การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันที่แน่ชัด เรารู้กันแต่เพียงว่าเกิดจากความดันในหูไม่เท่ากัน  การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็น “การรักษาหรือบรรเทาอาการตามที่พบ” เช่น หากเวียนศีรษะ แพทย์จะจ่ายยาระงับอาการเวียนศีรษะก่อนเป็นอันดับแรก อาจต้องให้ยาฉีดถ้ามีอาการเวียนหัวบ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียนและให้นอนพักเพื่อให้อาการสงบ ถ้าอาเจียนมากแพทย์ให้ยาแก้อาเจียนด้วย

สมัยก่อนอาจให้คนไข้รับประทานยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน ปัจจุบันมียารับประทานเพื่อปรับความดันน้ำในหู รวมทั้งยาขยายหลอดเลือด ยาลดอาการเวียนศีรษะคลื่นไส้ อาเจียน ตลอดจนยากล่อมประสาท และยานอนหลับเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปรกติ

อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาเป็นรายๆไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ เบาหวาน และผู้สูงอายุที่ควรระมัดระวังในการให้ยาเป็นพิเศษ

ผู้ป่วยและญาติจึงควรมีความเข้าใจในการรักษาและการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลตนเองและลดปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคให้มากที่สุด

"การรักษาเบื้องต้น” เมื่อเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน

เมื่อเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน หากผู้ป่วยยังไม่เคยพบแพทย์มาก่อนและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากสาเหตุใด  โดยหลักทั่วไปผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • ควรหยุดเดิน และนั่งพักหรือนอนพัก เพราะการฝึกเดินขณะเวียนศีรษะอาจทำให้ผู้ป่วยล้มจนเกิดอุบัติเหตุได้
  • หากเกิดอาการขณะขับรถ ระหว่างทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับเครื่องจักร การขับขี่ยานพาหนะที่มีความเร็วสูง หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เมื่อรู้สึกเสียการทรงตัวควรหยุดทำกิจกรรมนั้นๆ ทันที เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดความสูญเสียต่อร่างกายหรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต เพราะโรคเหล่านี้มักไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน
  • ถ้าเวียนหัวมากควรนอนราบกับพื้นในบริเวณที่ไม่มีการเคลื่อนไหว มองไปยังวัตถุนิ่งๆหรือหลับตา 
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การหมุนหรือหันศีรษะ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงย หันหน้า หรือเอี้ยวตัว
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเรือ เพราะจะทำให้อาการเวียนศีรษะเป็นมากขึ้นได้ 
  • งดรับประทานอาหารทันทีหรือรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น  โจ๊ก ข้าวต้ม เพื่อป้องกันการอาเจียน นอกจากนี้เมื่ออาการดีขึ้นแล้วอาจดื่มน้ำขิงอุ่นๆ  เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น
  • อาการเวียนหัวลดลงแล้ว ควรค่อยๆ ลุกขึ้นเพื่อสังเกตอาการ ถ้ายังรู้สึกไม่ดีหรือยังคงมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนอยู่ควรนอนหลับพักผ่อน เพราะโดยทั่วไปถ้าได้นอนอาการมักจะดีขึ้น

อย่างที่กล่าวไปแล้วในบทที่ 4 ว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากันผู้ป่วยมักเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนประมาณ 2-3 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างถูกต้องต่อไป

การรักษาเมื่อ “พบแพทย์

เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันแล้ว การรักษาจะเป็นไปตามอาการที่พบเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคซ้ำ โดยการรักษานี้มีตั้งแต่การกินยา การฉีดยา ไปจนถึงการผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรงไม่สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการใช้ยาและวิธีอื่นๆ แล้ว

เนื่องจากปัจจุบันมีการตรวจพิเศษหลายอย่างที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องแม่นยำ ขอให้ทำความเข้าใจว่าการตรวจจะทำเป็นขั้นตอน มีการตรวจซ้ำเพื่อติดตามและประเมินผลการรักษาไม่ว่าจะเป็นการให้ยาหรือการปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ทำการตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นใน (Caloric  Test)  เพื่อดูว่าระบบการทรงตัวขัดข้องอย่างไร  การตรวจการได้ยินแบบพิเศษ (Bekesy  Audiometry) หรือการตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response – ABR) เพิ่มเติม

ดังนั้นการติดตามดูแลโดยแพทย์จึงมีความจำเป็น

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อันดับแรกแพทย์ต้องควบคุมอาการเวียนหัวบ้านหมุนให้ได้ก่อนจากนั้นจึงทำให้อาการหูดับดีขึ้นหรือหาย จนการได้ยินกลับมาเป็นปรกติ ซึ่งเสียงรบกวนในหูควรหายไปด้วย

เมื่อเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน แพทย์จึงมักยังไม่จ่ายยารักษาโรคอย่างเฉพาะเจาะจง โดยปัจจุบันมียาประเภทต่างๆที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

  • ยาบรรเทาอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อมีอาการ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) หรือดรามามีน (Dramamine) ซึ่งคือยาพื้นฐานที่ใช้รักษาอาการเมารถ เมาเรือวิงเวียน เป็นยากดประสาทการทรงตัว (Vestibular  Suppressant) ซึ่งเป็นกลุ่มยาแก้แพ้หรือแอนติฮิสตามีน ขนาด 50 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง แม้ว่ายานี้จะมีความปลอดภัย แต่ก็ทำให้ง่วง เพราะออกฤทธิ์ที่สมองจึงเหมาะกับผู้ป่วยที่รับประทานแล้วจะได้นอนหลับพักผ่อน แต่ถ้ามีอาการมาก แพทย์อาจให้ยาแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำได้ตามความเหมาะสม
  • ยาในกลุ่มแก้แพ้หรือแอนติฮิสตามีน ที่น่าสนใจ คือ ซินนาริไซน์ (Cinnarizine) ขนาด 25 มิลลิกรัม ซึ่งออกฤทธิ์ในหูชั้นในโดยตรง แพทย์อาจให้ยาชนิดนี้ระยะยาวเพื่อควบคุมอาการ อาจทำให้ง่วงบ้างแต่ไม่มาก
  • ยาในกลุ่มกดการรับรู้ของประสาท เช่น ยาไดอะซีแพม (แวเลียม) [Diazepam (Valium)] โลราซีแพม (อะติแวน) [Lorazepam (Ativan)] อัลปราโซแลม (ซาแนกซ์) [Alprazolam (Xanax)] ยา กลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ซึ่งแพทย์จะสั่งพิจารณาสั่งจ่ายให้เป็นกรณีๆ ไปโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลมาก
  • ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยให้การไหลเวียนกระแสโลหิตและการไหลเวียนของน้ำในหูดีขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • ยาปรับแรงดันน้ำในหูชั้นใน เมื่อกินแล้วการได้ยินควรดีขึ้นด้วย
  • ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ จะใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะการนอนมากเกินไปไม่ดีต่อระบบการทรงตัว
  • ยาขับปัสสาวะเพื่อลดการคั่งน้ำภายในหูชั้นใน แพทย์ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น ยา ไฮโดรคลอไรไทอะไซด์ (ไดอะไซด์) [Hydrochlorothiazide (Diazide)] ยาอะเซตาโซลาไมด์ (ไดอะมอกซ์) [Acetazolamide (Diamox)] ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาที่ออกฤทธิ์ระงับอาการเวียนศีรษะทันที แต่แพทย์บางท่านอาจพิจารณาให้ยาเหล่านี้ เพราะต้องการให้ระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงและขับน้ำออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุดเพื่อช่วยลดการคั่งน้ำในหูในผู้ป่วยนั่นเอง ยากลุ่มนี้ผู้ป่วยบางคนกินแล้วอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ปัสสาวะบ่อย ชาตามมือและเท้า หากเคยรับประทานแล้วเกิดผลข้างเคียงมากควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ผู้ป่วยไม่ควรกินแค่ยาระงับอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียว แต่ควรได้รับยาปรับความดันน้ำในหูเพื่อช่วยระบายน้ำในหูและช่วยให้การได้ยินดีขึ้นหรือกลับเป็นปรกติด้วย ยาที่ใช้รักษาจะเป็นยาประเภทฮิสตามีนซึ่งไม่ใช่ยาแก้เวียนศีรษะโดยตรง

ข้อสำคัญ

“ผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ โดยกินยาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยากินเองและไม่ควรกินยาเฉพาะเวลามีอาการ เพราะโรคจะไม่หาย

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ป่วยต้องกินยาสำหรับรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากันในระยะยาว พร้อมกับตรวจการได้ยินเป็นระยะๆ และต้องเพิ่มความระมัดระวังในผู้ป่วยหอบหืดและภูมิแพ้ด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเองเด็ดขาด

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" โดยศาสตราจารย์เกีนรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่