โรคเบาหวาน

การจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 851364114 %281%29

คุณสามารถจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวานที่คุณเป็น และมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีได้ด้วยการดูแลตนเองในทุกๆ วัน

โรคเบาหวานสามารถส่งผลต่อทุกส่วนของร่างกาย คุณจึงจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนด นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดแล้วยังต้องควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลด้วย ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวาน

ฉันจะจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวานได้อย่างไร

คุณสามารถวางแผนการรักษาร่วมกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณ แผนการรักษาโรคเบาหวานจะประกอบไปด้วย

  • ใช้หลักการ ABCs
  • ปฏิบัติตามแผนการรับประทานอาหาร
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง
  • ร่วมมือกับทีมแพทย์ในการรักษาโรคเบาหวาน
  • รับมือกับโรคเบาหวานด้วยวิธีการทางสุขภาพที่ดี

ใช้หลักการ ABCs

การใช้หลักการ ABCs จะช่วยให้คุณควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคส ระดับความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลได้ หากคุณสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่จะช่วยให้คุณควบคุมโรคเบาหวานได้ การปฏิบัติตามเป้าหมายของหลักการ ABCs จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และปัญหาจากโรคเบาหวานอื่นๆ     

A = A1C test หมายถึง การตรวจระดับน้ำตาลสะสม

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมหรือ A1C จะบอกค่าระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในเลือดในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา  ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะมีค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมต่ำกว่า 7 %  ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอว่าเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมที่เหมาะสมสำหรับคุณคือเท่าใด

B = Blood pressure หมายถึงความดันโลหิต

เป้าหมายของการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วๆ ไปคือ ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท  ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับค่าเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับคุณ

C = cholesterol หมายถึง คอเลสเตอรอล

ในร่างกายจะมีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดอยู่ 2 ชนิด คือ แอลดีแอล (LDL) และ เอชดีแอล (HDL) ไขมัน  LDL คือไขมันเลว หรือไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด การมีไขมันไม่ดีปริมาณมากจะทำให้เกิดหัวใจวาย หรือ โรคหลอดเลือดสมองตามมาได้  ส่วนไขมัน HDL คือไขมันดี เป็นไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดี ที่มีหน้าที่ในการกำจัดไขมันชนิดไม่ดีออกจากเส้นเลือด

ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับค่าระดับไขมันคอเลสเตอรอลที่เหมาะสมสำหรับคุณ  ถ้าคุณมีอายุมากกว่า 40 ปี คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยาสะแตติน (statin) เพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี

S = Stop smoking หมายถึง หยุดการสูบบุหรี่

การไม่สูบบุหรี่จะมีความสำคัญมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะการสูบบุหรี่และโรคเบาหวานจะทำให้เส้นเลือดตีบแคบ เมื่อเส้นเลือดตีบแคบ จะทำให้หัวใจทำงานหนัก  บุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยเช่นกัน

ถ้าคุณเลิกบุหรี่:

  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้จะลดลง ได้แก่ หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบประสาท โรคไต เบาหวานขึ้นตา และการตัดขา
  • ระดับไขมันคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตจะดีขึ้น
  • การไหลเวียนโลหิตจะดีขึ้น
  • คุณจะออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น

ถ้าคุณสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ ให้หยุดทันที  หากต้องการความช่วยเหลือแนะนำให้ปรึกษาสายด่วนเลิกบุหรี่เพื่อขอคำแนะนำ

การควบคุมระดับน้ำตาลสะสม ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันคอเลสเตอรอลให้ใกล้ค่าเป้าหมายมากที่สุด และการหยุดสูบบุหรี่จะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวานในระยะยาวได้  โดยโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต การทำลายของเส้นประสาท และโรคตา  ให้ปรึกษาแพทย์ว่าเป้าหมายในการควบคุมดูแลรักษาโรคเบาหวานของคุณคือเท่าใด รวมถึงข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว และบางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะสมสำหรับคุณ

ปฏิบัติตามแผนรับประทานอาหาร

กำหนดแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับคุณร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ การปฏิบัติตามแผนการรับประทานอาหารจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลได้

เลือกผักและผลไม้ ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด ไก่ หรือไก่งวงที่ไม่มีหนัง ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และนมปราศจากไขมัน หรือนมไขมันต่ำ และชีส   ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มรสหวานที่ใส่น้ำตาลทุกชนิด เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณพลังงานต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ น้ำตาล และเกลือ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกาย  พยายามออกกำลังกายให้ได้ 30 นาที ให้มีจำนวนวันต่อสัปดาห์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การเดินเร็วและว่ายน้ำ เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มการออกกำลังกาย หากคุณไม่ใช่ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการออกกำลังกายเสมอ เพื่อที่จะรู้ว่าการออกกำลังกายชนิดใดและปริมาณเท่าใดเหมาะสมสำหรับคุณ

การปฏิบัติตามแผนการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ถ้าคุณมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรืออ้วน แนะนำให้ปรึกษาทีมบุคลากรทางการแพทย์เพื่อออกแบบตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคุณ

