การกินเพื่อสุขภาพ

โภชนาการสำหรับวัยรุ่น

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
โภชนาการสำหรับวัยรุ่น

วัยรุ่น คือวัยที่อยู่ในช่วง 12-18 ปี เป็นวัยที่ร่างกายเปลี่ยนจากวัยเด็กเข้าสู่วัยวัยผู้ใหญ่ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายอย่าง ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ทำงานมากขึ้นในระยะนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ต่อมไทรอยด์ ต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง และต่อมเพศ โดยต่อไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนไทรอกซิน เพื่อทำหน้าที่เร่งเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตในร่างกาย เพื่อให้พลังงานมากขึ้น ขณะที่ต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมองจะผลิตฮอร์โมนโกรทฮอร์โมน (growth hormone) ทำหน้าที่เร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย และต่อมเพศจะผลิตฮอร์โมนเพศเพิ่มขึ้น (รวิโรจน์, 2542) ทำให้ร่างกายของวัยรุ่นมีกระดูกขนาดใหญ่ขึ้น ร่างกายสูงใหญ่และน้ำหนักเพิ่มขึ้น ร่างกายเติบโตรวดเร็วมากเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น การเติบโตในระยะจะสูงกว่าวัยอื่น ยกเว้นวัยทารก เด็กหญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเมื่ออายุ 11-13 ปีเรียกว่า วัยรุ่นตอนต้น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาจะชัดเจนเมื่ออายุ 13-14 ปี ระยะนี้เด็กหญิงจะเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กชายทั้งด้านความสูงและน้ำหนัก หลังจากนี้อัตราการเจริญเติบโตจะลดลงและสิ้นสุดลงเมื่ออายุ 17 ปี ส่วนเด็กชายเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเมื่ออายุ 13-16 ปี ระยะนี้เด็กชายจะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กหญิง หลังจากนี้จะเริ่มช้าลง การเจริญเติบโตของกระดูกสิ้นสุดลงเมื่ออายุ 20 ปี วัยรุ่นจะมีลักษณะเปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ ทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นทำให้ต้องการอาหารที่ให้พลังงานเพิ่มขึ้น วัยนี้จึงมีความอยากอาการมากขึ้น กินจุ กินตลอดเวลา แต่ไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

ความสำคัญของโภชนาการในเด็กวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งขนาด และโครงสร้างของร่างกายซึ่งแสดงออกทางน้ำหนักและความสูง เป็นช่วงที่ร่างกายสร้างเนื้อกระดูกและความแข็งแกร่งของกระดูก เด็กหญิงจะเริ่มมีประจำเดือน การส่งเสริมให้เด็กรับอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมในช่วงนี้ นับเป็นโอกาสสุดท้ายของชีวิตที่เด็กจะสามารถเจริญเติบโต และพัฒนาได้เต็มศักยภาพตามพันธุกรรม โดยเฉพาะการเจริญเติบโตต้นความสูง หากปล่อยให้พ้นช่วงวัยนี้ไปแล้ว แม้จะใช้ความพยายามในการส่งเสริมให้เด็กมีการเจริญเติบโตต้นส่วนสูงเพิ่มขึ้นด้วยวิธีการใดก็ตาม พบว่า ให้ผลน้อยมากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงมาก วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสังคม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวล้วนมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็กอย่างมาก จึงพบว่า เด็กช่วงวัยนี้มีปัญหาทั้งการขาดสารอาหารและภาวะโภชนาการเกิน จากงานวิจัยของอรุณรัศมีและคณะ (2010) ที่สำรวจกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 410 คน พบว่า มีภาวะท้วมร้อยละ 100.5 ภาวะอ้วนร้อยละ 29.5 และภาวะผอมร้อยละ 20.2 โดยเพศชายอ้วนมากกว่าและผอมน้อยกว่าเพศหญิง ซึ่งปัญหาการขาดสารอาหารที่พบบ่อยในวัยรุ่นคือ ภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และโรคธาตุเหล็กไอโอดีน ปัญหาดังกล่าวจะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย และการเล่นกีฬาต่ำ ในขณะเดียวกันปัญหาโภชนาการเกินก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้เด็กวัยรุ่นได้กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ในปริมาณและสัดส่วนที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายในการประกอบกิจกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ การที่เด็กมีภาวะโภชนาการที่ดีนอกจากจะส่งเสริมการเจริญเติบโต และสุขภาพที่ดีให้แก่เด็กในปัจจุบันแล้วยังจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในวัยผู้ใหญ่ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น (ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา, 2551)

