อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,252,527 คน

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

อาการปวดหลังส่วนล่าง เป็นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนเอว และบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ

สาเหตุอาการปวดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังส่วนล่างเกิดจากพยาธิสภาพ (การเปลี่ยนแปลงในร่างกายเมื่อเกิดโรค) บริเวณใดบริเวณหนึ่งของโครงสร้างกระดูกสันหลังที่มีสาเหตุจากหลายอย่าง สาเหตุสำคัญ เช่น โรคกระดูกพรุนหรือกระดูกโปร่งบาง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง ผลที่ตามมาคือ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน แนวของกระดูกสันหลังผิดไป โพรงกระดูกสันหลังแคบ และกระดูกสันหลังเคลื่อน ทำให้เกิดอาการปวดหลัง และปวดร้าวลงมาที่ขา

ผู้สูงอายุอาจมีประสบการณ์ปวดหลังร่วมกับกระดูกสันหลังพรุนและกระดูกแตก หรือจากการแพร่กระจายมะเร็งมาที่กระดูก ไตผิดปกติ หรือมีปัญหาของกระดูกเชิงกราน

สาเหตุอื่นๆ เช่น โรคอ้วน เครียด ซึมเศร้า

พยาธิสรีรภาพ (การเปลี่ยนแปลงของสรีระร่างกายในขณะเกิดโรค)

  • การปวดหลังส่วนล่างเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง พบได้ในผู้ที่มีอายุ 30 ถึง 50 ปี
  • โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของโปรตีโอไกลแคนในส่วนประกอบของดิสค์ (Disc) ที่อยู่บริเวณส่วนกลาง ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำไว้ลดลง ส่งผลให้กลไกแบบไฮโดรลิกของหมอนรองกระดูกสันหลังเสีย จึงเกิดแรงกดต่อเนื้อเยื่อรอบนอกของหมอนรองกระดูก จนทำให้เกิดรอยร้าวของกระดูก
  • เมื่อมีแรงกดมากขึ้น จะทำให้มีการฉีกขาดหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จึงทำให้มีอาการปวดหลัง หากเคลื่อนไปกดเส้นประสาทจะทำให้มีอาการชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เมื่ออายุมากขึ้นเอ็นที่อยู่รอบกระดูกสันหลังเสื่อม ทำให้ความยืดหยุ่นเสียไป ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมภาวะเสื่อมนี้ โดยการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้นบริเวณรอบๆ ของตัวกระดูกสันหลัง เรียกว่า Osteophyte (ออสตีโอฟัยท์) เพื่อช่วยให้ข้อมีความมั่นคงขึ้น และทำให้โพรงกระดูกสันหลังแคบ หลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณนั้นจะถูกบีบ ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง
  • ดังนั้น เมื่อไรที่อยู่ในท่าหลังแอ่นจะทำให้ช่องตีบมากขึ้น จึงเกิดอาการปวดหลัง และขาชาทั้งสองข้างเวลาเดิน หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีการเสื่อม จึงเกิดการเคลื่อนของปล้องกระดูกสันหลัง อันบนเหลื่อมออกไปจากปล้องกระดูกสันหลังอันล่าง ซึ่งมักเคลื่อนไปด้านหลัง จะเห็นชัดในท่าแอ่นหลัง แต่อาจเคลื่อนมาทางด้านหน้าซึ่งจะเห็นชัดในท่างอหลัง
  • การเคลื่อนของกระดูกสันหลังมักพบบริเวณ L4-5 และอาจเคลื่อนกดทับรากประสาท ทำให้มีอาการปวดและชา อาการปวดหลังส่วนล่างจากกระดูกสันหลังเสื่อม มีสาเหตุจากเนื้อเยื่อที่ไวต่ออาการปวด เช่น เยื่อดูรา เส้นประสาท เยื่อหุ้มข้อ เยื่อบุข้อ เป็นต้น เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้ถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการอักเสบ หรือระคายเคืองจะก่อให้เกิดอาการปวดได้

อาการ

ในระยะแรก จะมีอาการปวดหลังเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เวลายกของหนักอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ด้านหลัง ต้นขาถึงขาพับ แต่จะไม่ลงต่ำไปกว่าระดับเข่า อาการปวดจะลดลงเมื่อนอนพัก

