านม แผลเป็นที่เกิดขึ้นอาจขัดขวางกระบวนการกรองของต่อมน้ำเหลืองได้ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “บวมน้ำเหลือง (lymphoedema)” ทำให้มีอาการบวมตามแขน ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรัง แต่รักษาได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • การนวด
  • ใส่ที่รัดแขน (compression sleeves)-ซึ่งที่รัดแขนจะออกแรงหดรัดเพื่อไล่ของเหลวส่วนเกินที่คั่งอยู่ออกจากแขนของคุณ

ภาวะบวมน้ำเหลืองสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากผ่าตัดเป็นเดือน หรือเป็นปี หากคุณพบอาการบวมที่แขนหรือมือข้างเดียวกับที่ทำการผ่าตัด ให้ไปพบแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลคุณ

การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ (breast- conserving surgery)

การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเต้านมของคุณให้อยู่ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจะผ่าเอาเฉพาะก้อนมะเร็งออก แต่ยังคงเนื้อเยื่อสุขภาพดีของเต้านมไว้

ถ้าคุณเป็นมะเร็งที่หัวนม คุณจะได้รับการผ่าตัดเอาหัวนมและปานนมออกด้วย คุณควรได้รับคำแนะนำให้ทำการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทนได้ (reconstructive surgery) เพื่อช่วยให้กลับมามีลักษณะของเต้านมใหม่อีกครั้งภายหลังการผ่าตัดเต้านมออก

หากคุณได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้านมไว้ ปริมาณของเนื้อเยื่อเต้านมที่จะต้องผ่าออกจะขึ้นกับ:

  • ขนาดของก้อนเนื้องอกซึ่งสัมพันธ์กับขนาดของเต้านมคุณ
  • เนื้องอกนั้นอยู่เป็นก้อนเดียว หรืออยู่กระจายทั่วเต้านม

ศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะเอาเนื้อเยื่อสุขภาพดีรอบๆ เซลล์มะเร็งออกไปด้วย เพื่อนำไปตรวจหาร่องรอยของเซลล์มะเร็งที่บริเวณนั้นด้วย

หากตรวจพบเซลล์มะเร็งที่เนื้อเยื่อข้างเคียง คุณอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อเต้านมออกเพิ่มมากขึ้น

ภายหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมสิ้นสุดลง คุณจำเป็นต้องได้รับการฉายแสง (รังสีรักษา) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทน (reconstructive surgery)

หากคุณได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด คุณอาจทำการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทดแทนได้ ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ:

  • การผ่าตัดเสริมสร้างโดยใช้เต้านมเทียม (breast implant)
  • การผ่าตัดเสริมสร้างโดยใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายคุณเอง เพื่อสร้างเป็นเต้านมใหม่

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมนั้นสามารถทำไปพร้อมกับการผ่าตัดเต้านมออก หรือทำหลังจากนั้นก็ได้ คุณควรขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษากับศัลยแพทย์หรือพยาบาลให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจรักษา

ตัวอย่างเช่น อาจเป็นไปได้ที่จะผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมภายหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ เพื่อช่วยให้เต้านมกลับมามีรูปร่างที่ดี และเพื่อสร้างหัวนมใหม่ให้กับคุณด้วย ทำให้คุณกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น

การสร้างหัวนมใหม่

การสร้างหัวนมใหม่สามารถสร้างได้โดย:

  • การสักรอยสักหัวนมบนผิวหนัง
  • การใช้เนื้อเยื่อของตัวคุณเอง เช่น เนื้อเยื่อจากหัวนมอีกข้าง อย่างไรก็ตามครึ่งหนึ่งของการทำเช่นนี้หัวนมจะแบนและเล็กลงเมื่อเวลาผ่านไป
  • การติดหัวนมยาง โดยใช้แม่พิมพ์จากหัวนมอีกข้าง เพื่อให้มีขนาดเท่ากัน คุณสามารถติดหัวนมยางนี้ได้ทุกวันด้วยการใช้กาว และถอดออกเพื่อล้างได้

เต้านมเทียมสำหรับสวมใส่ (Prostheses)

หากคุณตัดสินใจไม่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม คุณสามารถเลือกสวมใส่เต้านมเทียมแทนได้

ภายหลังการผ่าตัดเอาเต้านมออกแล้ว คุณอาจใช้เต้านมเทียมชนิดสวมใส่ ซึ่งทำจากซิลิโคน เพื่อทดแทนลักษณะภายนอกของเต้านมคุณได้

การรักษาเพิ่มเติมในอนาคต

ภายหลังการผ่าตัด คุณอาจต้องทำการรักษาเพิ่มเติม หากคุณเป็นมะเร็งเต้านมชนิดรุกราน ซึ่งเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่ออื่นๆ ในเต้านมของคุณ

หากคุณเป็นมะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกราน เซลล์มะเร็งจะอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของเต้านม ในกรณีนี้คุณอาจรักษาโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

การรักษามะเร็งเต้านมชนิดอื่นๆ ได้แก่:

  • การใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)-คือการใช้ยาที่เป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic medication) เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย
  • การฉายรังสี (radiotherapy)-คือการฉายรังสีพลังงานสูง ซึ่งมักเป็นรังสีเอกซ์ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • ชีวบำบัด (biological therapy)-ถ้ามะเร็งเต้านมของคุณเป็นชนิด HER2 positive (ตรวจพบ HER2 ให้ผลบวก) จะใช้การรักษาด้วยชีวบำบัด โดยยาชื่อ trastuzumab ซึ่งยาจะรักษามะเร็งด้วยการยับยั้งผลของ HER2 และทำหน้าที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของคุณในการกำจัดเซลล์มะเร็งออกจากร่างกาย
  • ฮอร์โมนบำบัด (hormone therapy)-ถ้ามะเร็งเต้านมของคุณเป็นชนิดที่ตรวจพบ hormone-receptor ให้ผลบวก คุณสามารถรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อลดระดับของฮอร์โมนในร่างกายและยับยั้งผลของฮอร์โมนดังกล่าว

การป้องกันมะเร็งที่หัวนม

มีปัจจัยหลายอย่างที่คุณสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงมะเร็งที่หัวนมได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

อาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายเป็นประจำ และการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีความหลากหลาย คือวิธีที่จะช่วยป้องกันคุณจากการเป็นมะเร็งหลายๆ ชนิด รวมถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

ข้อมูลจากการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งเต้านมกับอาหารการ พบว่าผู้หญิงที่ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานไขมันอิ่มตัวและแอลกอฮอล์น้อยจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม

โดยแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ (อย่างน้อย 150 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 30 นาที ต่อสัปดาห์) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึง 3 เท่า

หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน เพราะภาวะอ้วนจะทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) มากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้

การให้นมบุตร

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ให้นมบุตรจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมีนัยสำคัญหากเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตร

เหตุผลของกรณีนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจเป็นเพราะผู้หญิงที่ให้นมบุตรจะไม่มีการตกไข่ระหว่างให้นมบุตร และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะอยู่ในระดับที่คงที่

ยา

ยา tamoxifen และ raloxifene เป็นยาที่ใช้สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

ทั้งยา tamoxifen และ raloxifene สามารถใช้ในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่ถ้ายังไม่หมดประจำเดือนควรใช้เฉพาะยา tamoxifen เท่านั้น

ยาดังกล่าวนี้อาจไม่เหมาะสมในผู้ที่เคยมีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือเป็นมะเร็งมดลูก หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหาเหล่านี้ในอนาคต สำหรับผู้หญิงที่ได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งสองข้างจะไม่ได้รับคำแนะนำให้ใช้ยา 2 ชนิดนี้ เพราะความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับระยะเวลาในการรักษาด้วยยา tamoxifen หรือ raloxifene มักรับประทานทุกวันเป็นเวลานาน 5 ปี

ยา raloxifene อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้แก่ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่, ร้อนวูบวาบ และตะคริวที่ขา ส่วนยา tamoxifen อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้แก่ ร้อนวูบวาบ และเหงื่อออก, มีการเปลี่ยนแปลงของรอบประจำเดือน และคลื่นไส้ อาเจียน

ระหว่างการรับประทานยา tamoxifen โอกาสที่คุณจะให้กำหนดทารกที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดจะสูงขึ้น ดังนั้นคุณจะได้รับคำแนะนำให้หยุดการใช้ยาอย่างน้อย 2 เดือน ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยายังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นคุณควรหยุดการรับประทานยา 6 สัปดาห์ก่อนทำการผ่าตัดใดๆ

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะช่วยให้ตรวจเจอมะเร็งเต้านมได้ก่อนที่จะก่อตัวเป็นก้อน ซึ่งจะทำโดยการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งจะมีการใช้รังสีเอกซ์เพื่อสร้างเป็นภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม

การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมจะแนะนำให้ทำในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้น โดยตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจเช็คมะเร็งเต้านม ทั้งนี้การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านี้จะให้ผลคลาดเคลื่อนได้ เพราะผู้หญิงอายุน้อยจะมีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น ทำให้การตรวจแมมโมแกรมไม่มีประสิทธิภาพพอในการตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้น

แนะนำให้พูดคุยกับแพทย์ หากคุณมีอายุน้อยกว่า 40 ปี, มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่เต้านม หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/pagets-disease-of-the-nipple#introduction


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป