การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ สามารถตรวจอย่างไรให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นมะเร็งตับ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

การตรวจคัดกรอง (Screening) มักใช้วิธีการตรวจภาพถ่ายและการตรวจเลือด นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจรูปแบบอื่นๆ ขึ้นอยู่กับผลตรวจที่ได้รับ

เนื่องจากในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับมักไม่มีหรือแสดงอาการของโรค จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับควรได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

โรคมะเร็งตับกำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และ 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้โรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้น คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งการติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคตับเรื้อรังหรือเป็นโรคตับแข็ง ทั้งนี้ 3% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรังทั้งหมดจะเป็นโรคมะเร็งตับ

การคัดกรองผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

การวินิจฉัยและการรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ องค์กรไวรัสตับอักเสบบีจึงสนับสนุนให้บุคคลคที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งตับเข้าตรวจคัดกรองโรคทุกๆ 6 เดือน
บุคคลเหล่านั้น ประกอบไปด้วย

  • ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับ
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับเป็นประจำเช่นกัน

การตรวจแบบอัลตราซาวด์ (Ultrasound) และการตรวจเลือด

วิธีการหลักในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับ คือ วิธีการตรวจแบบอัลตราซาวด์ทางช่องท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง โดยเจ้าหน้าที่จะการขยับเครื่องมือไปมาบนหน้าท้องในตำแหน่งของตับ ขณะทำการตรวจคลื่นเสียงจะทะลุผ่านผนังหน้าท้องและสะท้อนกลับมา จึงทำให้เห็นเป็นภาพบนหน้าจอรับภาพ การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงนี้สามารถเห็นก้อนเนื้องอกได้

การตรวจแบบอัลตราซาวด์จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจเลือดเพื่อหาแอลฟ่าฟีโตโปรตีนหรือเอเอฟพี (Alpha-fetoprotein หรือ AFP) AFP เป็นโปรตีนที่พบได้ในเลือดของทารกในครรภ์และจะหมดไปเมื่อทารกคลอดออกมา หากตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในผู้ใหญ่จะเป็นสัญญาณเตือนเรื่องของโรคมะเร็ง รวมถึงโรคมะเร็งตับด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญบางท่าน กล่าวไว้ว่า การตรวจ AFP ไม่ได้มีความแม่นยำเสมอไป แต่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเห็นตรงกันว่า การตรวจ AFP นั้นมีประโยชน์ เนื่องจากการตรวจพบ AFP ในเลือดและการตรวจเจอก้อนเนื้อที่ตับจากการตรวจแบบอัลตราซาวด์ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบค่า AFP สูงผิดปกติ ถึงแม้ผลการตรวจแบบอัลตราซาวด์จะปกติ ก็ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

การตรวจภาพถ่ายเพิ่มเติม

หากตรวจพบอาการแสดงของโรคมะเร็งตับจากการตรวจคัดกรอง แพทย์แนะนำให้ตรวจค้นเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยต่อไป ซึ่งวิธีการตรวจเหล่านี้ ประกอบไปด้วย

  • เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้น เครื่องเอ็กซเรย์จะเคลื่อนที่ไปรอบตัวคุณ และใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดภาพอวัยวะต่างๆรวมถึงตับ ก่อนจะถ่ายเอกซเรย์คุณจะได้รับการฉีดสีเพื่อช่วยให้มองเห็นตับได้ชัดเจนขึ้น
  • เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้นเช่นกัน เอ็มอาร์ไออาศัยการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นเสียงแทนการถ่ายภาพรังสี ก่อนจะทำเอ็มอาร์ไอจะได้รับการฉีดสีเช่นเดียวกัน การตรวจวิธีนี้ คุณจะต้องนอนในอุโมงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดได้บ้าง เครื่องรุ่นใหม่พยายามออกแบบให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้นเพื่อลดความอึดอัด
  • การฉีดสีหลอดเลือดแดง (Angiography) : วิธีนี้จะทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพเอ็กซเรย์หลอดเลือดภายในและรอบๆ ตับ โดยแพทย์จะใส่ท่อเล็กๆเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ  เพื่อฉีดสารทึบแสงเอ็กซเรย์เข้าไป และถ่ายภาพเอ๊กซเรย์  

แพทย์รังสีที่มีประสบการณ์จะสามารถสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่ก้อนเนื้องอกและอาจสามารถบอกได้ว่าเนื้องอกที่เห็นนั้นสามารถผ่าตัดรักษาได้หรือไม่ การฉีดสีหลอดเลือดแดงในบางครั้งจะทำร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น

การตัดชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy)

บางครั้ง การมองเห็นก้อนเนื้องอกจากภาพถ่ายรังสีร่วมกับ AFP สูง สามารถวินิจฉัยได้แล้วว่าเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยมักจะได้การตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย การตัดชิ้นเนื้อตับอาจจะตัดทั้งก้อนเนื้องอกหรือตัดเพียงบางส่วนแล้วจะส่งต่อไปให้พยาธิแพทย์ตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ แพทย์อาจจะเลือกวิธีการตัดชิ้นเนื้อที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม ซึ่งการตัดชิ้นเนื้อมีหลายวิธี ดังนี้

  • การใช้เข็มดูดชิ้นเนื้อ (Needle Biopsy) : แพทย์จะใช้เข็มกลวงเจาะผ่านชั้นผิวหนังลงไปในช่องท้องและไปถึงตับ แล้วดูดเซลล์ขึ้นมา  แล้วนำเซลล์ที่ได้ส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจวิเคราะห์ชนิดของเซลล์
  • การส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อ (Laparoscopic Biopsy) : แพทย์จะใส่ท่อขนาดเล็กที่มีกล้องติดไว้เข้าไปในช่องท้อง โดยมีแผลขนาดเล็กที่ผิวหนัง กล้องจะส่งภาพออกมาที่หน้าจอแสดงภาพ แพทย์จะมองเห็นตับและก้อนเนื้องอกที่ผิดปกติได้ จึงสามารถตัดเอาบริเวณที่ผิดปกติบางส่วนออกมาตรวจได้
  • การผ่าตัดชิ้นเนื้อ (Surgical Biopsy) : แพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำวิธีนี้ก่อนที่จะผ่าตัดใหญ่เพื่อนำก้อนเนื้องอกออก แต่ในบางกรณีแพทย์อาจจะทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพร้อมกับการผ่าตัดใหญ่เพื่อตัดก้อนเนื้อและเนื้อตับบางส่วนออกไปในคราวเดียวกัน

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

แพทย์อาจทำการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจการทำงานของตับและไต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง และการแข็งตัวของเลือด เพื่อที่จะประเมินการทำงานของตับและอวัยวะอื่นว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ แข็งแรงเพียงพอที่จะผ่าตัด หรือให้เคมีบำบัดและฉายแสงหรือไม่

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ไวรัสตับ บี มีโอกาศหายมั้ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายควรมีการปฎิบัติตัวอย่างไรคะ?
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผลตรวจ มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งลำใส้ มะเร็งตับ ผลมีความเสี่ยงมั้ยครับ ค่า Monocyte ที่ขีด - ถือว่าปกติมั้ยครับ (มีรอยช้ำที่ขาแถวน่าแข็ง 1 ที่ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการออกกำลังกายหรือเปล่า หรือชนอะไรมา และก็มีเลือดออกไรฟัน แต่ไม่บ่อยครับ (ส่วนตัวเลือดที่ออกตรง...
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่