ภูมิแพ้

โรคกระดูกพรุนกับโรคหอบหืด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 863625046 %281%29

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่กระดูกอ่อนแอลงจากการสูญเสียมวลกระดูก หรือการสร้างกระดูกใหม่ทดแทนน้อยเกินไป เป็นผลให้กระดูกเปราะบางและสามารถแตกหักได้ง่ายขึ้น คุณอาจไม่ทราบว่าคุณมีโรคกระดูกพรุนจนกว่าจะเกิดกระดูกหักก็เป็นได้

ภาพรวม

เนื่องจากโรคหอบหืดนั้นคือ ภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจในปอด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นถูกสั่งให้ควบคุมภาวะของโรคด้วยกลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดต่างๆ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เช่น prednisolone เป็นยาต้านการอักเสบชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพมากที่สุดที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด อย่างไรก็ตาม ยานี้มีผลข้างเคียงที่ทราบกันดีหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสูญเสียกระดูกซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็น โรคกระดูกพรุนที่เกิดจากสเตียรอยด์ (steroid-induced osteoporosis) หรือ โรคกระดูกพรุนจากยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticoid-induced osteoporosis)

ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดดมเป็นกลุ่มยาต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งปลอดภัยกว่ายาชนิดรับประทานอย่างมาก เนื่องจากยาในรูปแบบออกฤทธิ์จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายส่วนอื่นๆได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ยาที่สูงขึ้นของยาสเตียรอยด์ชนิดสูดดม อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรวมทั้งโรคกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้มักใช้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น และมักสั่งยายาสเตียรอยด์ชนิดสูดดมมากกว่าชนิดรับประทานหากเป็นไปได้ และใช้ปริมาณยาที่ต่ำที่สุดที่สามารถควบคุมอาการหอบหืดของผู้ป่วยได้

หากคุณจำเป็นต้องได้รับยา prednisolone ทุกวันหรือยาที่คล้ายกันเพื่อควบคุมโรคหอบหืดของคุณ แพทย์ของคุณอาจส่งตรวจความหนาแน่นของกระดูกของคุณ โดยปกติ การทดสอบความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone mineral density tests) จะแนะนำให้ทำให้ผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 65 ขึ้นไป ถ้าคุณใช้ยาสเตียรอยด์ในการควบคุมโรคหอบหืด คุณอาจจำเป็นต้องทำการตรวจมวลกระดูกไวกว่านั้น แพทย์ของคุณจะแจ้งความถี่ของการตรวจสอบความหนาแน่นของกระดูกที่เหมาะสม การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก ไม่ได้เป็นกระบวนการที่น่ากลัวหรือซับซ้อน การตรวจนั้นจะคล้ายกับการฉายภาพรังสีเอกซเรย์แต่จะใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่ามาก

ใครเป็นโรคกระดูกพรุนได้บ้าง?

ประชากรที่อายุมากกว่า 50 ปีประมาณ 10 ล้านคนเป็นโรคกระดูกพรุน และอีกเกือบ 34 ล้านคนมีมวลกระดูกต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคตามมา ผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือนนั้นมีความเสี่ยงมากที่สุด ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่

  • ประวัติโรคภายในครอบครัว
  • เชื้อชาติ (ชาวเอเชีย และชาวอเมริกันผิวขาวมีความเสี่ยงสูงกว่าชาวแอฟริกัน - อเมริกัน)
  • การได้รับปริมาณแคลเซียม และวิตามินดีไม่เพียงพอ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • การสูบบุหรี่
  • น้ำหนักตัวน้อย
  • เพศ (มักพบบ่อยในเพศหญิง)
  • การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด
  • การรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticoids) หรือใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูดดมในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
  • การรับประทานยากันชัก
  • การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง และระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำในผู้ชาย

ตำแหน่งกระดูกหักที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูกขนาดเล็กที่ด้านหลังของโครงสร้างลำตัว และข้อต่อต่างๆ เช่น กระดูกสันหลัง, ข้อมือ, ต้นแขน, กระดูกเชิงกราน และกระดูกสะโพก ผู้ป่วยที่มีกระดูกหักตำแหน่งหนึ่งแล้วนั้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหักเพิ่มเติมในตำแหน่งอื่นอีก กระดูกหักอาจส่งผลให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้น้อยลงหรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย และอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในที่สุด

อาการ

ในช่วงเริ่มแรกของโรคกระดูกพรุนนั้น คุณอาจไม่พบอาการปวดหรืออาการแสดงใดๆ แต่เมื่อกระดูกอ่อนแอลงเรื่อยๆ จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ ได้แก่:

  • อาการปวดหลัง ซึ่งอาจจะปวดรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นได้หากมีการแตกหักของกระดูก หรือกระดูกสันหลังทรุดตัวลง
  • ความสูงลดลง และหลังโก่งโค้งงอ
  • การแตกหักของกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก หรือกระดูกอื่น ๆ

การสูญเสียมวลกระดูกเนื่องจากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงสามถึงหกเดือนแรกของการใช้ยา หลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มีการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ภายในปีแรกของการใช้ยา และจากนั้นอัตราการสูญเสียจะค่อยๆลดลงไปจนถึง 2 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนกว่าจะหยุดยานั้นลง

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

หนึ่งในวิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น คือ การได้รับปริมาณแคลเซียมเพียงพออยู่เสมอ คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสถาบันการแพทย์แห่งสถาบันการศึกษาแห่งชาติได้ตั้งค่าปริมาณแคลเซียมที่จำเป็นได้รับต่อวันไว้ ดังนี้:

  • อายุ 1 ถึง 3 ปี: 700 มก. / วัน
  • อายุ 4 ถึง 8 ปี: 1,000 มก. / วัน
  • อายุ 9 ถึง 13 ปี: 1,300 มก. / วัน
  • อายุ 14 ถึง 18 ปี: 1,300 มก. / วัน  (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร)
  • อายุ 19 ถึง 50 ปี: 1,000 มก. / วัน  (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร)
  • ผู้ชายที่อายุระหว่าง 51 ถึง 70 ปี: 1,000 มก. / วัน
  • ผู้หญิงอายุระหว่าง 51 ถึง 70 ปี: 1,200 มก. / วัน
  • อายุ 71 ปีขึ้นไป: 1,200 มก. / วัน

โดยแคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีถ้ารับประทานกับมื้ออาหารในปริมาณน้อย ๆ ตลอดทั้งวัน แหล่งแคลเซียมที่มีความเข้มข้นมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์จากนม หากคุณไม่สามารถดื่มนมได้ ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีอื่น ๆ ในการเพิ่มปริมาณแคลเซียมต่อวันของคุณ

คุณควรตรวจสอบระดับวิตามินดีด้วยเช่นกัน วิตามินดีจะช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย และสามารถลดการสลายและการสูญเสียกระดูกตามมา ประชากรจำนวนมากขาดวิตามินดี และต้องการอาหารเสริมซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

วิธีเพิ่มเติมในการป้องกันโรคกระดูกพรุน ได้แก่

  • การออกกำลังกาย กีฬาที่ออกแรงต้านน้ำหนัก และกีฬาเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง ความถี่ที่ต้องการ คือ การออกกำลังกายวันเว้นวัน หรือสี่ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาต่อครั้งนั้นขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกาย ถ้าคุณไม่ได้ออกแรงนานแล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการออกกำลังกายอีกครั้ง ว่าต้องเริ่มอย่างไรบ้าง
    • ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ออกแรงต้านน้ำหนัก ได้แก่ การเดินเร็ว การปีนเขา การขึ้นบันได การวิ่งเหยาะ การเต้น และการเล่นเทนนิส
    • ตัวอย่างของการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ได้แก่ การยกน้ำหนัก เวทเทรนนิ่ง และการออกแรงต้านแรงถ่วงต่างๆ
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเกินจำเป็น
  • หากคุณเป็นผู้ชายที่ได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ตรวจเลือด เพื่อให้แน่ใจว่าระดับฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) ของคุณไม่ได้มีค่าต่ำจนเกินไป

ที่มา http://acaai.org/asthma/condit...


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่