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

รับประทานยาสำหรับโรคเบาหวานและยาสำหรับโรคอื่นๆ ตามแพทย์สั่ง แม้ว่าคุณจะรู้สึกแข็งแรงดีหรือมีระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลถึงเป้าหมายแล้วก็ตาม การใช้ยาจะทำให้คุณปฏิบัติตามหลักการ ABCs ได้  แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถ้าคุณต้องการรับประทานยาแอสไพริน (aspirin) เพื่อป้องกันโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดเสมอ  และแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณไม่สามารถจ่ายค่ายารักษาโรคได้ หรือเมื่อคุณมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน การตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดด้วยตนเองทุกวันเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมดูแลรักษาโรคเบาหวาน  และจะยิ่งสำคัญมากหากคุณกำลังได้รับยาฉีดอินซูลิน  ผลที่ได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาของคุณได้

วิธีในการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้านที่นิยมมากที่สุดคือการใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่มีขายทั่วไปตามร้านขายยา  คุณจะต้องใช้เครื่องมือนี้เจาะเลือดที่บริเวณปลายนิ้ว จากนั้นจะใช้เลือดปริมาณเล็กน้อยหยดลงบนแผ่นตรวจ  ซึ่งเครื่องจะแสดงผลค่าระดับน้ำตาลในเลือด ณ ขณะนั้นให้คุณทราบ

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความถี่ในการตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน และให้จดบันทึกผลการตรวจทุกครั้ง และนำผลการตรวจระดับน้ำตาลนี้ไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่ไปพบแพทย์

เป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดคือเท่าไร

ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงค่าปกติคือ:

  • ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร : 80-130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง : น้อยกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ปรึกษาแพทย์เสมอเกี่ยวกับค่าเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพื่อให้คุณสามารถแจ้งแพทย์ได้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณขณะนี้สูงหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด

จะเกิดอะไรขึ้นหากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป

บางครั้งระดับน้ำตาลในเลือดอาจต่ำกว่าค่าปกติที่ควรจะเป็น เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ (hypoglycemia)  โดยทั่วไประดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไปจะหมายถึงต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ และต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

จะเกิดอะไรขึ้นหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป เรียกว่า hyperglycemia

อาการแสดงถึงภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ได้แก่

ถ้าคุณมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงบ่อยครั้ง ให้ปรึกษาแพทย์ เพราะคุณอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือยาที่กำลังใช้อยู่

ข้อควรรู้: เมื่อไรที่ควรเช็คระดับคีโตน

แพทย์อาจต้องการตรวจปัสสาวะของคุณเพื่อวัดปริมาณสารคีโตน ถ้าหากคุณมีอาการของภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนที่เกิดจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับคีโตนในร่างกายสูงขึ้น จะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาการมีดังนี้

ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจะพบได้มากในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ร่วมมือกับทีมแพทย์ในการรักษาโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาโดยแพทย์ทั่วไป

นอกเหนือจากแพทย์ทั่วไปที่ดูแลคุณแล้ว ทีมแพทย์ยังอาจประกอบไปด้วย

  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่อมไร้ท่อ ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคเบาหวานเป็นพิเศษ
  • นักโภชนาการ
  • พยาบาล
  • เภสัชกร
  • ทันตแพทย์
  • จักษุแพทย์ (หมอตา)
  • แพทย์ที่ดูแลเท้า
  • ผู้ให้คำปรึกษา หรือ นักจิตวิทยา

เมื่อคุณต้องไปพบทีมบุคลากรทางการแพทย์ อย่าลืมที่จะถามคำถามที่คุณอยากรู้ ดังนั้นก่อนไปพบทีมบุคลากรทางการแพทย์ แนะนำให้จดข้อคำถามไปก่อน

คุณควรพบทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลคุณอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆ หรือปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต หรือระดับคอเลสเตอรอล ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด  ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ ต้องมั่นใจว่าคุณได้รับการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ตรวจเท้า และชั่งน้ำหนัก และการทบทวนแผนการรักษาของคุณ   ปรึกษาทีมแพทย์ที่ดูแลคุณเกี่ยวกับยาและการปรับเปลี่ยนที่ควรจะเป็น  การพบแพทย์เป็นประจำจะช่วยให้ตรวจพบปัญหาต่างๆ ได้รวดเร็ว หรือช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นได้

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนที่คุณควรฉีดเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคปอดอักเสบ การป้องกันการเจ็บป่วยถือเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะสูงขึ้นได้ง่ายหากคุณกำลังเจ็บป่วย หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้น

รับมือกับโรคเบาหวานด้วยวิธีการทางสุขภาพที่ดี

ความเครียด อารมณ์เสียใจ หรือโกรธ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยร่วมกับการเป็นโรคเบาหวาน ความเครียดจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ คุณจึงควรเรียนรู้วิธีการในการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น  พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ  ทำสวน  การเดิน เล่นโยคะ นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก หรือพังเพลงที่คุณชอบ จะช่วยจัดการกับความเครียดได้

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง  โรคซึมเศร้าอาจมีสาเหตุมาจากความพยายามในการรักษาโรคเบาหวานที่คุณเป็น  แนะนำให้ขอคำปรึกษาหากคุณกำลังมีอารมณ์ซึมเศร้า  ได้แก่ ปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อน หรือคนในครอบครัว ซึ่งจะช่วยรับฟังคุณและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

พยายามนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง  การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นและช่วยให้คุณหายจากอาการอ่อนเพลีย หากคุณมีอาการง่วงนอนระหว่างวันบ่อยครั้ง คุณอาจเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีการหยุดหายใจหลายๆ ครั้งตลอดคืน  ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หากคุณคิดว่าตัวคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ

โปรดจำไว้ว่า การดูแลรักษาโรคเบาหวานไม่ง่าย แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/managing-diabetes

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่