Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 512,326 คน

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin) คือมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง ซึ่งมักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยร่างกายกำจัดการติดเชื้อที่เกิดขึ้น

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เกิดความผิดปกติขึ้น โดยเซลล์ลิมโฟไซต์ที่ผิดปกตินี้จะเริ่มควบคุมไม่ได้ และมีการแบ่งตัวสร้างเซลล์ที่ผิดปกติมากขึ้น จนทำให้เกิดก้อนมะเร็ง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin สามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิด ขึ้นอยู่กับการดำเนินโรค ความรุนแรงของโรค และชนิดของเซลล์ที่เกิดความผิดปกติ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

ในปัจจุบันยังไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมากนัก และในผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคนี้ก็ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคชัดเจน

ปัจจัยที่ทราบหรือสงสัยว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน มีดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด นักวิจัยกล่าวว่าการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดชนิดนี้อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิดที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ตัวอย่างเชื้อในกลุ่มนี้ เช่น ไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ไวรัสเอ็บสไตบาร์ (Epsterin-Barr) ซึ่งทำให้เกิดโรคโมโนนิวคลิโอซิส (Monomucleosis) ไวรัส Human T-lymphocytotrophic (HTLV) และเชื้อเอช ไพโลริ (H. pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
  • อายุ อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเพิ่มขึ้น โดยโรคนี้สามารถพบได้มากในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เพศ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • สารเคมี การได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น เบนซีน และสารเคมีที่ใช้ฆ่าพืชหรือฆ่าแมลงบางชนิด อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ในภายหลังได้เช่นกัน
  • การได้รับรังสี ผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นมาก่อนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินในเวลาต่อมา
  • การมีประวัติเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากคุณเคยได้รับการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินมาก่อน โดยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเกิดจากการได้รับยาเคมียำยัดและการฉายแสง

อัตราการรอดชีวิตของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

แพทย์มักพยากรณ์โรคมะเร็งโดยใช้อัตราการมีชีวิตอยู่ที่ 5 ปีหลังการวินิจฉัย แม้ว่าผู้ป่วยบางคนจะมีชีวิตอยู่นานกว่านั้นก็ตาม ซึ่งมีผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินประมาณ 70% ที่มีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 5 ปี อ้างอิงจากสถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) แต่ระยะเวลาของผู้ป่วยแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่างด้วย เช่น ระยะของโรคมะเร็งในขณะที่วินิจฉัยพบโรค เป็นต้น

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินในเด็ก

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินจัดเป็นเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยลำดับที่ 5 จากโรคมะเร็งในเด็กทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 15 ปีเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 800 คน ซึ่งผู้ป่วยเด็กส่วนมากที่เป็นโรคนี้ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าพบได้น้อยในเด็ก แต่ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากมีความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินสามารถรักษาได้ด้วยหลายวิธี โดยวิธีการที่แพทย์แนะนำนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเป็นกลุ่มของโรคมะเร็งหลายชนิด) และระยะของการดำเนินโรค โดยดูว่ามะเร็งได้ลุกลามไปมากขนาดไหนแล้ว

การรักษาหลักของโรคนี้ประกอบด้วยการให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) การใช้ยาชนิดเจาะจงเซลล์มะเร็ง (Targeted therapy) และการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิด

การใช้ยา 

คือการให้ยาต้านโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะผ่านทางการกินหรือการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ซึ่งมียาในกลุ่มนี้หลายตัวที่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินได้ โดยอาจมีการใช้ยามากกว่า 1 ชนิดในการรักษา เช่น ใช้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรืออาจใช้คู่กับการรักษาวิธีอื่น เช่น การฉายรังสี ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคมะเร็ง

สูตรยาเคมีบำบัดสำหรับการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การแพร่กระจายของโรค ซึ่งสูตรยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ใช้บ่อยที่สุดเรียกว่า ABVD ซึ่งมีการใช้ยาเคมีบำบัด 4 ตัวด้วยกัน คือ

  • Adriamycin (Doxorubicin)
  • Bleomycin
  • Vinblastine
  • Dacarbazine

การให้ยาเคมีบำบัดมักให้เป็นรอบ ระหว่างรอบอาจเว้นระยะหลายวัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากการรักษา โดยคุณอาจต้องไปที่คลีนิกหรือโรงพยาบาลเพื่อรับยาหากเป็นยาที่ต้องให้ผ่านทางเส้นเลือดดำ นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดมักมีผลข้างเคียง ซึ่งมีความรุนแรงและรูปแบบอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดและปริมาณยาเคมีบำบัดที่ใช้

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ผมร่วง
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • อ่อนเพลียมาก
  • เบื่ออาหาร
  • มีเลือดออกหรือช้ำง่าย
  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

การฉายรังสี

การฉายรังสี คือ การใช้รังสีเอกซเรย์ซึ่งมีพลังงานสูงในการทำลายเซลล์มะเร็ง โดยใช้วิธีที่เรียกว่าการฉายรังสีจากภายนอก (External beam radiation) การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาไม่กี่นาที และมักจะทำสัปดาห์ละ 5 วัน ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การฉายรังสีเป็นการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเพียงวิธีเดียวได้ โดยเฉพาะในกรณีที่พบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้การฉายรังสีควบคู่ไปกับการให้ยาเคมีบำบัดมากกว่า

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ได้แก่

  • มีความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณที่ถูกฉายรังสี โดยอาจมีลักษณะเหมือนถูกแดดเผา
  • อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้

การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดคือการรักษาที่ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นตัวต่อสู้กับโรคมะเร็ง การรักษาวิธีนี้อาจใช้เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งหรือเพื่อชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยหนึ่งในการทำภูมิคุ้มกันบำบัดซึ่งจะช่วยให้เซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางประเภทมีการหดตัวก็คือการทำอินเตอร์เฟอรอน (Interferon)

การใช้ยาชนิดเจาะจงเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

การใช้ยาชนิดเจาะจงเซลล์มะเร็งเป็นการใช้ยาซึ่งสามารถระบุและทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำอันตรายเซลล์ปกติอื่นๆ

มียา 2 ชนิดที่สามารถนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินได้

  • Monoclonal antibodies เป็นโปรตีนจากเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อให้สามารถระบุและทำลายเซลล์มะเร็ง
  • Proteasome inhibitors คือยาที่ใช้เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งบางชนิด

การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิด

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกหรือจากเลือดอาจเป็นการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะโรคสงบ หรือผู้ที่มีการกลับเป็นซ้ำของโรคระหว่างหรือหลังการรักษา ในบางครั้งแพทย์อาจต้องใช้ยาเคมีบำบัดและการฉายรังสีในปริมาณมากเพื่อทำการฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่อาจทำให้มีการทำลายไขกระดูกซึ่งเป็นสถานที่สร้างเม็ดเลือด ดังนั้นจึงต้องทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อทดแทนไขกระดูกที่ถูกทำลายไปด้วย ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้อาจนำมาจากส่วนอื่นของร่างกายหรืออาจได้รับมาจากคนอื่นก็ได้

การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินรูปแบบใหม่

มีการวิจัยในมนุษย์ที่ศึกษาวิธีการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินแบบใหม่ หรือการผสมการรักษาที่เคยใช้แล้วขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยบอกว่าวิธีการรักษาใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นปลอดภัยและได้ผลดีกว่าการรักษาแบบเก่าหรือไม่ โดยผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัยจะได้รับยาหรือการรักษาวิธีใหม่ที่ไม่ได้รับในการรักษาปกติ ซึ่งก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากกว่าจะสรุปได้ว่าวิธีแบบใหม่จะได้ผลดีจริงหรือไม่

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

แผลพุงพองตามร่างกายเรื้อรังเกิดจากไขมันในเลือดสูงหรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มียาหรือยาฉีดแก้น้ำเหลืองเสียไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แฟนปวดตรงข้างๆคอคะ แล้วมีอาการบวมเป็นบางครั้ง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่