การรักษา

ยาแก้ไอ...แบบไหนดี ยาเม็ดหรือยาน้ำ แบบไหนได้ประสิทธิภาพกว่ากัน?

ยาแก้ไอ ควรใช้แบบไหน? ยาเม็ด หรือยาน้ำ มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?
เผยแพร่ครั้งแรก 10 มี.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 16 เม.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ยาแก้ไอ...แบบไหนดี ยาเม็ดหรือยาน้ำ แบบไหนได้ประสิทธิภาพกว่ากัน?

อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองภายในระบบทางเดินหายใจ ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ มีหลายปัจจัยที่ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการไอ เช่น ได้รับฝุ่นละอองหรือสารก่อภูมิแพ้ มีเสมหะในทางเดินอาหาร การสูบบุหรี่ มีประวัติเป็นโรคหอบหืด รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางกลุ่ม เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE Inhibitors) ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) เป็นต้น หากไอไม่รุนแรง อาการไออาจทำให้เกิดความรำคาญและสามารถหายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไออย่างรุนแรงต่อเนื่อง อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบ และอาจส่งผลถึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไออีกด้วย วิธีการรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การกำจัดที่ต้นเหตุของอาการไอ เช่น เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือรักษาโรคหอบหืดที่เป็นอยู่ นอกจากนั้นคือใช้ยาแก้ไอช่วยบรรเทาอาการได้ โดยที่มักพบกันโดยทั่วๆ ไปจะเป็นยาแก้ไอรูปแบบยาเม็ด กับยาแก้ไอรูปแบบน้ำ

ชนิดของยาแก้ไอ

ยาแก้ไอเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาและบรรเทาอาการไอ สามารถแบ่งตามการรักษาได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มยาระงับอาการไอหรือยากดอาการไอ และกลุ่มยาน้ำแก้ไอช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
Flash Sale! ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 799 บาท 50 แพ็กเกจเท่านั้น!

ราคานี้วันเดียวเท่านั้น / จองผ่าน HD คุ้มกว่า / ผ่อน 0% ได้ / มีแอดมินใจดีดูแล

Ads h 4

1. กลุ่มยาระงับอาการไอ หรือยากดอาการไอ (Cough Suppressants)

ยากดอาการไอออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของสมองส่วนกลางที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจนทำให้เกิดการไอ โดยยากลุ่มนี้มีผลรักษาอาการไอแห้ง และเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไอเนื่องจากการอักเสบของหลอดลมชนิดเรื้อรังที่เกิดจากการแพ้หรืออาการไออื่นๆ ที่ไม่มีเสมหะ หากใช้ยานี้เดี่ยวๆ รักษาอาการไอแบบมีเสมหะ อาจทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอยู่แล้วถูกขับออกมาจากทางเดินหายใจได้ยากขึ้น จนเกิดอาการระคายเคืองและทำให้อาการไอรุนแรงกว่าเดิมได้

แม้ว่าจะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาดี แต่ยาในกลุ่มนี้บางตัวอาจทำให้เกิดการเสพติด หรืออาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ดังนั้น การใช้และสั่งจ่ายยาแก้ไอจึงควรอยู่ในการดูแลและควบคุมโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

ยาแก้ไอกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ และรูปแบบยาน้ำสำหรับเด็ก ตัวอย่างได้แก่

  1. โคเดอีน (Codeine) และโอพิเอตหรืออนุพันธ์ของฝิ่น (Opiate Derivertives) โคดีอีนเป็นยาในกลุ่มโอปิออยด์ ใช้ระงับอาการไอและบรรเทาอาการปวดเรื้อรังระดับปานกลางขึ้นไป ยาแก้ไอผสมโคเดอีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 สามารถจำหน่ายได้ในสถานพยาบาลที่มีเตียงไว้พักค้างคืนเท่านั้น ไม่สามารถจำหน่ายในคลินิกหรือร้านขายยาได้ การใช้ยาโคเดอีนเกินขนาด หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อาจทำให้เกิดการติดยาหรือเสียชีวิต เนื่องจากยาโคเดอีนมีผลชะลออัตราการหายใจ หรือส่งผลให้ผู้ป่วยหยุดหายใจ นอกจากนี้ ไม่ควรให้เด็กรับประทานยาที่มีส่วนผสมของโคเดอีน

    ยาโคเดอีนที่มีจำหน่ายสำหรับระงับอาการไอในประเทศไทยอาจมีตัวยาช่วยขับเสมหะ เช่น ไกวเฟนิซิน (Guaifenesin) รวมอยู่ด้วยในตำรับ เพื่อให้ไอและขับเสมหะออกมาด้วยในคราวเดียวกัน
  2. เด็กซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) แม้ว่าเด็กซ์โทรเมทอร์แฟนจะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับโคเดอีนและมอร์ฟีน แต่ยานี้ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด และทำให้ง่วงนอนเพียงเล็กน้อย เด็กซ์โทรเมทอร์แฟนเป็นตัวยาแก้ไอที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับรักษาอาการไอ จึงเป็นยาที่แพทย์และเภสัชกรนิยมจ่ายเพื่อรักษาอาการไอแห้งๆ
  3. ลีโวโดรโพรพิซีน (Levodropropizine) เป็นยาแก้ไอที่ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนปลาย นิยมใช้บรรเทาอาการไอแห้งที่เกิดจากการแพ้ หรืออาการไออื่นๆ ที่ไม่มีเสมหะ เภสัชกรแนะนำให้ใช้ยาแก้ไอลีโวโดรโพรพิซีนในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน
  4. บูทามิเรต (Butamirate) เป็นยาระงับอาการไอที่เกิดจากการระคายเคืองทางเดินหายใจชนิดไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีทั้งรูปแบบยาเม็ดและยาน้ำเชื่อม ซึ่งในบ้านเราที่พบเป็นชนิดยาน้ำเชื่อม ใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ยาบูทามิเรตออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง และลดการหดตัวของหลอดลม
  5. ยากลุ่มต้านฮิสตามีน (Antihistamines) เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่างๆ ยากลุ่มนี้จะยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามีน จึงช่วยบรรเทาการเกิดอาการแพ้ รวมถึงอาการไอเนื่องจากการระคายเคืองในลำคอ ตัวอย่างยากลุ่มต้านฮิสตามีน ได้แก่ ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) โปรเมทาซีน (Promethazine) และคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เป็นต้น

2. กลุ่มยาแก้ไอช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น

กลุ่มยาแก้ไอในรูปแบบน้ำจะออกฤทธิ์โดยเคลือบลำคอช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองจากการไอในลำคอ ยาน้ำแก้ไอมีผลช่วยลดอาการไอในผู้ป่วยที่มีอาการคอแห้ง ยาน้ำแก้ไอที่มีจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการไอร่วมด้วย เช่น มะขามป้อม มะแว้ง ชะเอมเทศ ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำตาล เมื่อรับประทานลงไปจะทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการหลั่งน้ำลายมากขึ้น และระบบร่างกายจะตอบสนองน้ำลายที่มากเกินไปโดยการกลืน ซึ่งจะมีผลออกฤทธิ์รบกวนกลไกการไอ จึงทำให้ไอลดลง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานยืนยันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลุ่มยาแก้ไอแบบน้ำในการรักษาอาการไอที่แน่ชัด ดังนั้น ในทางปฏิบัติ แพทย์ส่วนใหญ่จึงมักพิจารณาใช้กลุ่มยาแก้ไอเป็นยาร่วมในการรักษาอาการไอ ควบคู่ไปกับกลุ่มยากดอาการไอ (Cough Suppressants) ซึ่งใช้เป็นยาหลัก

คำเตือน และข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ไอ

ยาแก้ไอแต่ละชนิดในกลุ่มยาแต่ละประเภทล้วนมีข้อบ่งใช้ ข้อควรระวังในการใช้ยา และส่วนประกอบของยาที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงอาการป่วย ประวัติการใช้ยา ประวัติแพ้ยา และประวัติทางการแพทย์อื่นๆ ด้วยทุกครั้งก่อนใช้ยา คำแนะนำหลักๆ ที่สำคัญมีดังนี้

  • ยาแก้ไอโคเดอีนมีฤทธิ์เสพติด จึงควรใช้เมื่อยาตัวอื่นๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น และควรใช้ในระยะสั้นๆ ห้ามใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากมีฤทธิ์กดการหายใจด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้ และห้ามใช้ยานี้ในคนท้อง
  • ยาแก้ไอเด็กซ์โทรเมทอร์แฟนมีข้อห้ามใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ยาแก้ไอบูทามิเรต ลีโวโดรโพรพิซีน และยากลุ่มต้านฮิสตามีน เวลาใช้ควรระวังในการขับรถและการควบคุมเครื่องจักรเนื่องจากยาอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและง่วงซึม
  • ยาลีโวโดรโพรพิซีน หากใช้ในผู้ป่วยโรคไต ควรมีการติดตามการใช้ยาโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด

6 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
กรมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=27333, 13 December 2017

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป