โรคเรื้อนในสุนัขเป็นอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 644,203 คน

โรคเรื้อนในสุนัขเป็นอย่างไร

โรคเรื้อนเป็นอาการติดเชื้อทางผิวหนังที่พบได้บ่อย เกิดจากไรขนาดเล็กทั้งไรขี้เรื้อนแห้ง (scrabies mite) หรือไรขี้เรื้อนเปียก (demodex mite) แม้ว่าไรทั้งสองชนิดมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแต่อาการที่พบและแนวทางการรักษามีความแตกต่างกัน

เมื่อมีคนเรียกสุนัขว่า “ขี้เรื้อน” คนส่วนมากมักจะเห็นภาพ แต่โรคเรื้อนในความเป็นจริงคืออะไรและมีความหมายอะไรสำหรับตัวคุณและสุนัขของคุณ?

โรคเรื้อนเป็นอาการติดเชื้อทางผิวหนังที่พบได้บ่อย เกิดจากไรขนาดเล็กทั้งไรขี้เรื้อนแห้ง (scrabies mite) หรือไรขี้เรื้อนเปียก (demodex mite) แม้ว่าไรทั้งสองชนิดมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแต่อาการที่พบและแนวทางการรักษามีความแตกต่างกัน

ไรขี้เรื้อนเปียก (demodetic mange) ในสุนัข

โรคไรขี้เรื้อนเปียกมีสาเหตุมาจากเชื้อไรขี้เรื้อนเปียก (demodex canis) มีโอกาสก่อโรคในสุนัขอายุน้อยและไม่ติดต่อมาสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น โดยปกติตัวไรจะอาศัยอยู่บนผิวหนังของสุนัขขในจำนวนน้อยโดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อสุนัข ไรเหล่านี้มักจะถูกส่งต่อจากแม่ไปยังลูกสุนัขในช่วงที่กำลังเลี้ยงลูกในระยะสองถึงสามวันแรก และเมื่อลูกสุนัขมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นจะไม่แสดงอาการผิดปกติแม้ว่าจะสัมผัสกับตัวไรขี้เรื้อนเปียก

การติดเชื้อไรขี้เรื้อนสามารถเกิดขึ้นได้สองทาง ขึ้นกับจำนวนของตัวไรที่มีอยู่และระดับภูมิคุ้มกันของตัวสุนัข

หากลูกสุนัขติดเชื้อโดยไรจำนวนปานกลางถึงมากอาจพัฒนารอยโรคเฉพาะจุดของไรขี้เรื้อน ซึ่งในกรณีที่พบส่วนมากสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องทำการรักษา

อาการที่พบเมื่อสุนัขมีไรขี้เรื้อนเปียก

  • ขนร่วงเป็นหย่อม
  • ผิวหนังแดงหรือเป็นหนองแห้งกรัง
  • อาจมีอาการคันเล็กน้อยถึงปานกลาง

ลูกสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงอาจพัฒนารอยโรคทั่วทั้งร่างกาย ในกรณีที่อาการของโรคไรขี้เรื้อนเปียกมีความรุนแรงอาจพบบริเวณที่ขนร่วงร่วมกับเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังทำให้เกิดผิวหนังเป็นแผ่นจากสิ่งคัดหลั่งที่ไหลออกมาจากบริเวณที่ติดเชื้อ รังแค และผิวหนังแดง ซึ่งอาการแบบรุนแรงสามารถพบได้ในสุนัขที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อมาทางพันธุกรรม

สุนัขที่มีอาการจากโรคไรขี้เรื้อนทั่วร่างกายมักจะรู้สึกไม่สบายตัวและอาจมีอาการคัน หรือมีไข้จากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากไม่ได้รับการรักษาอาจพัฒนาโรคจนเกิดการติดเชื้อทั่วร่างกายส่งผลให้เสียชีวิตได้ ในสุนัขโตที่ติดเชื้อโรคไรขี้เรื้อน ควรสงสัยว่าสุนัขมีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือไม่ และจำเป็นจะต้องหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรค

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยโรคสามารถทำได้ง่ายโดยวิธีการขูดผิวหนังชั้นลึกหรือดึงขน เพื่อตรวจหาตัวไรที่อาศัยอยู่ในรูขุมขน เมื่อสามารถวินิจฉัยโรคได้แล้ว เป้าหมายของการรักษาคือการฆ่าตัวไรและรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะแบบกิน แชมพูที่มีส่วนผสมของ benzoyl peroxide สามารถช่วยในการรักษาได้โดยการกำจัดไรไปจากรูขุมขน

ยากำจัดไรขี้เรื้อนเปียกสามารถหาซื้อได้ มีเพียงยา amitraz (Mitiban) แบบใช้ภายนอกสำหรับแช่ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) ว่ามีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 60-80 ในการรักษาโรคไรขี้เรื้อนเปียก ผลข้างเคียงจากยาที่สามารถพบได้ เช่น อาการซึม ท้องเสีย อัตราการเต้นของหัวใจต่ำ และการระคายเคืองต่อผิว ยา Ivermectin เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษา แต่ต้องระวังการใช้ในสุนัขสายพันธุ์ที่ใช้เฝ้าฝูงสัตว์ (herding breed) เนื่องจากมีความไวต่อยาสูง ผลข้างเคียงจากยาที่สามารถบพได้ เช่น อาการซึม ตัวสั่น การเสื่อมทางจิตและความจำ เดินกะเผลก ตาบอด และอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ อาการข้างเคียงพบได้น้อยมากจาการใช้ยาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมในสุนัขที่ไม่ใช่สายพันธุ์เฝ้าฝูงสัตว์และในสุนัขที่ได้รับการทดสอบว่าไม่มียีนที่มีความไวต่อยา

หากไม่สามารถใช้ ivermectin ได้ ยาอีกตัวที่เป็นทางเลือก คือ milbemycin (Interceptor) โดยให้เป็นประจำทุกวัน แต่ยามีราคาแพงมาก การรักษาด้วย ivermectin และ milbemycin ให้ประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 80-85 และให้ผลคงอยู่นาน 2-4 เดือน สุนัขที่มีอาการของโรคไรขี้เรื้อนเปียกทั่วร่างกาย ควรพาไปทำหมันเพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนประชากรสุนัขที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้ผิวหนังมีความบกพร่องจนทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา

ไรขี้เรื้อนแห้ง (scabies)

โรคไรขี้เรื้อนแห้งมีสาเหตุมาจากไร Sarcoptic scabiei ไรชนิดนี้แม้ว่าจะชอบอยู่บนตัวสุนัขแต่ก็สามารถติดต่อสู่คนได้ สามารถพบได้ในสุนัขทุกอายุและสามารถคงทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน 24 ชั่วโมง ถึง 3 สัปดาห์ อาการของโรคไรขี้เรื้อนแห้งที่ชัดเจน คือ อาการคันอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสามารถพบอาการขนร่วงและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้เช่นเดียวกับโรคไรขี้เรื้อนเปียก

การวินิจฉัยและการรักษา

มีแนวทางการวินิฉัยมากมายสำหรับโรคนี้ วิธีการที่ใช้บ่อยที่สุด คือ การขูดผิวหนังชั้นผิวเพื่อตรวจหาตัวไรผ่านกล้องจุลทรรศน์ แต่การหาตัวไรอาจเป็นเรื่องยากและไม่สามารถตรวจพบตัวไรได้ทุกครั้งด้วยวิธีการนี้ หากสุนัขมีอาการคันอย่างรุนแรง ควรลองทำการรักษาโรคไรขี้เรื้อนแห้ง เพื่อดูว่าการรักษาสามารถช่วยลดอาการได้หรือไม่ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันได้และต้องทำการรักษาเช่นกัน

โดยส่วนมากการรักษาโรคไรขี้เรื้อแห้งเป็นเรื่องง่าย มียาสำหรับใช้ภายนอกและยากินหลายชนิดสำหรับการรักษา เนื่องจากตัวไรสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ ทางที่ดีควรทำความสะอาดที่บริเวณที่สุนัขนอนเพื่อกำจัดไรที่ยังคงอยู่สิ่งแวดล้อม

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม