ความรู้สุขภาพ

ความดันต่ำ สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาป้องกันอย่างเหมาะสม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 9, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
Istock 882327156 %281%29

โดยปกติแล้ว หลายคนมักจะคุ้นเคยกันดีกับโรคความดันสูง แต่ในที่นี้เราจะมาพูดถึง "ความดันต่ำ" กันบ้าง ความดันต่ำเป็นอีกหนึ่งภาวะความดันเลือดที่มีค่าระดับต่ำกว่าปกติ ซึ่งตรงกันข้ามกับความดันสูงนั่นเอง ทว่าความดันต่ำเมื่อเกิดแล้วจะมีอาการร้ายแรงหรือไม่ สาเหตุเกิดจากอะไร และจะมีวิธีป้องกันหรือดูแลตนเองได้อย่างไร ไปติดตามข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับความดันต่ำที่เรานำมาฝากดังต่อไปนี้ได้เลย

ความดันต่ำคืออะไร ?

ความดันต่ำ (Low Blood Pressure/Hypotension) คือ ภาวะที่ความดันของเลือดต่ำ โดยมีระดับอยู่ที่ 90/60 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือเป็นรูปแบบของความดันต่ำทั่วไป แต่หากเป็นอาการความดันต่ำในผู้สูงอายุ ก็จะอยู่ที่ 100/70 มิลลิเมตรปรอท ภาวะความดันต่ำยังไม่มีการบันทึกอุบัติการณ์ เพราะหากเกิดความดันต่ำในระดับที่ไม่มาก ร่างกายก็อาจจะไม่แสดงอาการใด ๆ

สาเหตุของความดันต่ำ

ความดันต่ำเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. พันธุกรรม

เป็นสาเหตุอันดับแรกของการเกิดภาวะความดันต่ำ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับผู้ที่มีรูปร่างผอมบาง ร่างกายอ่อนแอ คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเป็นความดันต่ำได้มากกว่า โดยอาการของภาวะความดันต่ำจะมีอาการแสดงออกมาเมื่อผู้ป่วยอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

2. ยา

ยารักษาโรคบางชนิดก็มีส่วนทำให้เป็นความดันต่ำได้เช่นกัน เช่น ยารักษาโรคพาร์กินสัน ยาขับปัสสาวะ ในบางรายก็อาจจะแสดงอาการออกมาได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาควบคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด หรือแม้แต่การรับประทานร่วมกับยารักษาโรคความดันสูง

3. ภาวะร่างกายขาดน้ำ

โดยจะเกิดก็ต่อเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณมาก เช่น อาการท้องเสีย หรือร่างกายขับน้ำในปริมาณมากผ่านทางเหงื่อจนทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผู้ป่วยก็จะเป็นความดันต่ำได้

4. อาการป่วยต่าง ๆ

การป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ก็สามารถส่งผลต่อการเป็นภาวะความดันต่ำได้ เพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในร่างกาย จะมีผลต่อภาวะความดันต่ำโดยตรง โดยโรคหรือปัญหาสุขภาพที่ส่งผลมีดังนี้

  • ระบบสื่อสารระหว่างสมองและหัวใจผิดพลาด โดยอาจจะมาจากการยืนนานจนเกินไป เพราะเมื่อร่างกายประมวลผลออกมาว่ามีความดันสูง เมื่อนั้นหัวใจก็จะลดอัตราการเต้นให้ช้าลง
  • ระบบประสาทผิดปกติ โดยเกิดจากระบบประสาทที่เรียกว่า ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมดเกิดความผิดปกติ
  • โรคโลหิตจาง เป็นสาเหตุสำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากการเป็นโรคโลหิตจางจะส่งผลให้ปริมาณฮีโมโกลบินลดลง เพราะฉะนั้นเมื่อร่างกายสูญเสียเลือดปริมาณมากจากการบาดเจ็บ ก็ย่อมทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ หรือแม้กระทั่งภาวะเลือดออกภายในก็สามารถทำให้เกิดภาวะความดันต่ำตามมาได้
  • ภาวะการทำงานของหัวใจผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ก็อาจเกิดผลกระทบต่อการสูบฉีดเลือด ให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้
  • ภาวะช็อกจากหัวใจทำงานผิดปกติ (Cardiogenic Shock) คือ ภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปใช้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • ภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (Toxic Shock Syndrome) คือ ภาวะติดเชื้อที่แบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้น้ำไหลออกไปอยู่บริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ
  • ภาวะช็อกจากอาการแพ้ (Anaphylactic Shock) คือ ปฏิกิริยาภูมิแพ้เฉียบพลัน ทำให้มีปัญหาด้านการหายใจ รวมกับอาการคัน คอบวม และเกิดผื่นลมพิษตามร่างกาย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • ไม่ควรเปลี่ยนท่าทางเร็วมากเกินไป
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยรับประทานในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม
  • หมั่นตรวจความดันอย่างสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงเกินไป อาจจะเดิน ว่ายน้ำ เล่นโยคะ หรือรำไท่เก๊กก็ได้

5. ภาวะช็อก

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ สำหรับภาวะช็อกนั้นมีอยู่หลากหลาย เช่น

อาการของความดันต่ำ

อาการของภาวะความดันต่ำ หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะปกติก็จะไม่มีอาการแสดงมากนัก ยกเว้นผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ แต่กลับมีความดันที่ลดลง ก็ถือว่าเกิดเป็นภาวะความดันต่ำ สำหรับอาการของภาวะความดันต่ำที่ผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการที่สามารถสังเกตได้ดังนี้

  • การมองเห็นไม่ชัดเจน
  • ใจสั่น
  • วิงเวียนศีรษะ
  • กระหายน้ำ
  • ร่างกายอ่อนเพลีย
  • ผิวซีด/ตัวเย็น

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะความดันต่ำไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่อาจจะต้องระมัดระวังในผู้สูงอายุ เนื่องจากอาการทั่วไปของความดันต่ำจะมีอาการวิงเวียน เพราะฉะนั้นอาจเกิดการล้มลงได้ แต่ในกรณีที่มีความดันต่ำมากเกินไป ย่อมส่งผลทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ไม่ว่าจะเป็นทางสมองและหัวใจซึ่งส่งผลเสียหายต่ออวัยวะดังกล่าว อีกทั้งในบางรายก็อาจเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้

การวินิจฉัยความดันต่ำ

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยความดันต่ำโดยการสอบถามประวัติของผู้ป่วยเป็นหลัก เช็กอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น และอาจตรวจร่างกายทั่วไป แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก หรือผู้ป่วยเกิดภาวะความดันต่ำบ่อยครั้ง ก็จะต้องใช้ผลตรวจจากทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม คือ

1. การตรวจเลือด (Blood Tests)

โดยจะมีการเก็บตัวอย่างเลือดไปใช้เพื่อหาผลลัพธ์ด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งผลของการตรวจเลือดนี้ ยังทำให้แพทย์สามารถค้นพบโรคอื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

2. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)

เป็นการทดสอบโดยใช้คลื่นไฟฟ้าเพื่อจับจังหวะอัตราการเต้นของหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่

3. ตรวจคลื่นฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter and Event Monitors)

จะมีรูปแบบการตรวจคล้ายคลึงกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่วิธีนี้จะใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงในการตรวจจังหวะหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยผู้ป่วยยังคงสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

4. ตรวจระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System)

เป็นการตรวจที่มีความคล้ายคลึงกับการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้า แต่จะใช้รูปแบบการตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจในการทำกิจกรรม เพื่อเป็นการวัดค่าความดัน

5. ตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24 Hours Urine Test)

โดยจะให้ผู้ป่วยเก็บปัสสาวะของตนเองภายในเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบตามกำหนดจึงนำปัสสาวะที่เก็บได้มาตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป (ควรเก็บปัสสาวะไว้ในที่เย็น)

วิธีรักษาความดันต่ำ

การรักษาภาวะความดันต่ำแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ ภาวะความดันต่ำที่ไม่รุนแรงและภาวะความดันต่ำที่รุนแรง โดยการดูแลรักษาแต่ละรูปแบบสามารถแบ่งได้ดังนี้

ภาวะความดันต่ำที่ไม่รุนแรง

1. เมื่อมีอาการจากภาวะความดันต่ำ เช่น เวียนศีรษะ แนะนำให้ผู้ป่วยหยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง แล้วรีบนั่งพักเพื่อให้อาการดีขึ้น

2. หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน

3. แบ่งอาหารไว้รับประทานเป็นมื้อย่อยเล็ก ๆ

ภาวะความดันต่ำที่รุนแรง

1. รักษาด้วยยา

สำหรับการรักษาด้วยยานั้นจะต้องเป็นยาที่แพทย์สั่ง หรืออยู่ในความดูแลของแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยยาที่ใช้ในการรักษา เช่น ยาเพิ่มความดันโลหิต ยาทางจิตเวช และสเตียรอยด์

2. ให้น้ำเกลือ

เมื่อเกิดภาวะความดันต่ำ ร่างกายจะขาดน้ำและเกลือแร่ เพราะฉะนั้นการให้น้ำเกลือจึงเป็นการรักษาอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะช่วยปรับให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นได้

วิธีป้องกัน/ดูแลตัวเองเมื่อเป็นความดันต่ำ

สำหรับภาวะความดันต่ำ ไม่ว่าใครก็ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้ว การดูแลสุขภาพร่างกายตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดภาวะความดันต่ำ ตลอดจนผู้ป่วยที่เป็นความดันต่ำก็สามารถดูแลตนเองเพื่อให้อาการดีขึ้น โดยสามารถปฏิบัติตนได้ดังนี้

จะเห็นได้ว่าความดันต่ำ ถึงแม้จะดูเป็นภาวะที่ไม่อันตราย แต่ก็สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาจากอาการของความดันต่ำ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ ผู้ป่วยจึงควรดูแลตัวเองอยู่เสมอ

เมนูอาหารแนะนำ สำหรับคนเป็นโรคความดันต่ำ

อาหารที่คนเป็นโรคความดันต่ำควรรับประทาน

          1. เครื่องดื่มประเภทชาต่าง ๆ

          ชาโสมและชาขิงช่วยแก้อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้เลือดสามารถไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายได้ดี ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่เหนื่อยง่าย

          2. ผลไม้ที่มีวิตามินซี

          เช่น มะขามป้อม ส้ม มะม่วง สตรอว์เบอร์รี ช่วยลดความดันต่ำ ควรรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการเวียนศีรษะจากอาการของโรคได้

          3. อาหารประเภทเนื้อสัตว์

          ปลาซาร์ดีน สาหร่ายทะเล หอยนางรม ตับและไตของสัตว์ อาหารเหล่านี้ช่วยลดภาวะการขาดเลือดอย่างฉับพลัน ช่วยให้เลือดไปบำรุงร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

          4. วิตามินอีในผลไม้บางชนิด

          ผลไม้สุกที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ มะละกอสุก กล้วยไข่ มะปรางหวาน สับปะรด สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคความดันต่ำได้

          5. ธัญพืชต่างๆ

          ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ขนมปัง มันฝรั่ง ถั่ว ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เลือดเป็นลิ่มน้อย บรรเทาอาการของโรคได้ดี

          6. ผลไม้อบแห้ง

          ลูกพรุน ลูกเกด ทานตะวัน อินทผาลัม กล้วยตาก ผลไม้แบบแห้งจะมีโพแทสเซียมมาก เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคความดันต่ำ รับประทานในเวลาว่างจะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย เป็นต้น

          สิ่งที่ต้องรับประทานเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาหารประจำวัน

          1. เน้นอาหารประเภทโปรตีน

          ร่างกายของผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันต่ำส่วนหนึ่งมาจากการขาดโปรตีนในร่างกายและอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย การเติมโปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากธรรมชาติ เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเหลือง พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ จะช่วยลดอาการความดันต่ำที่มีอยู่ได้เช่นกัน

          2. รับประทานอาหารเสริมประเภทวิตามินบีต่าง ๆ เช่น วิตามินบี 1 , วิตามินบี 12

          3. รับประทานอาหารเสริมประเภทแคลเซียม, วิตามินอี เป็นต้น

          ปรับพฤติกรรมเพื่อเปลี่ยนโรค

          นอกจากการเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อช่วยให้อาการความดันต่ำที่เป็นอยู่มีอาการดีขึ้นแล้ว พฤติกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราก็ควรปรับให้ห่างไกลจากโรคนี้ด้วย เช่น

          1. การฝึกการหายใจ เพื่อช่วยให้เลือดสามารถกระจายไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของระบบหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น การนั่งสมาธิ การฟังดนตรีบำบัด เป็นต้น

          2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดสูบฉีด การหายใจดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ช่วยกระตุ้นหลอดเลือดให้สามารถไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ

          3. ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อยง่ายอีกด้วย

          4. ลดความเครียด ยิ่งเครียดเลือดยิ่งไปเลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้น้อยลง ควรหลีกเลี่ยงภาวะความตึงเครียด ฝึกเป็นคนมีอารมณ์ขัน ไม่ยึดติด ปล่อยวาง จะช่วยให้สมองแจ่มใส เมื่อทุกส่วนของร่างกายทำงานผสานกันก็จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคความดันต่ำได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรไทยสำหรับคนความดันต่ำ

ข่าวดีสำหรับผู้ที่มักมีภาวะความดันโลหิตต่ำหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันต่ำคือ ไม่จำเป็นต้องหายาที่แพงแต่อย่างใด เพราะ “สมุนไพรไทย” ก็สามารถบำรุงรักษาโรคความดันต่ำได้ดีทีเดียว

สมุนไพรไทยในการรักษาความดันต่ำเหมาะกับการใช้เป็นตำรับยา หมายถึง การใช้สมุนไพรหลายตัวประกอบกัน ซึ่งจะมีสมุนไพรบางตัวเป็นยาหลัก บางตัวเป็นตัวยารอง แต่เมื่อประกอบกันแล้วจะเป็นตำรับที่ลงตัว สำหรับตำรับยาสมุนไพรที่เหมาะกับการรักษาโรคความดันโลหิตต่ำ ได้แก่ เทียนทั้ง 5 หรือเบญจเทียน (ประกอบด้วย เทียนดำ, เทียนแดง, เทียนขาว, เทียนข้าวเปลือก และเทียนตาตั๊กแตน) และโกฐกระดูก

  • เทียนดำ เมล็ดมีสรรพคุณบำรุงโลหิต ช่วยในเรื่องระบบการหมุนเวียนของเลือด สามารถใช้เป็นยาฟอกเลือดได้ ช่วยรักษาโรคไขมันในเลือดสูง รวมถึงสามารถนำไปผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
  • เทียนแดง สรรพคุณของเทียนแดงนั้นเป็นยาเย็น สามารถบำรุงรักษาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ปอด หัวใจ ม้าม กระเพาะปัสสาวะ รวมถึงสามารถลดไขมันในเลือดได้
  • เทียนขาว นอกจากจะเป็นตำรับยาแก้อาการความดันโลหิตต่ำแล้ว สรรพคุณของเทียนขาวนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยขับเสมหะ ใช้ปรุงเป็นยาหอม ใช้ผสมกับยาระบายช่วยแก้อาการปวดมวน ใช้เป็นยาฝาดสมานแก้อาการท้องเสีย ฯลฯ จึงมักปรากฏเทียนขาวในตำรับยาหลายสูตร
  • เทียนข้าวเปลือก มีสรรพคุณโดยรวมเป็นยาบำรุงโลหิต ช่วยขับลม แก้อาเจียน บำรุงโลหิต และใช้ในตำรับยาหอม รักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต จัดอยู่ในตำรับยาพิกัดเทียนหลายตำรับ
  • เทียนตาตั๊กแตน มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นใน
  • โกฐกระดูก คือส่วนของรากที่นำมาใช้เป็นยา มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมยาวเป็นรูปกระสวยคล้ายกระดูก สรรพคุณมีหลากหลาย สามารถบำรุงรักษาอาการที่เกี่ยวกับปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับ และเป็นยาบำรุงโลหิตได้ด้วย

วิธีการรับประทาน

ในส่วนของวิธีการใช้สมุนไพรนั้น สามารถนำไปปรุงได้หลากหลายรูปแบบ หรือบดทำเป็นยาลูกกลอน หรืออัดใส่แคปซูลแล้วรับประทานวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นก็ได้ หรือหากนำไปต้ม ควรใช้หม้อดิน หม้อเคลือบ หรือจะเป็นหม้อสแตนเลสก็ได้ แต่ที่ไม่แนะนำคือหม้ออะลูมิเนียม

ส่วนวิธีการต้มนั้นก็เพียงนำเอาสมุนไพรที่หาได้ทั้งหมดมาต้มรวมกัน โดยใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที อาจเพิ่มเวลานิดหน่อยได้หากมีสมุนไพรส่วนที่เป็นแก่นไม้ วิธีการรับประทานนั้น สามารถรับประทานน้ำสมุนไพรได้ทุกวันในปริมาณครึ่งแก้วก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกัน 3-5 วัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยปรับธาตุ เลือดลมภายในร่างกาย ช่วยลดอาการความดันโลหิตต่ำได้แล้ว ยิ่งถ้าหากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมทั้งเพิ่มการออกกำลังกาย ยิ่งจะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น

ยากระตุ้นความดันโลหิต

ยากระตุ้นความดันโลหิต (Vasopressor) คือ กลุ่มยาที่ทำให้เกิดการหดตัวของเส้นเลือดและสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ภาวะความดันในเลือดต่ำอาจทำให้อวัยวะในร่างกายเสียหายจนกระทั่งเสียชีวิตได้ ซึ่งยาดังกล่าวสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะช็อกและผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างการผ่าตัด ยากระตุ้นความดันเริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับยา inotrope คือ ยากระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว

ยากระตุ้นความดันที่ใช้บ่อย

ยารวมไปถึงฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นความดันโลหิต เช่น

  • Norepinephrine
  • Epinephrine
  • Vasopressin (Vasostrict)
  • Dopamine
  • Phenylephrine
  • Dobutamine

ข้อระวังในการใช้ยากระตุ้นความดันโลหิต

ยากระตุ้นความดันโลหิตจะใช้เมื่อมีการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์สูงจนอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้หากใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งยาดังกล่าวจะไปลดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนลงในบางส่วนของร่างกาย ยากระตุ้นความดันนั้นมักใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากคุณจำเป็นจะต้องใช้ยากลุ่มนี้ คุณต้องแจ้งแพทย์ก่อนใช้ยาดังกล่าวหากมีสภาวะดังต่อไปนี้

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • โรคหัวใจ
  • ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ
  • มีประวัติการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  • ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูง (hyperthyroidism)
  • เส้นเลือดดำโป่งพอง (Varicose veins)
  • เป็นโรคหอบหืด (asthma)
  • มีประวัติแพ้ยา

ผลข้างเคียงของยากระตุ้นความดันโลหิต

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ภายหลังรับประทานยากระตุ้นความดันโลหิตให้แจ้งแพทย์ทันที

  • หัวใจเต้นช้าลง
  • ริมฝีปากหรือเล็บมีสีคล้ำ
  • มีอาการปวด แสบ คัน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของสีบริเวณผิวหนัง
  • มีอาการชา อ่อนแรงขึ้นมาทันที หรือรู้สึกเย็นบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
  • หายใจลำบาก ปัสสาวะน้อย หรือปัสสาวะไม่ออก
  • มีปัญหาด้านการพูด การมองเห็น และการทรงตัว
  • มีอาการแสดงถึงความดันโลหิตสูงที่ร้ายแรง (ปวดหัวรุนแรง ได้ยินเสียงที่หู มองเห็นภาพไม่ชัด สับสน กังวล เจ็บหน้าอก หรือชัก)
  • มีอาการแสดงของภาวะ anaphylaxis คืออาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น มีผื่นขึ้น มีตุ่มนูน หายใจไม่ออก บวมที่ปาก ริมฝีปาก ใบหน้า หรือลิ้น

หากเป็นไปได้ คุณควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีประวัติการใช้ยาต่าง ๆ ทั้งยาที่แพทย์เป็นผู้จ่ายหรือการซื้อยารับประทานเอง รวมถึงการใช้สารเสพติด ยาสมุนไพร อาหารเสริมต่าง ๆ ก่อนที่จะได้รับยากระตุ้นความดัน

ยากระตุ้นความดันและภาวะการตั้งครรภ์

นอกจากนี้ คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์ก่อนการได้รับยากระตุ้นความดัน เนื่องจากแพทย์จะเป็นผู้ประเมินถึงผลดีและผลเสียที่จะตามมาในการใช้ยากระตุ้นความดันดังกล่าว นอกจากนี้ หากคุณได้รับยากระตุ้นความดันอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่