ปัญหาทางด้านโภชนาการของเด็กวัยรุ่น

ปัญหาโภชนาการของวัยรุ่นมักมีสาเหตุมาจากการมีบริโภคนิสัยที่ไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก หรือมีปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย ทำให้เกิดความกดดันทางอารมณ์ และการปรับตัวในสังคม มีอารมณ์เครียดและหาทางออกโดยใช้อาหารเป็นเครื่องชดเชย ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบที่ทำให้น้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วน มีอาการซึมเศร้า เก็บตัว น้ำหนักตัวลดหรือมีภาวะน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ โดยปัญหาที่มักพบส่วนใหญ่ประกอบด้วย การบริโภคอาหารไม่ตรงเวลาหรืองดอาหารบางมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เนื่องจากนอนดึกตื่นสาย ทำให้ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า มักรวมไปทานเป็นมื้อกลางวันมื้อเดียว ทำให้สมองและร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตได้เติบที่ นอกจากนี้ยังนิยมรับประทานอาหารจานด่วนแบบตะวันตก เช่น แฮมเบอร์เกอร์ หรือขนมขบเคี้ยว ซึ่งมีปริมาณของแป้ง น้ำตาล ไขมันอิ่มตัวสูง สารโซเดียม เครื่องปรุงรสต่าง ๆ มาก ก่อให้เกิดการสะสมพลังงานและร่างกายยังได้รับสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์รวมถึงเป็นอาหารที่มีกากใยอาหารต่ำ

ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ควรได้รับของเด็กวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ให้เพียงพอกับการเจริญเติบโตของร่างกายปริมาณพลังงานและสารอาหารที่วัยรุ่นควรได้รับ คือ

ความต้องการพลังงาน

วัยรุ่นเป็นระยะที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก และยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ในด้านการเรียน ด้านสังคม และด้านกีฬา จึงจำเป็นต้องได้รับพลังงานให้เพียงพอ วัยรุ่นควรได้รับพลลังงานประมาณวันละ 1,600-2,300 แคลอรี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเพศและช่วงอายุ ดังแสดงในตารางที่ 2.14 อาหาที่ให้พลังงานควรมาจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน คาร์โบไฮเดรตที่ได้รับควรเป็นพวกข้าวหรือแป้งต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ ไขมันที่ได้รับควรมาจากพืช และสัตว์ ไขมันนอกจากจะให้พลังงานแล้วยังช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันอีกด้วย

ความต้องการโปรตีน

วัยรุ่นควรได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก เลือด และสารที่ควบคุมการทำงานในร่างกาย วัยรุ่นควรได้รับโปรตีนอย่างน้อยวันละ 1 กรัม ต่อนำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังแสดงในตารางที่ 2.14 และเนื่องจากวัยรุ่นยังอยู่ในวัยที่เจริญเติบโต โปรตีนที่ดีรับจึงควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนที่ได้รับควรมาจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง

ตารางที่ 2.14 ปริมาณพลังงานและโปรตีนที่เด็กวัยรุ่นควรได้รับประจำวัน

ที่มา : สำนักโภชนาการ, 2550

ความต้องการเกลือแร่    

วัยรุ่นต้องการเกลือแร่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการเสริมสร้างร่างกาย เกลือแร่ที่มีความจำเป็นต่อความต้องการของร่างกายและมักพบปัญหาการขาดในวัยรุ่นส่วนใหญ่ คือ

1. แคลเซียม เป็นเกลือแร่ที่จำเป็นในการเสริมสร้างเซลล์กระดูกเพื่อการเจริญเติบโต และทำความแข็งแรงให้แก่กระดูกและฟัน นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ ดังนั้นวัยรุ่นจึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน (สำนักโภชนาการ, 2550) ซึ่งจะได้จากการกินอาหารจำพวก น้ำนม สัตว์เล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก นอกจากนี้ยังมีมากในผักใบเขียวต่าง ๆ

