ภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 980,188 คน

ต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายโดยทำหน้าที่กรองเลือดและเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดขาว ดังนั้นต่อมน้ำเหลืองจึงมักจะเป็นอวัยวะอย่างแรกที่มีความผิดปกติในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อเนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงจะเกิดการอักเสบและบวมขึ้นตามมาซึ่งเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นแล้วในต่อมน้ำเหลืองมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสารหรือสิ่งต่าง ๆ  ที่กระตุ้นให้พวกมันแบ่งตัวมากขึ้น

ต่อมน้ำเหลืองสามารถพบได้ทั่วร่างกาย ในเวลาปกติ ต่อมเหล่านี้จะมีขนาดเล็กและไม่สามารถคลำได้

ภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบนั้นเป็นภาวะที่ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ เม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophils (เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบมากที่สุดและเป็นชนิดแรกที่จะตอบสนองต่อการติดเชื้อ) จะกระตุ้น macrophages (เซลล์ที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่น ๆ) และ eosinophils (เซลล์ที่ต่อสู้กับปรสิตและอาการแพ้ต่าง ๆ) ให้เดินทางไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตขึ้นจนสังเกตและคลำได้

อย่างไรก็ตามภาวะต่อมน้ำเหลืองโตนี้อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่นโรคมะเร็งซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น หรืออาจเกิดจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็ได้

อาการที่พบ

ภาวะนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากการคลำพบต่อมน้ำเหลือง เช่นที่บริเวณใต้ขากรรไกร หรือรอบหัวไหล่ หากต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังของขาหรือใกล้กับข้อต่อของขานั้นโตขึ้นอาจทำให้เกิดอาการขาบวมที่ขาข้างนั้นได้ หากต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานโตอาจทำให้แมวถ่ายอุจจาระได้ลำบากขึ้น นอกจากนั้นแมวอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้ หากแมวของคุณมีต่อมน้ำเหลืองโตมาก ๆ อาจทำให้พวกมันไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้ หรืออาจมีปัญหาทางการหายใจ

สาเหตุ

  • เซลล์ในต่อมนำเหลืองมีขนาดโตขึ้นจากการตอบสนองต่อเชื้อโรค และทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แต่เซลล์เหล่านี้ไม่ได้เกิดการติดเชื้อ
  • ภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบจากการติดเชื้อ คือการที่เซลล์ในต่อมน้ำเหลืองนั้นเกิดการติดเชื้อ
  • เชื้อโรคที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวประกอบด้วย
    • Sporotrichosis: เป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนัง โดยได้รับมาจากดิน, ฟาง, พืชต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการที่ผิวหนัง, ปอด, กระดูก และสมอง
  • แบคทีเรีย
    • Rickettsia: ติดต่อผ่านเห็บหรือหมัด
    • Bartonellaspp: ติดต่อผ่านแมลงวัน
    • Brucellacanis: ติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือระหว่างผสมพันธุ์
    • Pasteurella: ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ
    • Yersiniapestis: ติดต่อผ่านทาสงหมัดและสัตว์ฟันแทะ
    • Fusobacterium: ทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณปาก คอ ช่องอก และปอด
    • Francisellatularensis: ติดต่อผ่านทางเห็บ,แมลงวันกวาง และการสูดดมก๊าซจากสัตว์ที่ติดเชื้อ
    • Mycobacterial: ติดต่อผ่านทางน้ำ
  • ไวรัส
    • Feline immunodeficiency virus (FIV)
    • Feline Leukemia Virus (FeLV)
  • สาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การติดเชื้อ
    • การได้รับสารก่อภูมิแพ้: ต่อมน้ำเหลืองบริเวณที่ใกล้กับจุดที่สัมผัสกับสารดังกล่าวจะตอบสนองโดยการผลิตเซลล์ต่าง ๆ ออกมามากขึ้น
    • โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน: ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองผิดปกติหรือมากกว่าปกติ
    • เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น
    • Feline hypereosinophilic syndromes: เป็นภาวะที่แมวมีเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil มากผิดปกติซึ่งอาจเกิดร่วมกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, การติดเชื้อที่ไขกระดูก, หอบหืด หรือภูมิแพ้

การวินิจฉัยโรค

สัตวแพทย์จะทำการตรวจร่างกายแมวอย่างละเอียดร่วมกับการส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเช่นการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ

อาจจะมีการเก็บตัวอย่างเซลล์จากต่อมน้ำเหลืองเพื่อนำไปตรวจเพิ่มเติมภายใต้กล้องจุลทรรศน์ซึ่งจะสามารถตรวจพบการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ, เนื้องอก และการติดเชื้อราได้

นอกจากนี้ คุณจะต้องเล่าประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของแมวอย่างละเอียดโดยเฉพาะเรื่องของอาการที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว เพราะว่าจะช่วยให้สัตวแพทย์วินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น

นอกเหนือไปจากการตรวจเลือดตามปกติแล้วนั้น บางครั้งอาจมีการตรวจพิเศษเช่นการตรวจหาเชื้อไวรัสต่าง ๆ หรือภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จำเพาะต่อการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมน้ำเหลืองได้ การตรวจทางภาพวินิจฉัยจะทำให้สัตวแพทย์เห็นความผิดปกติที่ต่อมน้ำเหลืองได้ชัดเจนมากขึ้น และยังอาจทำให้เห็นความผิดปกติที่อวัยวะอื่นๆ ได้อีกด้วย

การรักษา

สัตวแพทย์จะสั่งการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว

การดูแลและการจัดการ

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดภาวะนี้บางชนิดสามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้ เช่น sporotrichosis, Francisellatularensis, Yersiniapestis และ Bartonellasppดังนั้นหากแมวของคุณมีการติดเชื้อดังกล่าว คุณควรสอบถามสัตวแพทย์เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตัวของคุณเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม