มะเร็งและโรคร้าย

โรค Osgood-Schlatter และอาการปวดเข่า

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
โรค Osgood-Schlatter และอาการปวดเข่า

ความรู้ทางกุมารเวชขั้นพื้นฐาน

การบาดเจ็บของเข่านั้นพบได้บ่อยในเด็กที่เล่นกีฬา ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บของเส้นเอ็น อาการเคล็ด และประเภทของการบาดเจ็บดังกล่าว โดยเฉพาะถ้าทำให้เด็กไม่สามารถเดินได้หรือทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคงก็อาจกลายเป็นเป็นเรื่องร้ายแรงได้

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพ่อแม่จึงมักพาลูกไปพบแพทย์เมื่อมีอาการปวดเข่า โรค Osgood-Schlatter ก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการปวดเข่า แต่ต่างจากอาการเคล็ดและการบาดเจ็บอื่น ๆ คือมักไม่ร้ายแรงและมีผลระยะยาวแค่เพียงเล็กน้อย

อาการของโรค Osgood-Schlatter

เด็กที่เป็นโรค Osgood-Schlatter จะมีก้อนปวดบวมใต้เขาที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibial tuberosity) ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงเข่าข้างเดียว แต่ก็สามารถเป็นทั้งสองข้างได้

สิ่งที่แตกต่างจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดเข่าคือ เด็กที่เป็นโรค Osgood-Schlatter มักจะมีอาการปวดแค่ระหว่างกิจกรรมจำเพาะบางอย่าง เช่น การวิ่ง การคุกเข่า กระโดด นั่งยอง ๆ และการขึ้นบันได การนั่งนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดได้ ถึงแม้ว่าเด็กที่เป็นโรคอาจสามารถเดินได้ตามปกติโดยไม่มีอาการปวดหรือเดินกะเผลก

นี่เป็นความแตกต่างที่ตรงข้ามกับการหักหรืออาการเคล็ด ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม แม้แต่การเดินก็อาจทำให้เจ็บและเดินกะเผลกได้  

การวินิจฉัยโรค Osgood-Schlatter

ถึงแม้ว่าสามารถถ่ายภาพ x ray ได้ แต่โรคดังกล่าวมักได้รับการวินิจฉัยโดยอ้างอิงจากประวัติของเด็กวัยรุ่นที่มีก้อนปวดเหนือปุ่มกระดูกหน้าแข้งที่อาการปวดแย่ลงเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ภาวะอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่านี้และอาจทำให้เกิดก้อนที่มีอาการปวดในบริเวณนี้ได้เช่นกัน เช่น เนื้องอก การติดเชื้อ หรือกระดูกหัก ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อลูกของคุณอยู่เฉย ๆ หรือเพียงแค่เดินได้

การรักษาสำหรับโรค Osgood-Schlatter

การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการ ทั้งการใช้ยาแก้ปวดชนิด NSIADs เช่น ibuprofen การพัก และการประคบน้ำแข็งที่บริเวณดังกล่าวหลังการเล่นกีฬา

ถึงแม้ว่าการพักจะเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อาการปวดแย่ลง แต่จริง ๆ แล้วการที่ลูกของคุณจะเลี่ยงกิจกรรมดังกล่าวได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดนั้นเป็นมากแค่ไหน หากลูกของคุณยังวิ่งเหยาะ ๆ หรือวิ่งและเล่นกีฬาได้โดยไม่เดินกะเผลกและไม่ได้มีอาการปวดมากนัก เขาก็อาจจะทำกิจกรรมต่อไปได้ตามปกติ แต่หากลูกมีอาการปวดมากหรือเดินกะเผลกระหว่างการทำกิจกรรม การพักในระดับสัปดาห์หรือเดือนก็อาจเป็นสิ่งจำเป็น อย่างน้อยที่สุด ลูกของคุณควรเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างมาก โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องมีการกระโดดมาก ๆ การนั่งยอง ๆ หรือการคุกเข่า ซึ่งเป็นการพักประเภทหนึ่ง

หากไม่ได้มีอาการปวดมาก ลูกของคุณสามารถเล่นกีฬาได้แม้จะเป็นโรคนี้อยู่ก็ตาม สนับเข่าหรือผ้าพันก็อาจช่วยได้สำหรับเด็กที่เป็นโรค ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือชนิดที่มีสายรัดเข่าใต้ลูกสะบ้า แผ่นรองตามรูปร่างที่ปกป้องบริเวณที่ปวดก็อาจช่วยได้เช่นกัน ในบางครั้งสำหรับกรณีที่ร้ายแรง การเข้าเฝือกก็อาจมีความจำเป็น การผ่าตัดนั้นแทบไม่มีความจำเป็นเลย

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับโรค Osgood-Schlatter

  • สิ่งอื่น ๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับเด็กที่เป็นโรคดังกล่าว ได้แก่:
  • โรค Osgood-Schlatter มักเริ่มขึ้นในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (growth spurt) ในเด็กที่มีอายุระหว่าง 10-15 ปีที่เล่นกีฬาเป็นประจำ
  • ถึงแม้จะเคยคิดกันว่าโรคนี้มักเป็นในเด็กผู้ชาย แต่เด็กผู้หญิงก็หันมาเล่นกีฬากันมากขึ้น โรคดังกล่าวจึงเริ่มพบได้มากขึ้นในเด็กผู้หญิงเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะเริ่มมีอาการได้เร็วกว่า ที่ 10-11 ปี เมื่อเทียบกับ 13-14 ปีในเด็กผู้ชาย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าเด็กผู้หญิงมีช่วงเวลา growth spurt เร็วกว่าเด็กผู้ชาย
  • โรค Osgood-Schlatter คาดว่าเกิดจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื้อรัง (chronic microtrauma) และจัดเป็นโรคที่เกิดจากการใช้งานมากเกินไป (overuse disorder)
  • อาการมักคงอยู่ราว 12-18 เดือน โดยในเด็กหลายคนจะยังคงมีก้อนอยู่แต่ไม่มีอาการปวดแล้ว
  • การออกกำลังยืดกล้ามเนื้อและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้า (quadriceps) และกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหลัง (hamstring) อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรค Osgood-Schlatter และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาตามแนวทางของการกายภาพบำบัดได้
  • การวินิจฉัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยป้องกันให้ไม่ต้องทำการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็นได้
  • โรค Sinding-Larsen-Johansson หรือ jumper’s knee เป็นภาวะที่คล้ายคลึงกัน แต่อาการปวดมักเป็นที่ส่วนล่างของลูกสะบ้า และไม่ต่ำไปกว่านั้นเหมือนในโรค Osgood-Schlatter 

หากลูกของคุณเป็นโรค Osgood-Schlatter คุณควรจะต้องระวังภาวะอื่นที่คล้ายกันคือโรค Sever ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีภาวะนี้ก็ตาม

ลูกของคุณเล่นกีฬาหลายชนิดในเวลาเดียวกันหรืออยู่ทีมกีฬาหลายทีมสำหรับกีฬาชนิดเดียวกันหรือไม่ ? ลูกต้องฝึกซ้อมทุกวันหรือไม่เคยได้พักระหว่างปีเลยหรือไม่ ? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคการใช้งานมากเกินไปการเล่นกีฬาเป็นประจำเป็นเรื่องดี แค่อย่าทำมากเกินไปเท่านั้นเอง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่