Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

ประจำเดือนมาไม่ปกติ (Menstrual Irregularity)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 525,085 คน

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามาก มีประจำเดือนครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 7 วัน หรือมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอจะเรียกว่า ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ ควรไปพบแพทย์หากว่ามีประจำเดือนมามากเกินหรือกินเวลานานจนเริ่มรู้สึกถึงผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การมีเลือดออกปริมาณมากๆ อาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) และอาจเป็นสัญญาณของภาวะสุขภาพต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้

โฆษณาจาก HonestDocs
"งูสวัด" ภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาในตัวผู้สูงอายุ

ืพาผู้ใหญ่ในบ้านมา ฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนเลยวันนี้ เพียง 3,575 บ. เท่านั้น

%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%8835 internal ad

อาการของการมีประจำเดือนมาไม่ปกติ

ระยะเวลาและปริมาณประจำเดือนของผู้หญิงแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากแล้วผู้หญิงจะมีรอบประจำเดือนประมาณ 24-34 วัน มีการไหลเวียนของเลือดโดยเฉลี่ยประมาณ 4-5 วัน และเสียเลือดประมาณ 40 cc หรือ 3 ช้อนชา

หากเสียเลือดประจำเดือนไป 80 cc หรือ 5 ช้อนชาขึ้นไป จะนับว่ามีเลือดออกมาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมไปถึงการมีเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยมากกว่าหนึ่งชิ้นภายในหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้อาจรู้สึกถึงความไม่พร้อมจะทำกิจกรรมต่างๆ เพราะประจำเดือนมามากเกินไป

บางครั้งเลือดที่ออกมากับประจำเดือนก็มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ปนออกมา ซึ่งอาจทำให้เกิดสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ถึงภาวะโลหิตจาง เช่น เหนื่อยล้า ผิวซีด หายใจลำบาก วิงเวียน

สาเหตุของการมีประจำเดือนไม่ปกติ

ภาวะประจำเดือนไม่ปกติหรือไม่สม่ำเสมอ สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

  • การใช้ยา ยาต้านอักเสบ (Anti-inflammatory Drugs) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) หรือยาฮอร์โมนบางตัวสามารถส่งผลต่อการมีประจำเดือนได้
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ฮอร์โมน Estrogen และ Progesterone มีหน้าที่ควบคุมการก่อตัวของเยื่อบุมดลูก หากร่างกายมีฮอร์โมนเหล่านี้มากเกินจะทำให้บุคคลนั้นมีเลือดประจำเดือนออกมามาก โดยภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล (Hormone Imbalances) จะพบได้มากกับเด็กสาวที่เพิ่งมีประจำเดือน แต่ก็สามารถพบภาวะนี้ได้ในผู้หญิงที่ใกล้วัยทอง (Menopause) เช่นกัน
  • ภาวะทางการแพทย์ มีภาวะทางการแพทย์หลายชนิดที่ทำให้เกิดภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ ได้แก่
    • โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease (PID)) และภาวะติดเชื้ออื่นๆ สามารถทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ เช่นเดียวกับโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ที่ทำให้ผนังเนื้อเยื่อในมดลูกเริ่มงอกไปยังส่วนอื่นของร่างกาย จนทำให้ประจำเดือนมามากพร้อมกับความเจ็บปวด
    • ภาวะเลือดผิดปกติทางพันธุกรรม การมีประจำเดือนมากกว่าปกติ สามารถเกิดจากภาวะเลือดทางพันธุกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อการเกิดลิ่มเลือด
    • เนื้องอกหรือมะเร็ง มะเร็งปากมดลูก มดลูก หรือรังไข่ สามารถทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ เช่นเดียวกับเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งในมดลูก ก็สามารถทำให้ประจำเดือนมามากหรือนานกว่าปกติได้เช่นกัน
  • สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่
    • ภาวะไข่ไม่ตก เมื่อไม่มีการตกไข่ (Annovulation) จะทำให้ร่างกายขาดฮอร์โมน Progesterone จนทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
    • ภาวะอะดีโนไมโอซิส เมื่อต่อมจากผนังเยื่อบุมดลูกฝังตัวเข้ากล้ามเนื้อมดลูก จึงทำให้ประจำเดือนมามาก
    • การตั้งครรภ์นอกมดลูก หากมีประจำเดือนมามากระหว่างตั้งครรภ์ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการนี้อาจเป็นสัญญาณของการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธินอกภายในท่อนำไข่ (Fallopian Tube) แทนที่จะเป็นในมดลูก ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่าการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์?

ควรไปพบสูตินรีแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีเพื่อตรวจภายในร่างกาย และควรไปพบแพทย์ทันทีที่พบว่ามีเลือดออกกระปริดกระปรอยระหว่างมีประจำเดือน หลังหมดประจำเดือน หลังมีเพศสัมพันธ์ และขณะตั้งครรภ์

นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว หากพบความผิดปกติดังต่อไปนี้ ก็ควรไปพบแพทย์เช่นกัน

โฆษณาจาก HonestDocs
"งูสวัด" ภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาในตัวผู้สูงอายุ

ืพาผู้ใหญ่ในบ้านมา ฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนเลยวันนี้ เพียง 3,575 บ. เท่านั้น

%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%8835 internal ad
  • มีประจำเดือนนานกว่า 1 สัปดาห์บ่อยครั้ง
  • ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยมากกว่า 1 ชิ้นต่อชั่วโมง นานหลายชั่วโมงติดกัน
  • มีอาการปวดรุนแรง และมีไข้
  • มีกลิ่นหรือของเสียผิดปกติขับออกมา
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้
  • ขนงอกผิดปกติ
  • มีสิวขึ้นจุดใหม่
  • มีของเหลวออกจากหัวนม

ระหว่างนี้ควรเลี่ยงการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย Aspirin เพราะจะยิ่งทำให้เลือดออกมากขึ้น

การวินิจฉัยภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ

หากเกิดภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ แพทย์จะตรวจภายในและตรวจเชิงกรานพร้อมกับสอบถามประวัติสุขภาพ หากอาการที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก แพทย์อาจวินิจฉัยเพิ่มเติม ดังนี้

  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) เพื่อตรวจสอบการติดเชื้อหรือเซลล์เนื้อร้ายต่าง ๆ
  • การตรวจเลือด เพื่อตรวจสอบภาวะโลหิตจาง ปัญหาการเกิดลิ่มเลือด และการทำงานของต่อมไทรอยด์
  • การอัลตราซาวด์เชิงกราน เพื่อถ่ายภาพมดลูก รังไข่ และเชิงกรานของคุณ
  • การตรวจชิ้นเนื้อโพรงมดลูก หากแพทย์ต้องประเมินปัญหาที่อาจเกิดกับมดลูกของผู้ป่วย แพทย์อาจเจาะตรวจชิ้นเนื้อโพรงมดลูก (Endometrial Biopsy) ซึ่งเป็นการนำเนื้อเยื่อมดลูกไปวิเคราะห์ โดยแพทย์อาจใช้วิธีสอดกล้องในโพรงมดลูก (Diagnostic Hysteroscopy) เพื่อให้เห็นภาพภายในมดลูกด้วยท่อยาวที่มีไฟฉายกับกล้องติดอยู่ที่ปลายสอดเข้าไปและใช้ตัดติ่งเนื้อต่างๆ
  • Sonohysterogram เป็นกระบวนการที่มีทั้งการฉีดของเหลวเข้าไปในมดลูกและการใช้อัลตราซาวด์ฉายภาพโพรงมดลูกเพื่อตรวจสอบติ่งเนื้อหรือเนื้องอก

การรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ

การรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติจะขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวม เหตุผลที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และแผนการมีบุตรในอนาคต ซึ่งตัวเลือกการรักษามีดังต่อไปนี้

  • การใช้ยา การรักษาด้วยยามีดังนี้
    • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs (NSAIDS)) เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen ที่สามารถลดปริมาณเลือดที่เสียลงได้
    • อาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อรักษาภาวะโลหิตจาง
    • การฉีดทดแทนฮอร์โมน เพื่อรักษาภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล
    • การรับประทานยาคุมกำเนิด เพื่อช่วยควบคุมและร่นระยะเวลาของประจำเดือนลง
  • กระบวนการทางการแพทย์ ได้แก่
    • Dilation and curettage (D&C) คือกระบวนการที่แพทย์จะชะล้างคอมดลูกและขัดเนื้อเยื่อออกจากผนังเยื่อบุมดลูก กระบวนการนี้เป็นกระบวนการทั่วไป และมักจะช่วยลดระยะเวลาที่มีประจำเดือนออกได้
    • การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Ablation) คือกระบวนการที่ดำเนินการกับผู้ป่วยหญิงที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล กระบวนการนี้จะทำลายเยื่อบุมดลูกออกเพื่อลดปริมาณประจำเดือนลง วิธีการนี้อาจทำให้โอกาสตั้งครรภ์หลังกระบวนการลดลงเช่นกัน
    • การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) คือการผ่าตัดกำจัดมดลูกและคอมดลูกออก เป็นการรักษาสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเนื้องอก และยังใช้ในการรักษาโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น การผ่าตัดมดลูกจะเป็นการยับยั้งการมีบุตรอย่างถาวร และทำให้ถึงวัยหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร

ที่มาของข้อมูล

Ann Pietrangelo, menstrual irregularity (https://www.healthline.com/symptom/menstrual-irregularity), 1 กุมภาพันธ์ 2016

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

การมีประจำเดือนมาไม่ปกติเกิดจากสาเหตุอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่