เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

ปลิงทางการแพทย์: น้ำลายแลกเลือด

น้ำลายของปลิงที่ใช้ในทางการแพทย์ซ่อนความลับอันล้ำค่าเอาไว้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
ปลิงทางการแพทย์: น้ำลายแลกเลือด

ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยา(FDA) “ไม่เคยรับรอง” ให้ใช้ปลิงในการรักษาทางการแพทย์ ทั้ง ๆ ที่ในปี 2004 เจ้าหน้าที่ได้บอกกับบริษัทจากฝรั่งเศสว่าสามารถขายปลิงเพื่อเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ต้องได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา โดยองค์การอาหารและยาระบุว่าแต่ก่อนปลิงจัดเป็นเครื่องมือทางการแพทย์จนกระทั่งมีการแก้ไขกฎหมายเครื่องมือแพทย์ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1976 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับรองการใช้ปลิงอีกต่อไป คุณอาจโต้แย้งในการใช้คำว่า “รับรอง” หรือ “ไม่รับรอง” การขายหรือใช้ปลิงทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และแน่นอนว่าองค์การอาหารและยาจะไม่ทำอะไรเพื่อหยุดการขายปลิงของบริษัทต่าง ๆ และจะไม่ตัดสินเรื่องความปลอดภัยหรือประสิทธิผลของการใช้ปลิงในทางการแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้นหน่วยงานรัฐไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบหรือทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการใช้ปลิงในการรักษาทางการแพทย์ แม้ว่าปลิงจะใช้ในการรักษาด้วยการถ่ายเลือดมาแต่โบราณกาล แต่เรามีความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับสัตว์ตัวลื่น ๆ ยาว ๆ ชนิดนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในการศึกษาแบบกรณีตัวอย่าง (case study) หรือการติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นราย ๆ ไป(case series) โดยมีการศึกษาทดลองแบบสุ่ม (randomized-control trials) น้อยมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรารู้เรื่องปลิงกับผลการรักษาอันยิ่งใหญ่ของปลิงอยู่บ้างคือ น้ำลายของปลิงเป็นขุมทรัพย์ของโมเลกุลสารขยายหลอดเลือดและสารต้านการแข็งตัวของเลือด

ปลิงในทางการแพทย์กับน้ำลายอันแสนวิเศษ

ปลิงเป็นหนอนดูดเลือดในกลุ่มแซงกวิโวรัส (sanguivorous) เช่นเดียวกับไส้เดือนที่ลำตัวเป็นข้อปล้อง สัตว์กลุ่มนี้จะยืดหดตัวและบิดตัวได้หลายทิศทาง ปลิงที่ใช้ในทางการแพทย์มากที่สุดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ฮิรูดา เมดดิซินนาลิส (Hiruda medicinalis) อย่างไรก็ตามยังมีปลิงสายพันธุ์อื่นด้วย เช่น ฮิรูดินาเรีย แกรนูโลซา (Hirudinaria granulosa) ใช้เป็นปลิงทางการแพทย์ในอินเดีย และสายพันธุ์แมคครอบเดลลา ดีโครา(Macrobdella decora) ในอเมริกา ปลิงเป็นปรสิตภายนอกที่สามารถดูดเลือดได้หลายเท่าของน้ำหนักตัว หลังจากดูดเลือดแล้วเลือดจะถูกผสมกับสารคัดหลั่งซึ่งทำให้เลือดไม่แข็งตัว ปลิงจะเก็บเลือดนี้ไว้ในอวัยวะที่ชื่อว่าแลทเทอรอล ไดเวอร์ติคูลา (lateral diverticula) ดังนั้นการดูดเลือดครั้งหนึ่งสามารถสำรองไว้เป็นสารอาหารได้หลายเดือน

การบำบัดด้วยการถ่ายเลือดหรือฮิรูโดเทอราปี (Hirudo therapy) มีบันทึกครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณและแพร่มายังตะวันตกจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษ 1800 การรักษานี้ก็ยังไม่เป็นที่นิยม น่าแปลกใจที่การใช้ปลิงรักษาไม่เป็นที่นิยมในตะวันตกแล้ว แต่การรักษาโดยให้ปลิงดูดเลือดนี้ยังใช้กันอย่างต่อเนื่องในการรักษาแบบอิสลามหรือที่เรียกว่า อินานิ (Inani) หลายทศวรรษมาแล้วที่ปลิงถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการผ่าตัดทางจุลศัลยกรรม (microsurgery) และการผ่าตัดทางศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง (plastic and reconstructive surgery) ยิ่งไปกว่านั้นนักวิทยาศาสตร์เริ่มเห็นคุณค่าของโมเลกุลที่อยู่ในน้ำลายของปลิงและคุณสมบัติของมัน และนี่เป็นตัวอย่างบางส่วนของโมเลกุลอันยอดเยี่ยมที่พบในน้ำลายของปลิง

  • ฮิรูดิน (Hirudin)  ในปี 1950 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ฟริทซ์ มาร์ควอด (Fritz Marquardt) แยกโมเลกุลของสารที่เขาตั้งชื่อว่า ฮิรูดิน (hirudin) ออกมาจากต่อมสร้างสารคัดหลั่งของปลิงสายพันธุ์ฮิรูดา เมดดิซินนาลิส (Hiruda medicinalis) และค้นพบว่าฮิรูดินมีสารต้านการแข็งตัวของเลือดหลายชนิด เช่นเดียวกับยาเฮปปาริน (heparin) โดยไม่มีผลข้างเคียง นอกจากนี้ฮิรูดินจะจับกับทรอมบิน (thrombin) อย่างเหนียวแน่นโดยไม่เกิดปฏิกิริยากับแอนติบอดี (antibody) ในร่างกายของผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากยาเฮปปาริน (heparin-induced thrombocytopenia) ยิ่งไปกว่านั้นฮิรูดินสามารถใช้ในผู้ที่แพ้ยาเฮปปาริน (heparin) หรือผู้ที่มีระดับแอนติทรอมบินทรีในร่างกายต่ำ (antithrombin III deficiency) ปัจจุบันนักวิจัยกำลังพัฒนาการตัดแต่งพันธุกรรมโดยใช้แบคทีเรีย ยีสต์ และยูคาริโอต (eukaryote) ด้วยหวังว่าจะสามารถสร้างฮิรูดินได้มากพอเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ความสำคัญของการใช้ฮิรูดินนั้นมีหลายประการ รวมถึงการรักษาโรคที่เกิดจากลิ่มเลือด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจวายฉับพลัน และโรคลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำขา
  • ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) เอนไซม์ไฮยารูโลนิเดสเป็นสารที่ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของคนอ่อนตัวมากขึ้นช่วยให้ปลิงสามารถดูดเลือดได้และยังช่วยให้ชาและลดอาการปวดด้วย มีการศึกษาเอนไซม์ตัวนี้เพื่อใช้เป็นยาเคมีบำบัดและพัฒนาให้ใช้กับยาที่ดูดซึมผ่านทางผิวหนัง
  • เคลิน (Calin) เป็นโมเลกุลที่ทำให้เกล็ดเลือดและวอนวิลลิแบรนด์แฟคเตอร์ (von Willebrand factor) ซึ่งเป็นสาสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัวจับกับคอลลาเจน คอลลาเจนมีหน้าที่ทำให้ผิวหนังแข็งแรงและยืดหยุ่น ดังนั้นเคลินจึงช่วยให้เลือดไหลได้โดยการยับยั้งเลือดไม่ให้แข็งตัว
  • เดสทาบิเลส (Destabilase) เอนไซม์เดสทาบิเลส มีคุณสมบัติทั้งละลายลิ่มเลือดและต้านเชื้อแบคทีเรีย งานวิจัยระบุว่าเดสทาบิเลสมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสเตรปโตไคเนส (streptokinase) หรือทิชชูพลาสมิโนเจนแอคทิเวเตอร์ (tissue plasminogen activator) ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยหัวใจวายฉับพลันหรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
  • อีกลิน (Eglin) โปรตีนขนาดเล็กนี้จัดเป็นตัวยับยั้งทรอมบิน (thrombin inhibitor) ในอนาคตอาจใช้รักษาการอักเสบในภาวะช็อกและโรคถุงลมโป่งพอง

การใช้ปลิงทางการแพทย์สมัยใหม่

การใช้ปลิงในการรักษาทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ในปัจจุบัน มีการใช้ประโยชน์จากปลิงและคุณสมบัติต้านการแข็งตัวของเลือดของปลิง 3 ประการคือ

  • ปลิงใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพของเนื้อเยื่อผิวหนังแบบมีตอเส้นเลือด (pedicled skin flap) ที่นำมาปลูกถ่ายและใช้ในการศัลยกรรมใบหน้าและขากรรไกร (maxillofacial surgery) ศัลยกรรมพลาสติก (plastic surgery) และศัลยกรรมเสริมสร้าง (reconstructive surgery) อื่น ๆ ปลิงแต่ละตัวจะระบายเลือดและดึงเลือดมาเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้ 5-10 มิลลิลิตร การรักษาจะดำเนินไปจนกว่าก้นแผลที่ปลูกถ่ายจะระบายเลือดดำได้เพียงพอ
  • ปลิงช่วยในการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อที่มีเส้นเลือดขนาดเล็กโดยใช้เนื้อเยื่อจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปปลูกถ่ายในอีกตำแหน่งหนึ่ง
  • ปลิงช่วยไม่ให้เลือดดำคั่งบริเวณอวัยวะที่ปลูกถ่าย ทำให้ไม่ต้องตัดออก เช่น นิ้ว ปลายจมูก หัวนม หู ริมฝีปาก หรือแม้กระทั่งองคชาติ (ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นภาพที่น่าตกใจ)

ปลิงและคุณสมบัติในการต้านอักเสบของมันกำลังทดสอบรักษาภาวะที่มีอาการปวดมาก เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม

ตามรายงานการวิจัยในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ใน ไวลีย์ พีริโอดิคอล (Wiley Periodicals) นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากกรณีศึกษาและการติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง 277 รายตั้งแต่ 1966 ถึง 2009 โดยหาจากพับเมด (PubMed) และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ โดยใน 229 รายมี 50 รายหรือคิดเป็น 21.8% มีภาวะแทรกซ้อน โดยเกือบสองในสามของภาวะแทรกซ้อนนั้นคือการติดเชื้อ และผู้ที่ใช้ปลิงในการรักษาบางรายต้องได้รับการให้เลือด จากผลการวิจัยนี้ ผู้เขียนของการศึกษาของไวลีย์แนะนำว่าผู้ป่วยทุกคนที่จะใช้ปลิงในการรักษาต้องตรวจและสำรองเลือดไว้เผื่ออาจต้องได้รับเลือด นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ควิโนโลน (quinolone) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แหล่งข้อมูลอื่นยังระบุว่ายาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟฟาโลสปอริน รุ่นที่ 3 (third-generation cephalosporin) เช่น ซิโปรฟล็อกซาซิน (ciprofloxacin)อาจมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการต้านเชื้อแบคทีเรียจากปลิง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าการนำปลิงไปวางบนตัวจะสร้างความเหนอะหนะขนาดไหน โปรดจำไว้ว่าคุณเลือกที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพใช้ปลิงในการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีทางเลือกอื่นในการรักษาอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะต้องมีการวิจัยอย่างจริงจังเพียงใด ทั้งการติดตามผลอย่างต่อเนื่องหรือการทดลองแบบสุ่ม สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับปลิงก็เป็นกำลังใจอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีที่แยกออกมาจากน้ำลายของปลิงอาจเป็นกุญแจของยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการอักเสบ และยาระงับปวดที่ดีกว่าเก่า

ขอขอบคุณอย่างสูงสำหรับนางสาวจินา วาดาส (Ms. Gina Wadas) ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ในสาขาวิชาวารสารศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม(Texas A & M) ในการเสนอหัวข้อนี้ ขอบคุณจินา

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดหัวใจ
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดหัวใจ

เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของการผ่าตัดหัวใจ