อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ธ.ค. 17, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 233,861 คน

ความหมาย เป็นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงสร้างของกระดูกสันหลังส่วนเอวและบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ

สาเหตุ เกิดจากพยาธิสภาพบริเวณใดบริเวณหนึ่งของโครงสร้างกระดูกสันหลังที่มีสาเหตุจากหลายอย่าง ที่สำคัญ คือ โรคกระดูกพรุนหรือกระดูกโปร่งบาง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง ผลที่ตามมา คือ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน แนวของกระดูกสันหลังผิดไป โพรงกระดูกสันหลังแคบ และกระดูกสันหลังเคลื่อน ทำให้เกิดอาการปวด ขา และปวดร้าวมาที่ขา ผู้สูงอายุอาจมีประสบการณ์ปวดหลังร่วมกันกระดูกสันหลังพรุนและกระดูกแตก หรือจากการแพร่กระจายมะเร็งมาที่กระดูก ไตผิดปกติหรือมีปัญหาของกระดูกเชิงกราน อื่นๆ เช่น โรคอ้วน เครียด ซึมเศร้า เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดหลังจากโรคของกล้ามเนื้อและกระดูกผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง อาจต้องพึ่งด้วยการดื่มสุรา หรือยาแก้ปวด เพื่อรักษาอาการปวด

พยาธิสรีรภาพ การปวดหลังส่วนล่างเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง พบได้ในผู้ที่มีอายุ 30 ถึง 50 ปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของโปรตีโอไกลแคนในส่วนประกอบของดิสค์(Disc) ที่อยู่บริเวรส่วนกลาง ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำไว้ลดลง ทำให้กลไกแบบไฮโดรลิกของหมอนรองกระดูกสันหลังเสีย จึงเกิดแรงกดต่อเนื้อเยื่อรอบนอกของหมอนรองกระดูก ทำให้เกิดรอยร้าวของกระดูก เมื่อมีแรงกดมากขึ้นจะทำให้มีการฉีกขาดหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จึงทำให้มีอาการปวดหลัง หากเคลื่อนไปกดเส้นประสาทจะทำให้มีอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่ออายุมากขึ้นเอ็นที่อยู่รอบกระดูกสันหลังเสื่อม ทำให้ความยืดหยุ่นเสียไป ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมภาวะเสื่อมนี้ โดยการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้นบริเวณรอบๆ ของตัวกระดูกสันหลัง เรียกว่า Osteophyte เพื่อช่วยให้ข้อมีความมั่นคงขึ้น และทำให้โพรงกระดูกสันหลังแคบ หลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณนั้นจะถูกบีบทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้นเมื่อไรที่อยู่ในท่าหลังแอ่นจะทำให้ช่องตีบมากขึ้นจึงเกิดอาการปวดหลังและขาชาทั้งสองข้างเวลาเดิน หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีการเสื่อมจึงเกิดการเคลื่อนของปล้องกระดูกสันหลัง

อันบนเหลื่อมออกไปจากปล้องกระดูกสันหลังอันล่าง ซึ่งมักเคลื่อนไปด้านหลังจะเห็นชัดในท่าแอ่นหลัง แต่อาจเคลื่อนมาทางด้านหน้าจะเห็นชัดในท่างอหลัง การเคลื่อนของกระดูกสันหลังมักพบบริเวณ L4-5 และอาจเคลื่อนกดทับรากประสาท ทำให้มีอาการปวดและชา อาการปวดหลังส่วนล่างจากกระดูกสันหลังเสื่อมมีสาเหตุจากเนื้อเยื่อที่ไวต่ออาการปวด เช่น เยื่อดูรา เส้นประสาท เยื่อหุ้มข้อ เยื่อบุข้อ เป็นต้น เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้ถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการอักเสบ หรือระคายเคืองจะก่อให้เกิดอาการปวดได้

