ยา

ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Nasal decongestant)

แนะนำตัวยาบรรเทาอาการคัดจมูก วิธีใช้ที่ปลอดภัย ขนาดการใช้ที่เหมาะสม และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
เผยแพร่ครั้งแรก 30 พ.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 30 พ.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Nasal decongestant)

อาการคัดจมูก เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปของโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบและไซนัสอักเสบ เกิดขึ้นจากการอุดกั้นของทางเดินอากาศในโพรงจมูก การอักเสบเป็นสาเหตุหลักเบื้องหลังของการเกิดการอุดกั้นนี้ โดยเมื่อกระบวนการการอักเสบถูกกระตุ้นโดยสารสื่อกลาง (เช่น ฮีสตามีน) จะทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดในโพรงจมูก เพิ่มการหลั่งเมือกในโพรงจมูกมากขึ้น และทำให้เกิดการบวม เป็นผลให้ทางเดินอากาศแคบลง ผู้ป่วยจึงรู้สึกหายใจไม่โล่ง ไม่สะดวก ยาบรรเทาอาการคัดจมูกที่ใช้จึงมีกลไกทำให้หลอดเลือดหดตัวเป็นหลัก ปัจจุบันยาที่ใช้มีวางจำหน่ายใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ยาชนิดรับประทาน และยาสำหรับใช้เฉพาะที่ แต่ละชนิดมีรายละเอียดดังนี้

1. ยาชนิดรับประทาน

ตัวอย่างยาในกลุ่ม

  • ซูโดเอฟริดรีน (Pseudoephedrine) มีวางจำหน่ายในรูปแบบยารับประทาน ออกฤทธิ์ช้ากว่ายารูปแบบสเปรย์พ่นจมูก แต่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนานกว่า และก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า ยาชนิดรับประทานไม่ก่อให้เกิดอาการคัดจมูกที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมเมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลานาน (Rebound decongestion) ซึ่งการเกิด Rebound decongestion นี้เกิดขึ้นจากเมื่อยาหมดฤทธิ์ในการทำให้หลอดเลือดฝอยหดตัว อาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกกลับมาบวมใหม่ ทำให้อาการคัดจมูกกลับมาเหมือนเดิม หรือมีอาการรุนแรงขึ้นกว่าเดิม อาการนี้มักเกิดในผู้ที่ใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกในรูปแบบสเปรย์พ่นจมูกต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซูโดเอฟริดรีนขนาดยาไม่เกิน 180 มิลลิกรัมไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด แต่การใช้ยาขนาดที่สูง (210-240 มิลลิกรัม) สามารถเพิ่มความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แล้ว ซูโดเอฟริดรีนอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรงเมื่อให้ยาร่วมกับยาต้านเศร้าในกลุ่ม MAOI (Mono Amine Oxidase Inhibitor) เช่น Rasagiline, Selegiline, Isocarboxazid, Phenelzine และ Tranylcypromine) จึงไม่ควรใช้ยาสองกลุ่มนี้ร่วมกัน และซูโดเอฟริดรีนยังมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอ่อนๆ แม้ว่าจะใช้ยาในขนาดไม่สูงสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูกก็ตาม
  • ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) เนื่องจากฤทธิ์กระตุ้นประสาทของซูโดเอฟริดรีนทำให้มักมีการนำยาไปใช้ในทางที่ผิด ฟีนิลเอฟรีนจึงมีบทบาทเข้ามาแทนที่การใช้ซูโดเอฟริดรีน โดยฟีนิลเอฟรีนสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูกมีวางจำหน่ายทั้งในรูปแบบของยาชนิดรับประทานและชนิดสเปรย์พ่นจมูก แต่ปัจจุบันมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของยา เนื่องจากมีบางการศึกษาพบว่า ฤทธิ์ในการลดอาการคัดจมูกไม่แตกต่างจากยาหลอก (Placebo)

กลไกหลักของยาในกลุ่ม

  • ยากระตุ้นตัวรับอัลฟ่า ชนิดที่ 1 ทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดฝอยที่บริเวณเยื่อบุโพรงจมูกที่บวม เลือดจึงไปเลี้ยงที่เยื่อบุโพรงจมูกลดลง ทำให้การหลั่งเมือกที่โพรงจมูกลดลง ทางเดินของอากาศกว้างขึ้น จึงทำให้รู้สึกจมูกโล่งและหายใจได้สะดวกขึ้น

ข้อบ่งใช้

  • ยาในรูปแบบรับประทาน ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี
  • ควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เนื่องจากฤทธิ์ในการหดตัวของหลอดเลือดอาจทำให้อาการแย่ลง
  • ยาซูโดเอฟริดรีนไม่ควรใช้ยาร่วมกับยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม MAOI (Mono Amine Oxidase Inhibitor)

2. ยาใช้เฉพาะที่ ชนิดสเปรย์พ่นจมูกและยาหยอดจมูก

ตัวอย่างยาในกลุ่ม

  • เอฟริดรีน (Ephedrine) *ปัจจุบันไม่มีตำรับยาที่มีเอฟริดรีนเป็นส่วนประกอบแล้ว โดยเอฟริดรีน ในอดีตนิยมใช้เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูก แต่ในปัจจุบันพบว่ายามีผลข้างเคียงสูง ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ ทั้งฤทธิ์ในการกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด กระตุ้นระบบประสาท รวมทั้งมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดจำนวนมาก นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้เอฟริดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทที่ 2
  • ยาอื่นในกลุ่มยาบรรเทาอาการคัดจมูสำหรับใช้เฉพาะที่ เช่น แนฟาโซลีน (Naphazoline) ออกซีเมทาโซลีน (Oxymetazoline) ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) ไทมาโซลีน (Tymazoline) และไซโลเมทาโซลีน (Xylometazoline) ข้อดีของยาบรรเทาอาการคัดจมูกสำหรับใช้เฉพาะที่คือมีการดูดซึมเข้าระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายที่ต่ำกว่ายาชนิดรับประทานมาก ไปจนถึงไม่มีการดูดซึมเลย ยาจึงแทบจะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ข้อจำกัดในการใช้จึงต่ำกว่ายาชนิดรับประทาน นิยมใช้เป็นยาทางเลือกแรกในการรักษาอาการคัดจมูก ยามีการออกฤทธิ์ที่ไวกว่ายาในรูปแบบรับประทาน แต่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่สั้นกว่า ข้อควรระวังที่สำคัญของการใช้ยาสำหรับใช้เฉพาะที่คือไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 3-5 วัน เนื่องจากยาอาจทำให้อาการคัดจมูกกลับมารุนแรงขึ้นกว่าเดิม การใช้ยาจึงแนะนำให้ใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่น เวลานอน โดยใช้ในความถี่และปริมาณน้อยที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ และใช้ต่อเนื่องไม่เกิน 3-5 วัน ผลข้างเคียงอื่นจากการใช้ยา ได้แก่ รู้สึกแสบจมูก ระคายเคือง จาม และโพรงจมูกแห้ง

กลไกหลักของยาในกลุ่ม

  • ยามีกลไกในการบรรเทาอาการคัดจมูกเช่นเดียวกันกับยาชนิดรับประทาน

ข้อบ่งใช้

  • ยาในรูปแบบสเปรย์พ่นจมูกและยาหยอดจมูก ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกินกว่า 3-5 วัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดยาอาจทำให้อาการคัดจมูกกลับมารุนแรงขึ้นกว่าเดิม (Rebound decongestion) ได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

11 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Familydoctor.org Editorial Staff. (2013, October). Decongestants: OTC relief for congestion (http://familydoctor.org/familydoctor/en/drugs-procedures-devices/over-the-counter/decongestants-otc-relief-for-congestion.printerview.all.html)
Harding, M. Patient (2018). Decongestants. (https://patient.info/chest-lungs/cough-leaflet/decongestants)
NHS (2016). Health A-Z. Decongestants. (https://www.nhs.uk/conditions/decongestants/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป