การดูแลอาหาร

พบสารปรอทที่สูงในระดับอันตรายในอาหารทะเลบางชนิด

FDA กล่าวเตือนถึงการบริโภคอาหารทะเลบางชนิด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
พบสารปรอทที่สูงในระดับอันตรายในอาหารทะเลบางชนิด

หากจะพูดกันตรง ๆ แล้ว อาหารทะเลหลายชนิด เช่นปลาแซลมอน กุ้ง และปลาค็อดมีสารปรอทที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วในปริมาณเล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ความหวาดกลัวต่อการพบสารปรอทในอาหารทะเลยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ และหากจะกล่าวโดยรวมแล้ว ปลาก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่างไรก็ตาม ทาง FDA กำลังอยู่ในกระบวนการปรับปรุงคำแนะนำเรื่องการบริโภคอาหารทะเลของหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หญิงที่เตรียมตัวจะตั้งครรภ์และเด็กเล็กให้ทันสมัยอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและผู้อื่นอีกมากมายมีความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบประสาทจากสารปรอทได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลต่อตัวอ่อนและเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังเจริญเติบโตและอยู่ในช่วงมีพัฒนาการ

สารปรอทเข้าไปอยู่ในอาหารทะเลได้อย่างไร ?

สารปรอทเข้าไปอยู่ในอาหารทะเล ปลา และหอย ผ่านทางวงจรแรกสุด ไอปรอทที่ระเหย(Hg0) ทั้งจากกระบวนการธรรมชาติ (คิดถึงไฟป่าหรือว่ากระบวนการของภูเขาไฟ) และมลภาวะ (การเผาไหม้เชื้อเพลิงดึกดำบรรพ์) ลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ เมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศ ปรอทจะถูกออกซิไดซ์ไปเป็นรูปแบบ divalent inorganic (Hg2+) ซึ่งจะตกกลับลงมายังพื้นโลกกับฝน แบคทีเรียที่อาศัยในน้ำ เช่น plankton จะเติมกลุ่มเมทิล (methylate)ให้กับปรอท (ทำให้เกิด MeHg+ หรือ methylmercury) และปรอทในรูปแบบดังกล่าวจะสะสมอยู่ในไขมันสัตว์ และเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร

ปลานักล่าที่มีชีวิตยืนยาวกว่า ซึ่งอยู่ในระดับบนของห่วงโซ่อาหาร เช่น ฉลาม ปลาดาบ และปลา king mekerel จะสะสมปริมาณปรอทไว้ค่อนข้างสูง การบริโภคโดยหญิงมีครรภ์และเด็กเล็กที่กำลังมีการพัฒนาของระบบประสาทจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าวิตกกังวล

ทำไม methylmercury จึงเป็นอันตราย ?

ปรอททั้งในรูปแบบ ionized mercury และ methylmercury จะจับกับกำมะถันที่พบในโปรตีน และรบกวนสภาพทางชีววิทยาในร่างกายของเราอย่างมากมายและน่าเป็นกังวล หากจะให้ระบุอย่างจำเพาะกว่านั้น ปรอทจะทำให้เกิด oxidative stress ต่อเซลล์ (การสร้างอนุมูลอิสระ) และรบกวน microtubules (รบกวนการแบ่งเซลล์) และอาจกระตุ้นการแพ้ภูมิตนเองที่เป็นอันตรายได้อีกด้วยที่จริงแล้ว เรายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าปรอททำลายร่างกายของเราอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับภาวะพิษจากสารปรอทก็เป็นเรื่องน่ากลัว

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ methylmercury สร้างความเสียหายให้แก่ร่างกายของเรา

  • ตาบอด
  • สมองพิการ (cerebral palsy)
  • ปัญหาด้านการเจริญเติบโต
  • ปัญหาด้านสติปัญญา
  • เหนื่อยอ่อน
  • สูญเสียการได้ยิน
  • เดินเซ (ataxia-สูญเสียการประสานงานของกล้ามเนื้อที่อยู่ในความควบคุม)
  • กล้ามเนื้อสั่น
  • อัมพาต (ภาวะพิษรุนแรง)
  • เสียชีวิต (ภาวะพิษรุนแรง)
  • โรคหัวใจ (งานวิจัยชิ้นใหม่บางชิ้นแสดงให้เห็นว่า methylmercury อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง atherosclerosis)

แน่นอนว่า ผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น สมองพิการและปัญหาด้านการเจริญเติบโตนั้นเกิดขึ้นในตัวอ่อนและเด็ก ดังนั้นทาง FDA และองค์กรทางสุขภาพอีกหลายองค์กรจึงออกคำเตือนสำหรับประชากรกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

ถึงแม้ว่าปรอทจะขับออกได้ทางตับและไต แต่ก็มีระยะครึ่งชีวิตในร่างกายยาว พูดอีกอย่างคือเราต้องใช้เวลานานกว่าจะกำจัดปรอทที่กินเข้าไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น methylmercury ยังถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารเกือบทั้งหมด และผ่าน blood brain barrier ได้ดีมาก ทำให้สมองและไขสันหลังมีความไวต่อผลกระทบจากปรอทเป็นพิเศษ

ภาวะพิษจาก methylmercury นั้นค่อยเป็นค่อยไป และที่ต่างจากภาวะพิษรูปแบบที่เกิดขึ้นเร็วกว่าของสารปรอท (mercury) คือการล้างพิษ (chelation) และการอาเจียนออกจะล้มเหลวในการกำจัดโลหะหนักนี้ออกจากร่างกาย ที่จริงแล้วการป้องกันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้สำหรับ methylmercury กล่าวอีกอย่างคือวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับภาวะพิษของ methylmercury คือการหลีกเลี่ยงไม่กินเข้าไปตั้งแต่แรก

Methylmercury ในอาหารทะเลมีความหมายอะไรสำหรับคุณ ?

จากที่ทาง FDA และองค์กรอีกมากได้ชี้ให้เห็น เราต้องจำไว้ว่าอาหารทะเลนั้นเป็นแหล่งของโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินที่ดีต่อสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้น อาหารทะเลยังมีปริมาณไขมันอิ่มตัวต่ำ และมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เราทุกคน แม้แต่หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก ควรกินอาหารทะเลในปริมาณที่แนะนำในทางโภชนาการซึ่งดีต่อสุขภาพ

ที่จริงแล้วจากคำแนะนำฉบับร่างล่าสุด ทาง FDA สนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และหญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์กินอาหารทะเลเป็นปริมาณ 8-12 ออนซ์ต่อสัปดาห์ และเด็กที่มีอายุ 2-8 ปี ควรกิน 3-6 ออนซ์ พูดอีกอย่างก็คือ คนกลุ่มดังกล่าวควรกินอาหารทะเลประมาณ 2-3 ส่วนของปริมาณที่ควรบริโภคในแต่ละสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ทาง FDA แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์กินอาหารทะเล และเด็กเล็ก กินปลาที่มีปริมาณของ methylmercury ต่ำกว่า เช่น tilapia ปลาดุก (catfish) และปลาค็อด ยิ่งไปกว่านั้น ทางองค์กรยังแนะนำว่าไม่ให้บริโภคฉลาม ปลาดาบ ปลาking mekerel และปลา tilefish ที่จับได้จากนอกชายฝั่งอ่าว ผู้ที่บริโภคปลาจากแหล่งน้ำจืดควรเอาใจใส่กับคำเตือนท้องถิ่นเกี่ยวกับระดับสารปรอท และระมัดระวังปลาที่จับได้จากบริเวณที่อยู่นอกเหนือคำแนะนำ

น่าสังเกตว่าถึงแม้ทาง FDA จะระบุว่าทูน่ากระป๋องมีสารปรอทในปริมาณต่ำ แต่การประเมินนี้ได้รับการโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ออกมาเตือนแม่และเด็กให้หลีกเลี่ยงทูน่าเช่นกัน คำแนะนำของทาง FDA เป็นเพียงแค่คำแนะนำ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จำกัดการบริโภคอาหารทะเลที่เป็นปัญหาที่จะทำให้เกิดภาวะพิษจาก methylmercury ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และคุณเผลอกินสเต็กปลาดาบไปในช่วงมื้อสายวันวาเลนไทน์กับสามี ก็ไม่ต้องตกอกตกใจไป แค่พยายามเลี่ยงปลาประเภทดังกล่าวให้ได้มากที่สุดและลดปริมาณการกินปลาลงในวันที่เหลือของสัปดาห์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ FDA ได้กล่าวไว้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับ methylmercury ในอาหารทะเล แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็มีปริมาณปรอทในร่างกายที่ต่ำ แม้แต่ในผู้ที่กินปลาน้ำจืด ผู้ที่กินปลามากกว่าปกติ หรือทั้งคู่ ตัวอย่างเช่น การศึกษาหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้จำแนกจำนวนผู้ใหญ่ที่มีระดับความเข้มข้นของสารปรอทในเลือด (total EPA blood mercury concentration) ที่สูงจนน่าจะเป็นอันตราย (มากกว่าหรือเท่ากับ 5.8 ไมโครกรัมต่อลิตร) ได้ 4.6% ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาชิ้นใหญ่อีกชิ้นก็ประมาณการว่ามี 0.5% ของผู้เยาว์ที่มีอายุ 1-19 ปีได้รับการลงทะเบียนไว้ว่ามีสารปรอทในเลือดอยู่ในระดับที่น่าเป็นกังวล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่