อาการ มีอาการปวดหลังซึ่งในระยะแรกจะเกิดเป็นครั้งคราวเวลายกของหนักอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ด้านหลัง ต้นขาถึงขาพับแต่จะไม่ลงต่ำไปกว่าระดับเข่า อาการปวดจะลดลงเมื่อนอนพัก ต่อมาจะมีอาการปวดบ่อยขึ้นและเป็นเรื้อรัง มักเกิดภายหลังการยืน เดิน นั่ง นานๆ หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้หลังแอ่น อาจมีอาการปวดเมื่อเส้นประสาทถูกบีบรัดจากช่องสันหลังที่ตีบแคบลงทำให้มีอาการปวดและชาที่ขา

การวินิจฉัยโรค มีประวัติปวดหลังและปวดร้าวไปที่สะโพก โคนขา หรือด้านหลังขา ตรวจพบหลังแอ่นมากกว่าปกติบริเวณบั้นเอว (Lordosis) คลำบริเวณหลังจะมีอาการกดเจ็บ วัดความยาวของขาทั้งสองข้างมักจะไม่เท่ากัน ทดสอบการกดรากประสาทโดยทำ Straight leg raising test (SLRT) โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายบนเตียง ผู้ตรวจค่อยๆ ยกขา ผู้ป่วยขึ้นในท่าเข่าเหยียดออก หากผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงมาที่สะโพกหรือน่องในขณะที่งอสะโพกอยู่ระหว่าง 35-70 องศา อาจเกิดจากรากประสาทสันหลังระดับ L5 หรือ S1 ถูกกด บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ขาตามแนวเส้นประสาทไซอะติก (Sciatic nerve) นอกจากนี้อาจตรวจพบการสูญเสียความรู้สึกบริเวณต่างๆ และตรวจพบกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงทั้งด้านหน้า-หลังและด้านข้าง การตรวจอื่นๆ เช่น การถ่ายเอกซเรย์ (Plain X-ray) การตรวจคลื่นแม่เหล็ก (Magnetic resonance imaging; MRI) ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography scan; CT scan) และ Myelography

การรักษา โดยให้ผู้ป่วยนอนพักบนเตียงในท่านอนหงาย ใช้หมอนหนุนบริเวณใต้เข่าเพื่อช่วยให้ข้อเข่าและสะโพกงอเล็กน้อย ให้หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการปวดโดยค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวจนสู่ภาวะปกติ ใหยาบรรเทาอาการปวด เช่น Acetaminophen (Tylenol) เป็นต้น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs) เช่น Ibuprofen

(Brufen), Diclofenac (Voltaren), Celecoxib (Celebrex) คลายเครียดและผ่อนคลาย โดยให้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือOpioid ประคบร้อนเย็นจะช่วยลดอาการได้เป็นครั้งคราว การดึงถ่วงน้ำหนัก (Traction) ในรายที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Transcutaneous electrical nerve stimulation; TENS) โดยการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง การบริหารร่างกาย การใช้กายอุปกรณ์พยุงหลัง (Lumbosacral support; LS support) และการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการกดทับรากประสาท

การพยาบาล1) บรรเทาอาการปวดหลังโดยจัดให้นอนพักบนที่นอนที่แน่น ในท่านอนหงาย โดยใช้หมอนรองใต้เข่าให้ข้อเข่าและสะโพกงอเล็กน้อย ส่วนในท่านอนตะแคงใช้หมอนรองใต้ขาบนและใช้หมอนพยุงทางด้านหลังตามแนวความยาวของหลัง เวลาพลิกตะแคงตัวให้พลิกไปทั้งตัวไม่ให้หลังบิด แนะนำท่าในการนอน ยืน และการยกของให้ถูกต้อง เช่น แนะนำให้ลุกจากที่นอนช้าๆ โดยนอนตะแคงก่อนแล้วใช้ข้อศอกยันพื้นเพื่อลุกขึ้นและลงนอนด้วยวิธีตะแคงตัวนอนลง หลีกเลี่ยงการใช้หลังก้มลงหยิบของ และไม่ยกของหนัก เป็นต้น

2) ดูแลให้ได้รับยาบรรเทาปวดตามแผนการรักษา และสังเกตผลข้างเคียงของยา หากพบรายงานให้แพทย์ทราบ

3) สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการผ่าตัด ดูและผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง

4) ให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัด เช่น บริหารกล้ามเนื้อขาและข้อ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดส่วนล่างของร่างกายโดยการกระดกข้อเท้าขึ้นลงแล้วหมุนข้อเท้าเข้าในและออกนอกทำทีละข้าง แล้วเกร็งกล้ามเนื้อต้นขา พลิกตัวแบบท่อนซุงด้วยตนเอง สวมใส่อุปกรณ์พยุงหลังก่อนลุกจากเตียงโดยใส่เสื้อรองในท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างแล้วยกสะโพกสอดเครื่องพยุงหลังเข้าใต้สะโพก ให้กึ่งกลางของเครื่องพยุงอยู่ตรงแนวของกระดูกสันหลัง โดยให้ขอบล่างอยู่ตรงก้นกบ ส่วนขอบบนสุดอยู่บริเวณกระดูกซี่โครงจัดให้เรียบร้อยให้กระชับพอดี สำหรับการถอดเครื่องพยุงหลังให้ถอดบนเตียงในท่านอนหงาย การลุกจากเตียงให้ลุกในท่านอนตะแคง ใช้ฝ่ามือและข้อศอกยันตัวลุกนั่งบนเตียงเลื่อนตัวมานั่งขอบเตียง แกว่งขา 2 ข้างสลับกัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อฝึกหัดเดินโดยใช้เครื่องช่วยเดิน ส่วนการขึ้นบนเตียงให้ขึ้นเตียงโดยนั่งบนเตียง

ก่อน แล้วเอนตัวลงบนเตียง แล้วยกขาทั้ง 2 ข้างขึ้นบนเตียงในท่างอเข่า งอสะโพก เป็นท่านอนตะแคง

5) ระวังการติดเชื้อแผลผ่าตัด เช่น ดูแลความสะอาดแผลผ่าตัด ไม่ให้แผลถูกกระทบกระเทือน ไม่ให้แผลโดนน้ำหรือเปียกชื้อ

6) ระวังการเกิดอุบัติเหตุจากอาการหน้ามืดเป็นลมขณะเปลี่ยนท่า เช่น จากนั่งเป็นยืน ขณะหัดเดินด้วยเครื่องช่วยเดินต้องระวังสิ่งกีดขวางบนพื้น พื้นที่เดินจะต้องเรียบ ไม่เปียก ไม่ลื่น

7) ให้คำแนะนำก่อนกลับบ้านในเรื่องต่างๆ เช่น การรับประทานยา การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน รักษาความสะอาดของร่างกาย ผ่อนคลายความเครียด การดูแลรักษาหลังให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ดังนี้

การยืน ให้ยืนตัวตรง น้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้าง ไม่ยืนหลังค่อม หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรย่อเข่าเมื่อต้องยืนหรือเดินนานๆ ไม่สวมรองเท้าซ่นสูง ควรนั่งเก้าอี้ที่สูงพอดีมีพนักพิงหลังเมื่อนั่งแล้วเท้าทั้งสองแตะพื้น นั่งตัวตรงพิงเก้าอี้และไม่ควรนั่งนานๆ

การนอน ให้นอนท่านอนหงาย ใช้หมอนรองใต้คอถึงบริเวณไหล่ และใช้หมอนรองใต้เข่า ที่นอนควรแน่นแข็งไม่เป็นแอ่งหรืออ่อนนุ่ม การลุกจากที่นอนให้ลุกในท่านอนตะแคง

การหิ้วของหนัก ควรแบ่งหิ้ว 2 มือและใช้การอุ้มของไว้บริเวณหน้าอกชิดลำตัว

การยกของ ควรหลีกเลี่ยงการก้มตัว โค้งตัว เพื่อก้มลงหยิบของ หลีกเลี่ยงการยกสิ่งของที่อยู่เหนือศีรษะมากๆ อย่าบิดหรือเอี้ยวตัวขณะยกของหนัก เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้

มาพบแพทย์ตามนัด สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดหลังมากขึ้น มีอาการขาชามากขึ้นหรือมีไข้ มีสิ่งขับหลั่งจากแผลผ่าตัด แผลบวม หากมีสิ่งผิดปกติควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้านให้ติดต่อพยาบาล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่