ต่อมาจะมีอาการปวดบ่อยขึ้น และเป็นเรื้อรัง มักเกิดภายหลังการยืน เดิน นั่ง นานๆ หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้หลังแอ่น อาจมีอาการปวดเมื่อเส้นประสาทถูกบีบรัดจากช่องสันหลังที่ตีบแคบลง ทำให้มีอาการปวดและชาที่ขา

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

การวินิจฉัยโรค

  • มีประวัติปวดหลังและปวดร้าวไปที่สะโพก โคนขา หรือด้านหลังขา
  • ตรวจพบหลังแอ่นมากกว่าปกติบริเวณบั้นเอว (Lordosis)
  • คลำบริเวณหลังจะมีอาการกดเจ็บ
  • วัดความยาวของขาทั้งสองข้างมักจะไม่เท่ากัน
  • ทดสอบการกดรากประสาทด้วย Straight leg raising test (SLRT) โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายบนเตียง ผู้ตรวจค่อยๆ ยกขาผู้ป่วยขึ้นในท่าเข่าเหยียดออก หากผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงมาที่สะโพกหรือน่อง ในขณะที่งอสะโพกอยู่ระหว่าง 35-70 องศา อาจเกิดจากรากประสาทสันหลังระดับ L5 หรือ S1 ถูกกด บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ขาตามแนวเส้นประสาทไซอะติก (Sciatic nerve)
  • ตรวจพบการสูญเสียความรู้สึกบริเวณต่างๆ
  • ตรวจพบกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง
  • การตรวจอื่นๆ เช่น การถ่ายเอกซเรย์ (Plain X-ray) การตรวจคลื่นแม่เหล็ก (Magnetic resonance imaging: MRI) ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography scan: CT scan) และการถ่ายภาพฉีดสารทึบรังสีของไขสันหลัง (Myelography)

การรักษา

  • ให้ผู้ป่วยนอนพักบนเตียงในท่านอนหงาย ใช้หมอนหนุนบริเวณใต้เข่าเพื่อช่วยให้ข้อเข่าและสะโพกงอเล็กน้อย หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวจนสู่ภาวะปกติ
  • ให้ยาบรรเทาอาการปวด เช่น Acetaminophen (Tylenol) 
  • ให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen(Brufen) Diclofenac (Voltaren) Celecoxib (Celebrex)
  • คลายเครียดและผ่อนคลาย โดยให้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือ Opioid (โอปิออยด์)
  • ประคบร้อนเย็นจะช่วยลดอาการได้เป็นครั้งคราว
  • การดึงถ่วงน้ำหนัก (Traction) ในรายที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
  • การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Transcutaneous electrical nerve stimulation: TENS) โดยการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง
  • การบริหารร่างกาย
  • การใช้กายอุปกรณ์พยุงหลัง (Lumbosacral support: LS support)
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการกดทับรากประสาท

การพยาบาล

1. บรรเทาอาการปวดหลังโดยจัดให้นอนพักบนที่นอนที่แน่น ในท่านอนหงาย โดยใช้หมอนรองใต้เข่า ให้ข้อเข่าและสะโพกงอเล็กน้อย ส่วนในท่านอนตะแคง ใช้หมอนรองใต้ขาบน และใช้หมอนพยุงทางด้านหลังตามแนวความยาวของหลัง เวลาพลิกตะแคงตัวให้พลิกไปทั้งตัวไม่ให้หลังบิด

แนะนำท่าในการนอน ยืน และการยกของให้ถูกต้อง เช่น แนะนำให้ลุกจากที่นอนช้าๆ โดยนอนตะแคงก่อนแล้วใช้ข้อศอกยันพื้นเพื่อลุกขึ้น และลงนอนด้วยวิธีตะแคงตัวนอนลง หลีกเลี่ยงการใช้หลังก้มลงหยิบของ และไม่ยกของหนัก เป็นต้น

2. ดูแลให้ได้รับยาบรรเทาปวดตามแผนการรักษา และสังเกตผลข้างเคียงของยา หากพบต้องรายงานให้แพทย์ทราบ

3. สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการผ่าตัด ดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง

4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัด ดังนี้

  • บริหารกล้ามเนื้อขาและข้อ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดส่วนล่างของร่างกาย โดยการกระดกข้อเท้าขึ้นลงแล้วหมุนข้อเท้าเข้าใน และออกนอก ทำทีละข้าง แล้วเกร็งกล้ามเนื้อต้นขา พลิกตัวแบบท่อนซุงด้วยตนเอง
  • สวมใส่อุปกรณ์พยุงหลังก่อนลุกจากเตียง โดยใส่เสื้อรองในท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างแล้วยกสะโพก สอดเครื่องพยุงหลังเข้าใต้สะโพก ให้กึ่งกลางของเครื่องพยุงอยู่ตรงแนวของกระดูกสันหลัง โดยให้ขอบล่างอยู่ตรงก้นกบ ส่วนขอบบนสุดอยู่บริเวณกระดูกซี่โครง จัดให้เรียบร้อยกระชับพอดี
  • สำหรับการถอดเครื่องพยุงหลังให้ถอดบนเตียงในท่านอนหงาย
  • การลุกจากเตียงให้ลุกในท่านอนตะแคง ใช้ฝ่ามือ และข้อศอกยันตัวลุกนั่งบนเตียง เลื่อนตัวมานั่งขอบเตียง แกว่งขา 2 ข้างสลับกัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด 
  • การขึ้นบนเตียง ให้ขึ้นเตียงโดยนั่งบนเตียงก่อน แล้วเอนตัวลงบนเตียง ยกขาทั้ง 2 ข้างขึ้นบนเตียงในท่างอเข่า งอสะโพก เป็นท่านอนตะแคง
  • ฝึกหัดเดินโดยใช้เครื่องช่วยเดิน

5. ระวังการติดเชื้อแผลผ่าตัด เช่น ดูแลความสะอาดแผลผ่าตัด ไม่ให้แผลถูกกระทบกระเทือน ไม่ให้แผลโดนน้ำหรือเปียกชื้น

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

6. ระวังการเกิดอุบัติเหตุจากอาการหน้ามืดเป็นลมขณะเปลี่ยนท่า เช่น จากนั่งเป็นยืน ขณะหัดเดินด้วยเครื่องช่วยเดินต้องระวังสิ่งกีดขวางบนพื้น พื้นที่เดินจะต้องเรียบ ไม่เปียก ไม่ลื่น

7. ให้คำแนะนำก่อนกลับบ้านในเรื่องต่างๆ เช่น การรับประทานยา การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน รักษาความสะอาดของร่างกาย ผ่อนคลายความเครียด

การดูแลรักษาหลังให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง 

  • การยืน ให้ยืนตัวตรง น้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้าง ไม่ยืนหลังค่อม หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรย่อเข่าเมื่อต้องยืนหรือเดินนานๆ ไม่สวมรองเท้าส้นสูง ควรนั่งเก้าอี้ที่สูงพอดี มีพนักพิงหลัง เมื่อนั่งแล้วเท้าทั้งสองข้างแตะพื้น นั่งตัวตรงพิงเก้าอี้ และไม่ควรนั่งนานๆ
  • การนอน ให้นอนท่านอนหงาย ใช้หมอนรองใต้คอถึงบริเวณไหล่ และใช้หมอนรองใต้เข่า ที่นอนควรแน่นแข็งไม่เป็นแอ่ง หรืออ่อนนุ่ม การลุกจากที่นอน ให้ลุกในท่านอนตะแคง
  • การหิ้วของหนัก ควรแบ่งหิ้ว 2 มือ และใช้การอุ้มของไว้บริเวณหน้าอกชิดลำตัว
  • การยกของ ควรหลีกเลี่ยงการก้มตัว โค้งตัว เพื่อก้มลงหยิบของ หลีกเลี่ยงการยกสิ่งของที่อยู่เหนือศีรษะมากๆ อย่าบิด หรือเอี้ยวตัว ขณะยกของหนัก เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้

ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัด สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดหลังมากขึ้น มีอาการขาชามากขึ้น มีไข้ มีสิ่งขับหลั่งจากแผลผ่าตัด หรือแผลบวม หากมีสิ่งผิดปกติเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้านให้ติดต่อพยาบาล

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
โรคเกาต์ (Gout; Gouty arthritis)
โรคเกาต์ (Gout; Gouty arthritis)
บทความต่อไป
9. โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
9. โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

ดูในแอป