2. เหล็ก วัยรุ่นควรได้รับเหล็กให้เพียงพอกับการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งแบ่งตามช่วงอายุและเพศ (ตารางที่ 2.15) โดยวัยรุ่นหญิงจะมีความต้องการธาตุเหล็กมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเป็นระยะที่เริ่มมีประจำเดือน (menarche) จึงต้องการธาตุเหล็กเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียจากร่างกายประจำวันรวมกับการเสียเลือดทางประจำเดือน ดังนั้นวัยรุ่นหญิงจึงมีความต้องการเหล็กสูงกว่าหญิงที่เป็นผู้ใหญ่และมีประจำเดือนได้ถึงร้อยละ 30 (พัทธนันท์, 2555) อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงได้จากเครื่องในสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียว เป็นต้น

3. ไอโอดีน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นต่อมไทรอยด์จะทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้นด้วย วัยรุ่นจึงจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีไอโอดีนให้เพียงพอ (ตารางที่ 2.15) มิฉะนั้นอาจขาดไอโอดีนและเกิดโรคคอพอกขึ้นได้ เพื่อเป็นการป้องกันการขาดไอโอดีน วัยรุ่นควรใช้เกลือที่เติมไอโอดีนในการประกอบอาหารเป็นประจำและทานอาหารทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

ตารางที่ 2.15 ปริมาณเหล็กและไอโอดีนที่เด็กวัยรุ่นควรได้รับประจำวัน 

หมายเหตุ : สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนควรได้รับธาตุเหล็กจากอาหาร 11.8 มิลลิกรัม/วัน

ที่มา : สำนักโภชนาการ, 2550

ความต้องการวิตามิน

วัยรุ่นควรได้รับวิตามินต่าง ๆ ให้เพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตและป้องกันโรคขาดวิตามิน วิตามินที่พบปัญหาการขาดมาก ได้แก่

1. วิตามินเอ จำเป็นในการเจริญเติบโต และเพื่อบำรุงสุขภาพของเยื่อบุต่าง ๆ การขาดวิตามินเอทำให้มองไม่เห็นในเวลากลางคืน ผิวและผมแห้ง ตันผิวหนัง เล็บเปราะหักง่าย และรูขุมขนหนา (อัจฉรา, 2556) วัยรุ่นชายอายุ 9-15 ควรได้รับวิตามินเอวันละ 600 ไมโครกรัม/วัน ส่วนวัยรุ่นชายอายุ 16-18 ปี ควรได้รับวิตามินเอวันละ 700 ไมโครกรัม/วัน (สำนักโภชนาการ,2550) อาหารที่ให้วิตามินเอสูง ได้แก่ ตับสัตว์ต่าง ๆ ไข่แดง น้ำนม เนย ผักที่มีสีขาวจัด และผักที่มีสีเหลือง เป็นต้น

2. วิตามินบีสอง เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีน การขาดจะทำให้เกิดแผลริมฝีปาก ช่องคอบวมแดง มุมปากอักเสบที่เรียกว่าโรคปากนกกระจอก มีผื่นผิวหนังอักเสบมีขุยที่ใบหน้า คือ เป็นโรคเซ็บเดิร์ม (seborrheic dermatitis) (ประวิตร,2552) พบในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารดังกล่าววัยรุ่นชายและหญิงอายุ 9-13 ปีควรได้รับวิตามินบีสอง วันละ 0.9 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นชายอายุ 13-18 ปี ควรได้รับวันละ 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน และวัยรุ่นหญิงอายุ 13-18 ปีควรได้รับวันละ 1.0 มิลลิกรัมต่อวัน (สำนักโภชนาการ, 2550) อาหารที่ให้วิตามินบีสองสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ และผักใบเขียวต่าง ๆ เป็นต้น

3. วิตามินซี จำเป็นในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ขาดวิตามินซีทำให้เกิดตุ่มตามผิวหนัง มักเป็นที่ขาและต้นขา เหงือกบวม มีเลือดออกตามไรฟัน ที่เรียกว่าโรคลักปิดลักเปิด (ประวิตร, 2552) วัยรุ่นควรได้รับวิตามินซีวันละ 45-90 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งได้จากการกินผักสด ผลไม้สดทุกวัน

4. ความต้องการน้ำ เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญมาก เป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยควบคุมการทำงานในร่างกาย ดังนั้นจึงควรได้รับน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีการออกกำลังกายและเสียเหงื่อมาก ความต้องการน้ำในวัยรุ่นจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของพลังงานในร่างกายที่เพิ่มขึ้น วัยรุ่นชายมีความต้องการน้ำมากกว่าวัยรุ่นหญิง วัยรุ่นชายอายุ 9-12 ปี มีความต้องการน้ำ 1,700-2,550 มิลลิลิตรต่อวัน ช่วงอายุ 12-15 ปีมีความต้องการน้ำ 2,050-2,550 มิลลิลิตรต่อวัน และช่วงอายุ 15-18 ปี มีความต้องการน้ำ 2,250-3,375 มิลลิลิตรต่อวัน  ในขณะที่วัยรุ่นหญิงอายุ 9-12 ปีมีความต้องการน้ำ 1,600-2,400 มิลลิลิตรต่อวัน ช่วงอายุ 12-15 ปีมีความต้องการน้ำ 1,800-2,550 มิลลิลิตรต่อวัน และช่วงอายุ 15-18 ปี มีความต้องการน้ำ 1,850-2,775 มิลลิลิตรต่อวัน (พัทธนันท์, 2555)

การจัดอาหารสำหรับเด็กวัยรุ่น    

วัยรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดอาหารสำหรับวัยรุ่นนอกจากจะครบทั้งห้าหมู่แล้วควรมีปริมาณพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอ โดยอาหารสำหรับวัยรุ่นโดยทั่ว ๆ ควรได้พลังงานจากโปรตีนร้อยละ 46-65 และควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่นกลุ่มแป้ง ข้าว ขนมปัง 8-12 ทัพพี ผัก 2-4 ส่วนต่อวัน (4-6 ทัพพี) เพื่อให้ได้วิตามินและเกลือแร่ควรรับประทานผลไม้สด 3-5 ส่วนต่อวัน ไขมันน้อยกว่าร้อยละ 30 และควรมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัวต่อไขมันไม่อิ่มตัวในสัดส่วน 1 : 1 ดังแสดงในตารางที่ 2.16 นอกจากนี้การจัดอาหารและการบริโภคที่ถูกต้องของวัยรุ่นควรประกอบด้วย

1. จัดอาหารที่มีคุณค่าและปริมาณเพียงพอ ครบทั้ง 3 มื้อ และควรมีอาหารว่างที่มีประโยชน์

2. ผู้ปกครองร่วมรับประทานอาหารด้วย เพื่อร่วมพูดคุยและรับฟังปัญหาโดยควรรับประทานอาหารกันพร้อมหน้ากันทุกมื้อเท่าที่ทำได้

3. การจัดอาหารควรเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก ให้เพิ่มมากขึ้นได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไข่ นมถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งต้องช่วยเสริมด้วยอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ เป็นต้น

4. ควรแนะนำการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดให้ได้คุณค่า คือพยายามให้ได้สารอาหารครบ เช่น ไก่ทอดต้องสั่งสลัดผัก ใส่น้ำสลัดพอควรหรือน้ำสลัดไขมันน้อย รวมถึงการเลือกดื่มมิลค์เชคหรือน้ำผลไม้แทนน้ำอัดลม เป็นต้น

5. ควรแนะนำการบริโภคอาหารจานด่วนให้ได้คุณค่า โดยเลือกรับประทานอาหารจานด่วนแบบไทย เช่น ข้าวราดแกงเขียวหวานไก่ยอดมะพร้าวกับไข่ดาว และผลไม้หรือขนมหวานที่ไม่หวานจัด ซึ่งจะทำให้ไดรับสารอาหารครบ 5 หมู่

ตารางที่ 2.16 ปริมาณอาหารที่แนะนำให้บริโภคใน 1 วันของเด็กวัยรุ่น พลังงาน 1,800-2,000 กิโลแคลอรี 

ที่มา : ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช, 2556ก

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "พื้นฐานโภชนบำบัด" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา ดลวิทยาคุณ จากสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่