การตรวจวินิจฉัยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

หากตื่นนอนขึ้นมาแล้วรู้สึกหัวหมุนติ้วจนบ้างครั้งหลังหมุนตามหรือเวียนหัวจนทรงตัวไม่อยู่ และอาจมีหูอื้อร่วมด้วย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เมื่ออาการทุเลาลงแล้วควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการซ้ำๆ เพราะอาจส่งผลต่อระบบการได้ยินในระยะยาว

การตรวจวินิจฉัยสำคัญหรือไม่และต้องตรวจอะไรบ้าง

การวินิจฉัยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันต้องทำหลายส่วนประกอบกัน เพื่อแยกออกจากโรคอื่นๆ โดยการ

1. การซักประวัติต้องตรวจพบอาการสำคัญ 3 กลุ่มอาการ (Symptom Triad)

1.1 อาการเวียนหัวบ้านหมุน (Vertigo)  เป็นอาการหลักที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ มักพบร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก อาการเวียนหัวบ้านหมุนมักเป็นๆหายๆ ส่วนใหญ่มักมีอาการตั้งแต่ 20 นาทีถึง 2-3 ชั่วโมง แล้วไม่นานก็จะกลับมาเวียนหัวหรือมีอาการดังกล่าวอีก แต่มักไม่เกิน 24 ชั่วโมง อาการเวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการที่รบกวนผู้ป่วยมากที่สุด  เพราะต้องนอนพักทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปรกติ

อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือเป็นอัมพาต ผู้ป่วยอาจมีอาการมึนงงเวียนหัวอยู่หลายวันก็เป็นได้ เมื่อหายเวียนหัวผู้ป่วยจะรู้สึกปรกติ  แต่การได้ยินอาจยังบกพร่องอยู่ และอาการดังกล่าวอาจจะกลับมาเป็นซ้ำอีกได้

นอกจากการซักประวัติอาการแล้ว แพทย์ยังต้องซักประวัติสุขภาพและตรวจรายการอื่นๆ อีกดังนี้

  • ซักประวัติสุขภาพและประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ
  • การตรวจร่างกายทางคลินิก  แพทย์จะตรวจหู ช่องหู แก้วหู การทำงานของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน คอ จมูก ว่ามีสภาพอย่างไร ตรวจตาเพื่อดูการเคลื่อนไหวของลูกตาในลักษณะต่างๆ เช่น ตากระตุกผิดปกติหรือไม่ ตรวจระบบประสาทเพื่อดูว่าแขนขาอ่อนแรงหรือไม่รวมถึงตรวจระบบความสมดุลของร่างกาย
  • การตรวจเคมีเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล ไขมัน เกลือแร่ (เป็นการตรวจที่จำเป็น แต่ถ้าไม่ได้ตรวจใหม่ให้ดูจากประวัติเดิมแทน)
  • ถ้าผู้ป่วยพอนั่งไหว ให้เข้ารับการตรวจการได้ยินด้วย เพราะอาจพบประสาทหูเสื่อม

1.2 ประสาทหูเสื่อม (Sensorineural  Hearing  Loss) ทำให้หูอื้อ ได้ยินไม่ชัด รู้สึกแน่นในหูเป็นๆหายๆ ในการดำเนินของโรคบางครั้งการได้ยินก็อาจดีขึ้นหรือบางครั้งก็อาจแย่ลง  อาการหูอื้ออาจเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ถ้าในระยะแรกที่เริ่มมีอาการเวียนหัวบ้านหมุน จะมีอาการหูอื้อชั่วคราว หลังจากหายเวียนหัวแล้วการได้ยินจะกลับมาเป็นปรกติ  แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหัวบ่อยหรือป่วยมาเป็นระยะเวลานาน อาการหูอื้ออาจเป็นถาวรจนถึงขั้นหูตึงไปเลย 1 ข้าง

1.3 เสียงรบกวนในหู (Tinnitus) ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงดังรบกวนในหูข้างที่ผิดปรกติ บางคนบอกว่าเสียงเหมือนจักจั่นหรือจิ้งหรีดร้องก้องอยู่ในหู เสียงดังในหูอาจเป็นตลอดเวลาหรือเป็นขณะเวียนหัวก็ได้

แพทย์จะวินิจฉัยแยกโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจากกลุ่มอาการนี้เพราะเป็นกลุ่มอาการจำเพาะ (Specific  Character) ที่เกิดขึ้นด้วยกันได้เสมอ (ผู้ป่วยร้อยละ 50 ที่มาพบแพทย์มักมีอาการเด่นชัดทั้งสาม กลุ่มอาการ)  เพราะสัมพันธ์กับอาการที่เกิดขึ้นในหูชั้นในซึ่งจะมีน้ำหล่อเลี้ยงปลายประสาททรงตัวและเป็นชนิดเดียวกับน้ำที่หล่อเลี้ยงปลายประสาทการได้ยิน  เมื่อเกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากันจึงส่งผลต่อทั้งระบบการได้ยินและระบบการทรงตัวไปพร้อมกัน

จากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการเวียนหัว อาเจียน อาจมีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ดังนั้นในการวินิจฉัยโรค แพทย์จึงต้องตรวจอาการจำเพาะเพื่อแยกโรคที่เกี่ยวกับหูอื่นๆ ออกไป โดยวิธีการตรวจเพิ่มเติมในส่วนของหูชั้นใน ซึ่งบางครั้งอาจพบโรคอื่น เช่น หูน้ำหนวก ซึ่งเกิดในหูชั้นกลาง แต่กระทบไปถึงหูชั้นในก็ได้

ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • ตรวจการได้ยิน (Audiogram/Audiometry)
  • ตรวจการทำงานของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน (Caloric  Test) เพื่อดูว่ามีอาการที่หูข้างใด ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

โดยต้องแยกออกจากอาการเวียนหัวที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง จากการตรวจมักพบว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมีความผิดปรกติในเรื่องการทรงตัว

Nystagmus Test ตรวจการกระตุกของลูกตา

Caloric Test  ตรวจการทรงตัวในหูชั้นใน กระตุ้นด้วยลมอุ่น  และลมเย็นดูการกระตุกของลูกตา

การตรวจระบบการทำงานของหูชั้นในแลบบิรินท์ของหูชั้นในกระตุ้นโดยลมอุ่นลมเย็นแล้ววัดการตอบสนองผ่านการเคลื่อนไหวของลูกตา

  • ตรวจการกระตุกของตา (Nystagmus)โดยการใช้เครื่อง Electronystagmography (ENG) หรือ Videonystagmography (VNG)

2. การตรวจการได้ยินแบบพิเศษ (Bekesy Audiometry)

โดยการทดสอบการได้ยินเสียง 2 ชนิด คือ เสียงดังเป็นจังหวะ (Pulse  Tone) และเสียงดังต่อเนื่อง (Continuous Tone) เพื่อดูการตอบสนองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะสามารถบอกความผิดปกติของคอเคลียได้

3. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response – ABR) เป็นการวัดการได้ยินระดับก้านสมองเพื่อแยกโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทการได้ยินในระดับถัดจากหูชั้นใน ซึ่งได้แก่ประสาทหูและก้านสมอง และยังช่วยประมาณระดับความรุนแรงของการได้ยินได้ด้วย เช่น การตรวจหาเนื้องอกที่ประสาทการได้ยิน ซึ่งจะได้คลื่นความถี่เสียงที่ผิดปกติคือ รูปทรงคลื่นจะเตี้ยและเคลื่อนไหวช้า ส่วนการตรวจหาความผิดปกติของคอเคลีย (Cochlear Lesion) จะได้รูปทรงคลื่นที่เรียงตัวสวย มีความสูงสม่ำเสมอทั้งๆ ที่การได้ยินเสียไปแล้ว

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน (Electrocochleography – EcochG) เป็นการตรวจวัดแรงดันน้ำภายในหูชั้นใน โดยวัดการได้ยินระดับหูชั้นใน หากพบว่าผลตรวจเป็นบวก  ก็จะค่อนข้างมั่นใจได้ว่าคนไข้เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

5. การตรวจพิเศษทางรังสี การตรวจพิเศษทางรังสีมักไม่จำเป็นต่อการวินิจฉัย แต่อาจใช้ช่วยแยกโรคที่สงสัยว่าเกิดจากเนื้องอกที่เส้นประสาทการได้ยินหรือการทรงตัว ความผิดปกติในสมองหรือโรคทางสมอง การตรวจพิเศษทางรังสี  ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (ซีทีสแกน - CT Scan) และการตรวจหูชั้นในและสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ – MRI)  การตรวจหลอดเลือดโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์เอ – MRA) ซึ่งสามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดของหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน

การวินิจฉัยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันที่ถูกต้องมีความสำคัญกับผู้ป่วยมาก เพราะถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในระยะแรกจะได้ผลดีกว่า การได้ยินอาจกลับเป็นปรกติได้ และอาจไม่เกิดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคขึ้นอีกดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีความผิดปกติรู้สึกเวียนหัวบ้านหมุน ไม่ควรคาดเดาอาการแล้วซื้อยามารับประทานเอง แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องดีที่สุด

โรคต้อหินเกี่ยวข้องกับโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือไม่

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันและโรคต้อหินนั้นเกี่ยวข้องกันเพราะสาเหตุอาจเกิดจากภูมิต้านทานร่างกายบกพร่องและการคั่งของน้ำในลูกตาอาจมีสาเหตุเดียวกับการคั่งของน้ำในหู คือเมื่อเกิดการคั่งของน้ำในตาก็สามารถเกิดการคั่งของน้ำในหูได้เช่นกัน ทั้งผู้ที่เป็นโรคต้อหินและผู้ที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อาจได้รับยาขับปัสสาวะเพื่อระบายน้ำออกจากร่างกายเช่นเดียวกัน

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" โดยศาสตราจารย์เกีนรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่