ภูมิแพ้

โรคกระดูกพรุนกับโรคหอบหืด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
โรคกระดูกพรุนกับโรคหอบหืด

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่กระดูกอ่อนแอลงจากการสูญเสียมวลกระดูก หรือการสร้างกระดูกใหม่ทดแทนน้อยเกินไป เป็นผลให้กระดูกเปราะบางและสามารถแตกหักได้ง่ายขึ้น คุณอาจไม่ทราบว่าคุณมีโรคกระดูกพรุนจนกว่าจะเกิดกระดูกหักก็เป็นได้

ภาพรวม

เนื่องจากโรคหอบหืดนั้นคือ ภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจในปอด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นถูกสั่งให้ควบคุมภาวะของโรคด้วยกลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดต่างๆ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เช่น prednisolone เป็นยาต้านการอักเสบชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพมากที่สุดที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด อย่างไรก็ตาม ยานี้มีผลข้างเคียงที่ทราบกันดีหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสูญเสียกระดูกซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็น โรคกระดูกพรุนที่เกิดจากสเตียรอยด์ (steroid-induced osteoporosis) หรือ โรคกระดูกพรุนจากยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticoid-induced osteoporosis)

ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดดมเป็นกลุ่มยาต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งปลอดภัยกว่ายาชนิดรับประทานอย่างมาก เนื่องจากยาในรูปแบบออกฤทธิ์จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายส่วนอื่นๆได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ยาที่สูงขึ้นของยาสเตียรอยด์ชนิดสูดดม อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรวมทั้งโรคกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้มักใช้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น และมักสั่งยายาสเตียรอยด์ชนิดสูดดมมากกว่าชนิดรับประทานหากเป็นไปได้ และใช้ปริมาณยาที่ต่ำที่สุดที่สามารถควบคุมอาการหอบหืดของผู้ป่วยได้

หากคุณจำเป็นต้องได้รับยา prednisolone ทุกวันหรือยาที่คล้ายกันเพื่อควบคุมโรคหอบหืดของคุณ แพทย์ของคุณอาจส่งตรวจความหนาแน่นของกระดูกของคุณ โดยปกติ การทดสอบความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone mineral density tests) จะแนะนำให้ทำให้ผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 65 ขึ้นไป ถ้าคุณใช้ยาสเตียรอยด์ในการควบคุมโรคหอบหืด คุณอาจจำเป็นต้องทำการตรวจมวลกระดูกไวกว่านั้น แพทย์ของคุณจะแจ้งความถี่ของการตรวจสอบความหนาแน่นของกระดูกที่เหมาะสม การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก ไม่ได้เป็นกระบวนการที่น่ากลัวหรือซับซ้อน การตรวจนั้นจะคล้ายกับการฉายภาพรังสีเอกซเรย์แต่จะใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่ามาก

ใครเป็นโรคกระดูกพรุนได้บ้าง?

ประชากรที่อายุมากกว่า 50 ปีประมาณ 10 ล้านคนเป็นโรคกระดูกพรุน และอีกเกือบ 34 ล้านคนมีมวลกระดูกต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคตามมา ผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือนนั้นมีความเสี่ยงมากที่สุด ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่

  • ประวัติโรคภายในครอบครัว
  • เชื้อชาติ (ชาวเอเชีย และชาวอเมริกันผิวขาวมีความเสี่ยงสูงกว่าชาวแอฟริกัน - อเมริกัน)
  • การได้รับปริมาณแคลเซียม และวิตามินดีไม่เพียงพอ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • การสูบบุหรี่
  • น้ำหนักตัวน้อย
  • เพศ (มักพบบ่อยในเพศหญิง)
  • การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด
  • การรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticoids) หรือใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูดดมในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
  • การรับประทานยากันชัก
  • การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง และระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำในผู้ชาย

ตำแหน่งกระดูกหักที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูกขนาดเล็กที่ด้านหลังของโครงสร้างลำตัว และข้อต่อต่างๆ เช่น กระดูกสันหลัง, ข้อมือ, ต้นแขน, กระดูกเชิงกราน และกระดูกสะโพก ผู้ป่วยที่มีกระดูกหักตำแหน่งหนึ่งแล้วนั้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหักเพิ่มเติมในตำแหน่งอื่นอีก กระดูกหักอาจส่งผลให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้น้อยลงหรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย และอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในที่สุด

อาการ

ในช่วงเริ่มแรกของโรคกระดูกพรุนนั้น คุณอาจไม่พบอาการปวดหรืออาการแสดงใดๆ แต่เมื่อกระดูกอ่อนแอลงเรื่อยๆ จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ ได้แก่:

  • อาการปวดหลัง ซึ่งอาจจะปวดรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นได้หากมีการแตกหักของกระดูก หรือกระดูกสันหลังทรุดตัวลง
  • ความสูงลดลง และหลังโก่งโค้งงอ
  • การแตกหักของกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก หรือกระดูกอื่น ๆ

การสูญเสียมวลกระดูกเนื่องจากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงสามถึงหกเดือนแรกของการใช้ยา หลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มีการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ภายในปีแรกของการใช้ยา และจากนั้นอัตราการสูญเสียจะค่อยๆลดลงไปจนถึง 2 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนกว่าจะหยุดยานั้นลง

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

หนึ่งในวิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น คือ การได้รับปริมาณแคลเซียมเพียงพออยู่เสมอ คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสถาบันการแพทย์แห่งสถาบันการศึกษาแห่งชาติได้ตั้งค่าปริมาณแคลเซียมที่จำเป็นได้รับต่อวันไว้ ดังนี้:

  • อายุ 1 ถึง 3 ปี: 700 มก. / วัน
  • อายุ 4 ถึง 8 ปี: 1,000 มก. / วัน
  • อายุ 9 ถึง 13 ปี: 1,300 มก. / วัน
  • อายุ 14 ถึง 18 ปี: 1,300 มก. / วัน  (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร)
  • อายุ 19 ถึง 50 ปี: 1,000 มก. / วัน  (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร)
  • ผู้ชายที่อายุระหว่าง 51 ถึง 70 ปี: 1,000 มก. / วัน
  • ผู้หญิงอายุระหว่าง 51 ถึง 70 ปี: 1,200 มก. / วัน
  • อายุ 71 ปีขึ้นไป: 1,200 มก. / วัน

โดยแคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีถ้ารับประทานกับมื้ออาหารในปริมาณน้อย ๆ ตลอดทั้งวัน แหล่งแคลเซียมที่มีความเข้มข้นมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์จากนม หากคุณไม่สามารถดื่มนมได้ ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีอื่น ๆ ในการเพิ่มปริมาณแคลเซียมต่อวันของคุณ

คุณควรตรวจสอบระดับวิตามินดีด้วยเช่นกัน วิตามินดีจะช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย และสามารถลดการสลายและการสูญเสียกระดูกตามมา ประชากรจำนวนมากขาดวิตามินดี และต้องการอาหารเสริมซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

วิธีเพิ่มเติมในการป้องกันโรคกระดูกพรุน ได้แก่

  • การออกกำลังกาย กีฬาที่ออกแรงต้านน้ำหนัก และกีฬาเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง ความถี่ที่ต้องการ คือ การออกกำลังกายวันเว้นวัน หรือสี่ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาต่อครั้งนั้นขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกาย ถ้าคุณไม่ได้ออกแรงนานแล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการออกกำลังกายอีกครั้ง ว่าต้องเริ่มอย่างไรบ้าง
    • ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ออกแรงต้านน้ำหนัก ได้แก่ การเดินเร็ว การปีนเขา การขึ้นบันได การวิ่งเหยาะ การเต้น และการเล่นเทนนิส
    • ตัวอย่างของการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ได้แก่ การยกน้ำหนัก เวทเทรนนิ่ง และการออกแรงต้านแรงถ่วงต่างๆ
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเกินจำเป็น
  • หากคุณเป็นผู้ชายที่ได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ตรวจเลือด เพื่อให้แน่ใจว่าระดับฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) ของคุณไม่ได้มีค่าต่ำจนเกินไป

ที่มา http://acaai.org/asthma/condit...


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่