โภชนาการ

ปัญหาโภชนาการของคนไทย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ปัญหาโภชนาการของคนไทย

จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารดังกล่าว  ส่วนหนึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาโภชนาการที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนไทยในยุคนี้  คือ

1. ปัญหาการขาดสารอาหาร  ประเทศไทยแม้จะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนทีอุดมสมบูรณ์มากมายหลายชนิด  เพราะนอกจากสามารถผลิตอาหารพอเลี้ยงประชากรในประเทศได้แล้ว  ยังมากพอที่จะส่งไปจำหน่ายต่างประเทศได้ปีละมาก ๆ อีกด้วย  แต่ก็ยังคงมีรายงานว่า  ประชากรบางส่วนของประเทศยังเป็นโรคขาดสารอาหารอีกจำนวนไม่น้อย  โดยเฉพาะทารกและเด็กอ่อน  เด็กวัยเรียน  เด็กเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ร่างกายไม่เจริญเติบโตเต็มที่  มีความต้านทานต่อโรคติดเชื้อต่ำ  ซึ่งมักพบในชนบท  โดยเฉพาะถิ่นทุรกันดาร  สาเหตุหลักสำคัญของการขาดสารอาหาร  คือ  ขาดความรู้ในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกว่านมผง  ความยากจนเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ได้รับอาหารไม่เพียงพอ  ทั้งปริมาณและคุณภาพไม่ดี (กรมอนามัย, 2548)

ส่งผลให้คนไทยในปัจจุบันมีอัตราเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากขึ้น  เช่น  การขาดสารอาหารโปรตีนและพลังงาน  การขาดธาตุเหล็กและเกลือแร่อื่น ๆ  การขาดวิตามินเอ  วิตามินบีต่าง ๆ  วิตามินซีและอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะปัจจัยแห่งการขาดสารอาหารนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการมีวิถีชีวิตเร่งรีบ  และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปดังกล่าว

2. ปัญหาการได้รับสารอาหารเกินและโรคที่เกี่ยวข้อง  ภาวะน้ำหนักเกิน  หรือโรคอ้วนจัดเป็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน  พบมากในครอบครัวคนเมือง  และผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีจากการมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล  และเป็นปัญหาที่ปรากฏพบได้ในแทบทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย  จากรายงานขององค์การอนามัยโลก  พบว่า  ในปี  พ.ศ. 2551  มีประชากรโลกที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่มากกว่า  1.4  พันล้านคน  อยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเกิน  และในกลุ่มดังกล่าวเป็นเพศชายมากกว่า  200  ล้านคน  และเกือบ  300  ล้านคนของเพศหญิงจัดอยู่ในภาวะอ้วน  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า  ในปี  2554  เด็กที่มีอายุต่ำกว่า  5  ปี  มากกว่า  40  ล้านคน  มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน (WHO, 2013)  ส่วนในประเทศไทย  พบว่า  ประชากรผู้ใหญ่เพศหญิงถึงร้อยละ  40.7  มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า  25  กก./ตารางเมตรขึ้นไป  ซึ่งแสดงถึงการมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน  ส่วนใหญ่พบในเขตเมืองและเขตกรุงเทพมหานคร  ยังผลให้ใน  20  ปีที่ผ่านมา  (พ.ศ. 2534-2552)  ภาวะน้ำหนักตัวน้อยพบลดลงถึงร้อยละ  83.5  ในเพศชาย  และร้อยละ  81.5  ในเพศหญิง  ในขณะที่ภาวะน้ำหนักตัวเกินเพิ่มขึ้นถึง  3.65  เท่าในเพศชาย  และ  2.6  เท่าในเพศหญิงในช่วงเวลาเดียวกันปัญหาภาวะน้ำหนักเกินกว่าและความอ้วนยังส่งผลกระทบเฉียบพลันและปัญหาเรื้อรังตามมา  ซึ่งจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกประมาณการว่าร้อยละ  58  ของโรคเบาหวาน  ร้อยละ  21  ของโรคหลอดเลือดหัวใจ  และร้อยละ  42  ของโรคมะเร็งเกี่ยวข้องกับภาวะโรคอ้วน (ทักษพล, 2555)

3. ปัญหาการได้รับสารเคมีและจุลินทรีย์ที่เป็นพิษจากสารอาหาร  ในปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีและจุลินทรีย์ที่เป็นพิษจากสารอาหารมากขึ้น  อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารดังกล่าวขั้นต้น  ที่ส่วนใหญ่บริโภคอาหารนอกบ้าน  ที่ยากจะควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของออาหารที่บริโภค  จึงอาจเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อหรือได้รับสารพิษ  เมื่อสะสมมากพอก็อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย  ดังที่พบว่าปัจจุบันคนเป็นโรคมะเร็งกันเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็งบางชนิดเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง (carcinogen) สารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร  รวมทั้งสารพิษที่จุลินทรีย์บางชนิดผลิตขึ้นปนเปื้อนในอาหารที่อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้  เช่น  สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)  ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส  เฟลวัส (Aspergillus falvus) ที่มักพบในพริกแห้ง  และถั่วป่น  เป็นต้น  (อัจฉรา, 2556)

จึงเป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า  ปัญหาโภชนาการที่น่าจะลดลงตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการและประชาชนที่มีการศึกษาดีขึ้น  แต่ในปัจจุบันกลับยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากกว่าในอดีต  ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมการบริโภคอาหารของครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไป  เพื่อตอบสนองความจำเป็นด้านเวลาเป็นส่วนใหญ่  ทำให้มีขีดจำกัดในการจัดอาหารสำหรับครอบครัว  ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีภาวะโภชนาการที่ดีได้นั้น  ครอบครัวในปัจจุบันจำเป็นต้องมีความสามารถสูง  ในการจัดการด้านอาหารสำหรับครอบครัวในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เช่น  แรงงาน  เงิน  ดังนั้นครอบครัวในยุคนี้จึงจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ความสามารถ  และทักษะในการจัดการเวลา  แรงงาน  และเงิน  ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านอาหารของครอบครัวให้บรรลุเป้าหมาย  คือ  สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้บริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง  รวมทั้งต้องปลูกฝังค่านิยมและเจตคติที่ถูกต้องในการบริโภคอาหารให้กับสมาชิกในครอบครัว  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก  และพ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่บุตรหลาน  และสมาชิกในครอบครัว

ความสำคัญของอาหารกับการป้องกันและบำบัดโรค

ความสำคัญของอาหารบำบัดโรคอยู่ตรงที่ว่า  อาหารนั้นต้องช่วยให้อาการของโรคบรรเทาหรือหมดไป  พร้อมทั้งช่วยรักษาภาวะโภชนาการของผู้ป่วยให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์  และไม่เกิดอาหารทุพโภชนาการระหว่างที่รับการรักษาอยู่  เพราะเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเจ็บป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในร่างกายตามอาการของโรค  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลต่อการบริโภคอาหาร การใช้อาหารและการเก็บสะสมอาหารภายในร่างกาย  ตลอดจนการขับถ่ายสิ่งที่เสียออกจากร่างกายของผู้ป่วย 

ดังนั้นอาหารมีความสำคัญต่อการบำบัดโรค  ดังนี้

1. ช่วยป้องกันและแก้ไขภาวะทุพโภชนาการ  ภาวะความเจ็บป่วยย่อมมีผลต่อภาวะโภชนาการของผู้ป่วย  ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงการจัดอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่เพื่อให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการดีขึ้น  ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการเกิน  โรคอ้วน  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน  ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง  การจัดอาหารจำกัดไขมันและการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำจะสามารถควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในภาวะปกติได้  และสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้อีกทางหนึ่งด้วย  ในทางตรงกันข้ามในผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังมีผลเสี่ยงต่อการเกิดภาวการณ์ขาดสารอาหารได้ง่าย  ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับอาหารที่มีปริมาณพลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

2. ช่วยบรรเทาและควบคุมอาการแสดงของโรค  อาหารมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยบรรเทาและควบคุมอาการของโรค  เช่น  การให้อาหารอ่อนแก่ผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้  จะช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก  ทำให้อาการของโรคบรรเทาลง

3. ช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนของโรค  การเจ็บป่วย  โดยเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง  มักมีผลทำให้ภูมิต้านทางของร่างกายลดลง  ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อและเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย  ดังนั้นการจัดอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนบำบัด  จะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคของผู้ป่วยได้ดีขึ้น  และยังช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว

4. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  การจัดอาหารที่ถูกกับโรค  และอาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่  ส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหรือหายจากโรคในระยะเวลาไม่นาน  ดังนั้นจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในระหว่างรับการรักษาในโรงพยาบาลได้  นอกจากนี้การได้รับอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนบำบัด  จะเสริมประสิทธิภาพของยาให้ได้ผลดีขึ้น  ทำให้ไม่ต้องทานยาในระยะเวลานาน  จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อีกทางหนึ่งด้วย (พัทธนันท์, 2555)

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การออกกำลังกาย (Fitness)
การออกกำลังกาย (Fitness)

10 ขั้นตอนในการเป็นผู้ฝึกสอนส่วนตัว