ไรหูในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 28, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 639,218 คน

ไรหูในแมว (Otodectis cynotis) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตในกลุ่มไรที่มักก่อความรำคาญให้กับแมว โดยเฉพาะแมวที่ไม่ได้รับการป้องกันอย่างสม่ำเสมอ และแมวที่ภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะในแมวเด็ก ที่มักพบว่า ลูกแมวจะมีพร้อมกับอาการคันหู เอาขาเกา สะบัคหู เป็นต้น แต่ความอันตรายก็คือ ลูกแมวอาจเกาจนเกิดแผลรุนแรง เช่น บริเวณข้างแก้ม หรือเกาไปถูกตาและกระจกตาเป็นแผล หรืออาจสะบัดหูจนกลายเป็นห้อเลือด โชคดีที่เจ้าตัวไรไม่ได้ติดคน จึงไม่มีความน่ากลัวใดๆ

อาการของโรค

  • คันมากบริเวณหู คอหรือแก้ม
  • อาจพบอาการคันทั่วตัว หากเกิดอาการแพ้ได้
  • เกาอย่างรุนแรง หรือสะบัดหัว
  • สะเก็ดแผลตามใบหน้า คอ หลังและหาง
  • ขี้หูสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม อาจพบเม็ดสีขาวๆเคลื่อนที่ได้ นั่นคือตัวไร

การวินิจฉัยโรค

เจ้าของต้องอธิบายถึงเวลาที่แมวเริ่มแสดงอาการเป็นอันดันแรก รวมไปถึงการสัมผัสกับสัตว์อื่น ซึ่งมีโอกาสเป็นตัวแพร่เชื้อไรมาสู่น้องแมวได้ โดยเฉพาะการออกไปเที่ยวนอกบ้าน การสู้หรือกัดกัน เป็นต้น แมวอาจถูกตรวจเลือด ปัสสาวะและค่าต่างๆเพื่อยืนยันถึงความแข็งแรง และปลอดภัยจากโรคอื่นแน่นอน การตรวจที่สำคัญคือคือการตรวจผิวหนัง ซึ่งสัตวแพทย์จะทำการเก็บเศษขี้หู ไปตรวจดูผ่านทางกล้องจุลทรรศน์ การพบเชื้อไร เพียง 1 ตัวถือว่าติดโรค เพราะปกติแล้ว ไรในหู จะก่อให้เกิดโรคในแมว หากแมวมีอาการคันมากตามบริเวณอื่น อาจถูกขูดตรวจเพื่อหาไรขี้เรื้อนแห้งหรือการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ได้

การรักษา

การรักษาไรในหูทำได้ไม่ยาก สามารถใช้ยาหยอดหูที่มีส่วนผสมของยากำจัดไร ทำการเช็ดหูให้สะอาดทุกวันและหยอดหูตามไป นอกจากนี้ การใช้ยาหยอดหลังในกลุ่ม selamectin หรือ moxidectin จะสามารถกำจัดเชื้อไรที่ไม่ได้อยู่ในหูเสมอไป ออกไปจากร่างกายน้องแมวได้ แต่ต้องทำการหยอด 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ หากพบแผลข้างแก้มหรือตามลำตัวก็ทำแผลไปตามอาการ หรือหากพบแผลที่ตาจากการถูกเล็บข่วนขณะเกา ก็รักษาแผลที่กระจกตาร่วมด้วย เนื่องจากเวลาแมวชอบเอาหางมาใกล้หูเวลานอน จึงควรทำความสะอาดหางเป็นประจำด้วย

การดูแลและจัดการ

หากมีการเลี้ยงแมวหลายตัว แนะนำให้ทำการรักษาให้หมดทุกตัว เพราะมีการติดต่อกันแน่นอน หรือหากมีการนำเข้าแมวตัวใหม่มาจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติแน่ชัด ให้ทำการกักขังแยกเอาไว้ เพื่อให้แมวคุ้นเคยกับบรรยากาศและกักโรคไม่ให้แพร่มาสู่แมวที่เลี้ยงไว้ก่อนหน้า การรักษาค่อนข้างได้ผลดี เพียงแต่เจ้าของต้องมาตามนัดของสัตวแพทย์ และรักษาตามที่สัตวแพทย์กำหนดไว้ ไรไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถ้าไม่ได้อยู่บนตัวสัตว์เลี้ยง ดังนั้นการทำความสะอาดบ้านก็สามารถช่วยควบคุมไรได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ (1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม