Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
การรักษา

ต่อมน้ำเหลืองโต

ปกติแล้ว ต่อมน้ำเหลืองโตสามารถหายเองได้ แต่หากรู้สึกเจ็บ หรือเป็นระยะเวลานาน อาจหมายถึงการติดเชื้อ และเนื้องอก
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 24 ต.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมน้ำเหลืองเป็นต่อมขนาดเล็กที่มีน้ำเหลือง ซึ่งเป็นของเหลวสีใสที่ไหลเวียนผ่านระบบท่อน้ำเหลือง โดยน้ำเหลืองจะเดินทางผ่านระบบน้ำเหลือง ซึ่งประกอบขึ้นจากช่องทางต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย มีลักษณะคล้ายกับหลอดเลือด

ต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจโตได้จากการตอบสนองต่อการติดเชื้อ และเนื้องอก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺โรคมะเร็ง... ตรวจก่อน ป้องกันได้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ดูเเพ็กเกจได้ที่นี่ เริ่มต้นเพียง 1,425 บาท

🧬 เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการเป็นมะเร็งระยะลุกลามแบบไม่รู้ตัว

Internal ad

หน้าที่ของต่อมน้ำเหลือง

ต่อมน้ำเหลืองเป็นสถานที่เก็บเม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย

ต่อมน้ำเหลืองนั้นจะทำหน้าที่คล้ายกับจุดตรวจ เวลาที่แบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์ที่เป็นโรค หรือผิดปกติผ่านเข้ามาในท่อน้ำเหลือง ก็จะถูกหยุดที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองก่อน ซึ่งต่อมน้ำเหลืองจะสะสมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หากสะสมในปริมาณมากจะส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองโตนั่นเอง

ต่อมน้ำเหลืองอยู่ตรงส่วนไหนของร่างกาย

ต่อมน้ำเหลืองอยู่ทั่วร่างกาย และยังสามารถพบได้ที่บริเวณใต้ผิวหนังในหลายๆ ส่วน เช่น

  • รักแร้
  • ใต้ขากรรไกร
  • ลำคอทั้ง 2 ข้าง
  • ขาหนีบทั้ง 2 ข้าง
  • บริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า

สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมน้ำเหลืองโตเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อความเจ็บป่วย การติดเชื้อ หรือความเครียด เป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกว่า ระบบน้ำเหลืองกำลังทำงานเพื่อกำจัดเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย

ตัวอย่างกรณีต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมน้ำเหลืองสามารถโตได้จากการที่มีการติดเชื้อในบริเวณใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอจะโตเวลาที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือในเวลาที่เป็นหวัดนั่นเอง

ต่อมน้ำเหลืองโตที่ศีรษะ และคอ เกิดจากความเจ็บป่วย เช่น

  • การติดเชื้อที่หู
  • ไข้หวัด
  • การติดเชื้อในโพรงจมูก
  • โรคหัด (Measles) คือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • การติดเชื้อที่ฟัน
  • โรคโมโนนิวคลิโอซิส (Mononucleosis)
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • คออักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโทคอกคัส (Streptococcus spp.)
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ
  • วัณโรค (Tuberculosis)
  • เหงือกอักเสบ หรือมีแผลในช่องปาก

ยาที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้

ยาบางชนิด และปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการแพ้ยาบางอย่างนั้น สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ เช่น ยากันชัก และยาฆ่าเชื้อมาลาเรีย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ เช่น

  • โรคท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis)
  • การติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หรือหนองใน สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตได้
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคลูปัส และข้ออักเสบชนิดรูห์มาตอยด์

มะเร็งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งชนิดใด หากมีการแพร่กระจายในร่างกายก็สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ ซึ่งเวลาที่มะเร็งแพร่จากบริเวณหนึ่งไปยังต่อมน้ำเหลืองจะทำให้อัตราในการรอดชีวิตลดลง และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลืองนั้นก็สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้เช่นกัน

ตัวอย่างชนิดมะเร็งที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต เช่น

การวินิจฉัย

ต่อมน้ำเหลืองโตอาจจะมีขนาดเล็กเท่ากับเม็ดถั่ว หรือใหญ่เท่ากับเชอร์รี่ก็ได้ ซึ่งอาจรู้สึกเจ็บเวลาที่สัมผัสโดน หรือเวลาที่เคลื่อนไหวในบางท่า

ต่อมน้ำเหลืองโตที่ต้นขากรรไกร หรือคอด้านใดด้านหนึ่งนั้น อาจรู้สึกเจ็บเวลาที่หันศีรษะไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง หรือเวลาเคี้ยวอาหาร และอาจจะคลำเจอได้ง่ายๆ ที่บริเวณใต้ขากรรไกร

ต่อมน้ำเหลืองโตที่ขาหนีบอาจทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาที่เดิน หรือก้มตัว

อาการอื่นๆ ที่อาจจะพบร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต ประกอบด้วย

หากคุณมีอาการเหล่านี้ หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตที่เจ็บ แต่ไม่มีอาการอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่โตแต่ไม่เจ็บนั้นอาจจะเป็นอาการของโรคมะเร็ง

ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองที่โตนั้นจะค่อยๆ มีขนาดเล็กลงเมื่ออาการอื่นๆ เริ่มหายไป หากต่อมน้ำเหลืองโต และเจ็บ หรือมีอาการบวมนานหลายวันควรไปพบแพทย์

เวลาที่ไปพบแพทย์เมื่อเป็นต่อมน้ำเหลืองโต

  • หากผู้ป่วยเพิ่งมีอาการป่วย หรือได้รับบาดเจ็บ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เพราะสามารถช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นได้
  • แพทย์จะซักประวัติของผู้ป่วย เนื่องจากมีหลายโรค และยาบางตัวที่สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ ดังนั้นการให้ประวัติอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
  • หลังจากซักประวัติ แพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำดูขนาดของต่อมน้ำเหลืองที่โต และดูว่ามีอาการเจ็บหรือไม่ หลังจากนั้นอาจมีการตรวจเลือดเพื่อดูโรคบางโรค หรือความผิดปกติของฮอร์โมน
  • หากจำเป็นแพทย์อาจตรวจวินิจฉัยทางรังสีเพื่อประเมินต่อมน้ำเหลือง หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายที่อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  • ในบางราย อาจมีการตรวจเพิ่มเติมอีก เช่น การตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาโรคบางโรค เช่น มะเร็ง หากจำเป็นแพทย์อาจจะต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดออก

การรักษาต่อมน้ำเหลืองโต

  • ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองโตมักจะค่อยๆ เล็กลงได้เองโดยที่ไม่ต้องรับการรักษา ในบางราย แพทย์อาจจะนัดมาตรวจติดตามอาการโดยที่ไม่ได้รักษาอื่นๆ
  • ในรายที่มีการติดเชื้อ แพทย์อาจจะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อไวรัส เพื่อกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองโต นอกจากนั้นอาจจะให้ยาลดอาการปวด และการอักเสบร่วมด้วย เช่น แอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
  • ต่อมน้ำเหลืองโตที่เกิดจากโรคมะเร็งอาจจะไม่กลับไปเล็กเหมือนเดิมจนกว่าจะได้รับการรักษาโรคมะเร็ง การรักษามะเร็งนั้นมีได้ตั้งแต่การตัดเนื้องอก หรือต่อมน้ำเหลืองที่มีเซลล์มะเร็งลามไปออก หรืออาจจะต้องใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง
  • แพทย์จะเป็นผู้เสนอ และวางแผนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยให้มากที่สุด

การป้องกันต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมน้ำเหลืองโตที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส สามารถป้องกันได้เบื้องต้น ดังนี้

  • สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาอยู่ในที่แออัด โดยเฉพาะช่วงไข้หวัดระบาด เช่น บนรถโดยสารสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยโรคติดเชื้อที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
  • ล้างมือบ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

2 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Robert Ferrer, Lymphadenopathy: Differential Diagnosis and Evaluation (https://www.aafp.org/afp/1998/1015/p1313.html), 15 October 1998
Vikramjit S Kanwar, Lymphadenopathy (https://emedicine.medscape.com/article/956340-overview), 1 February 2018

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป