Doctor men
เขียนโดย
กภ. ธีรวิทย์ วิโรจน์วิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
กายภาพบำบัด

การตรวจข้อเข่า

ทำความเข้าใจวิธีการตรวจประเมินข้อเข่าด้วยวิธีต่างๆ ประโยชน์ของการตรวจข้อเข่าแต่ละวิธี และผู้ที่ควรได้รับการตรวจประเมินข้อเข่า
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 668,822 คน

การตรวจข้อเข่า

ข้อเข่า (Knee Joint) เป็นข้อต่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย แม้จะเคลื่อนไหวได้แค่ 2 ทิศทางหลัก คือการงอ และเหยียด แต่มีความสำคัญต่อการปเคลื่อนไหวปกติของมนุษย์มาก ปัจจุบันมีผู้มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับข้อเข่าจำนวนมากและสามารถมีได้ทุกช่วงวัย เช่น ข้อเข่าผิดรูปแต่กำเนิดในทารก เอ็นข้อเข่าบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาในวัยรุ่น หรือข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ ดังนั้นทุกคนจึงมีโอกาสได้รับการตรวจประเมินข้อเข่าทั้งสิ้น

การตรวจประเมินข้อเข่าคืออะไร?

การตรวจประเมินข้อเข่า เป็นการตรวจเพื่อหาโครงสร้างที่มีความผิดปกติภายในข้อเข่าผ่านกระบวนการตรวจร่างกายซึ่งประกอบไปด้วย 2 กระบวนการใหญ่ๆ ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ผ่าตัดข้อเข่าเทียม ลดเพิ่ม 15%

เริ่มที่ 114,750 บาท รวมค่าแพทย์และค่าห้องพัก จองคิวปรึกษาคุณหมอให้ สอบถามเราได้วันนี้

Istock 979248394
  1. การซักประวัติ (History taking) การซักประวัติจะให้ข้อมูลที่จำเป็นในการวินิจฉัยแยกโรคได้ เช่น ผู้ป่วยปวดเข่าที่อายุมากมีความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ป่วยปวดเข่าที่มีอายุน้อย หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากในตอนเช้าหลังตื่นนอนจะมีความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ที่มีอาการปวดเข่าหลังจากยืน หรือเดินเป็นเวลานานๆ เป็นต้น
  2. การตรวจร่างกาย (Physical examination) การตรวจร่างกายมีด้วยกันหลายวิธี เริ่มตั้งแต่การดู (Inspection) จะทำให้สังเกตเห็นรูปร่างของข้อเข่าที่ผิดปกติ หรืออาการบวม นอกจากนี้บริเวณที่มีสีแดงอาจบ่งชี้ว่า มีอาการอักเสบ (Inflamation) เป็นต้น การคลำ (Palpation) ผู้ตรวจจะใช้มือสัมผัสรอบๆ ข้อเข่าที่มีอาการผิดปกติ หากมีอุณหภูมิสูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ การกดเบาๆ ก็จะทำให้แยกได้ว่า การบวมนั้นเป็นการบวมที่กดแล้วบุ๋ม หรือไม่ หากเป็นอาการบวมที่กดแล้วบุ๋ม (Pitting edema) ก็จะไม่ใช่การบวมจากการอักเสบ เป็นต้น 

นอกจากนี้การตรวจทางรังสีวิทยาและเทคโนโลยีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Investigation) ก็มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจประเมินผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของข้อเข่า

วิธีตรวจประเมินข้อเข่ามีอะไรบ้าง

วิธีตรวจประเมินข้อเข่าสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของข้อเข่าในแต่ละรายจะแตกต่างกันตามประวัติที่ผู้ป่วยรวมถึงความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา หรือการการตรวจทางห้องปฏิบัติการเลย หากการซักประวัติและตรวจร่างกายด้วยมือผ่านการเคลื่อนไหวที่เฉพาะ (Special Test) สามารถบ่งชี้อาการได้ชัดเจน หรือแพทย์อาจจะพิจาณาส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยนั้นและวางแผนการรักษาต่อไปก็ได้

การตรวจประเมินข้อเข่าที่พบได้บ่อยในโรงพยาบาลและคลินิกกายภาพบำบัด มีดังนี้

การตรวจช่วงการเคลื่อนไหว (Range of Motion testing) 

เป็นการตรวจเพื่อประเมินความสามารถในการงอและเหยียดของข้อเข่า อุปกรณ์ที่ใช้คือ เครื่องวัดมุมที่มีลักษณะคล้ายไม้โปรแทรกเตอร์มีชื่อว่า "โกนิโอมิเตอร์ (Goniometer)" วิธีนี้นอกจากจะช่วยประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวไม่สุดแล้วยังเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินผลการรักษาได้ด้วย ตัวอย่างผู้ป่วยที่มักจะต้องวัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าจนงอเข่าไม่ได้ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดข้อเข่าด้วยวิธีการต่างๆ ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่เริ่มมีการผิดรูปของข้อเข่า เป็นต้น

การตรวจกำลังกล้ามเนื้อ (Manual muscle testing) 

ผู้ตรวจจะให้แรงต้านการงอและเหยียดเข่าในลักษณะสู้กันกับคนไข้ แล้วประเมินเป็นคะแนน 0-5 กำลังกล้ามเนื้อช่วยบอกการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อนั้นๆ ทั้งจากการไม่ได้ใช้งาน (Disuse atrophy) หรือจากปัญหาของเส้นประสาทไขสันหลังก็ได้ เช่น ผู้ที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังระดับข้อที่ 3 หรือ 4 (L3-4) กดทับเส้นประสาท ก็อาจจะมีอาการอ่อนแรงของการเหยียดเข่า ผู้ที่ควรจะเข้ารับการตรวจกำลังกล้ามเนื้อเข่าได้แก่ ผู้ที่รู้สึกเข่าอ่อนแรง กล้ามเนื้อบริเวณเข่าฝ่อลีบลง มีอาการปวดหลังร่วมกับชาร้าวลงขาเป็นต้น

ตรวจร่างกายด้วยมือผ่านการเคลื่อนไหวที่เฉพาะ (Special test) และการตรวจการทำงานของระบบประสาท (Neurological examination) 

การตรวจทั้งสองชนิดนี้ถือเป็นการตรวจที่ใช้ชี้เฉพาะโครงสร้างที่มีปัญหา มีด้วยกันหลายวิธีจำเพาะกับแต่ละโครงสร้างที่คาดว่า น่าจะมีปัญหา บางโครงสร้างอาจจะมีหลายวิธีที่แตกต่างกันด้วย การตรวจร่างกายด้วยมือผ่านการเคลื่อนไหวที่เฉพาะส่วนใหญ่มักจะเป็นท่าทางที่กระตุ้นให้มีอาการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เช่น การให้ผู้ป่วยนอนหงาย ชันเข่าข้างที่มีปัญหาขึ้น ผู้ตรวจเคลื่อนขาท่อนล่างของผู้รับการตรวจมาด้านหน้า (Anterior drawer test) หากมีการเคลื่อนไหวที่มากกว่าปกติ หรือกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บขึ้นมา อาจจะบ่งชี้ถึงความผิดปกติของเอ็นไขว้หน้าภายในข้อเข่า (Anterior cruciate ligament)ได้ จะเป็นประโยชน์ในผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุขณะเล่นกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล 

นอกจากนี้การตรวจการทำงานของระบบประสาท เช่น การตรวจการรับความรู้สึกสัมผัส (Light touch) การตรวจการรับความรู้สึกแหลมคม (Pinprick) หรือการตรวจปฏิกิริยารีเฟลกซ์ (Reflex reaction) ก็จะช่วยให้สามารถระบุตำแหน่งของระบบประสาท หรือเส้นประสาทที่มีปัญหารอบๆ ข้อเข่า หรือบริเวณที่เกี่ยวข้องได้ ผู้ที่ควรจะได้รับการตรวจการทำงานของระบบประสาท ได้แก่ ผู้ที่มีความผิดปกติการรับความรู้รอบๆ ข้อเข่า เช่น มีอาการชา มีความสามารถในการรับความรู้สึกลดลง รู้สึกผิวหนังหนาๆ เหมือนเวลาฉีดยาชาตอนทำฟัน หรือมีการอ่อนแรงของเข่าร่วมกับมีอาการปวดหลัง เป็นต้น

การตรวจทางรังสีวิทยา 

จะทำโดยอาศัยเครื่องมือและกระบวนการถ่ายภาพทางรังสีวิทยาต้องทำโดยนักรังสีเทคนิคตามการส่งตรวจของแพทย์เท่านั้น การตรวจทางรังสีวิทยาที่พบได้บ่อยๆ ในข้อเข่ามีดังนี้

  • การถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์เรย์ (X-ray) ข้อดีของการตรวจด้วยวิธีนี้คือ ใช้เวลาน้อย และราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการตรวจทางรังสีวิทยาชนิดอื่นๆ ข้อดีคือ ทำให้เห็นโครงสร้างที่มีความหนาแน่นมาก เช่น กระดูก ชัดเจน ส่วนโครงสร้างที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า เช่น เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ(Tendon) หรือเอ็นยึดกระดูก (Ligament) จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้ยาก ทั้งนี้ในผู้ป่วยจำนวนมาก การถ่ายภาพเอกซเรย์อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว
  • การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ข้อดีของการถ่ายภาพเอ็มอาร์ไอคือ เห็นรายละเอียดโครงสร้างต่างๆ ที่ภาพเอกซเรย์ภายในข้อเข่าไม่สามารถมองเห็นชัดเจนได้ แต่มีข้อเสียคือ ใช้เวลานานกว่าและค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า

 การตรวจน้ำไขข้อทางห้องปฏิบัติการ (Arthrocentesis) 

มักทำในผู้ที่มีข้อเข่าบวมมากและแพทย์สงสัยว่า อาจติดเชื้อในข้อเข่า หรือรับการรักษามาเป็นระยะหนึ่งแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นเลย การตรวจวิธีนี้ทำได้โดยการใช้เข็มดูดของเหลวในข้อเข่าออกมาเพื่อทำการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ระยะเวลาในการรอผลตรวจขึ้นกับสิ่งที่แพทย์ต้องการตรวจสอบ ข้อดีคือ สามารถยืนยันเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ชัดเจน หากเป็นกรณีของการติดเชื้อในข้อเข่า

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆ อีกมากมายที่แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะสามารถประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยแต่ละรายได้ ขึ้นอยู่กับอาการและอาการแสดงของคนไข้แต่ละคน 

โครงสร้างในข้อเข่าที่มักจะมีปัญหามีอะไรบ้าง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ข้อเข่ามีหน้าที่สำคัญหลายประการ นอกจากทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแล้วยังรับน้ำหนักและส่งผ่านไปยังข้อเท้าช่วยให้การทรงตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย โครงสร้างและหน้าที่ของข้อเข่าจึงค่อนข้างซับซ้อน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงโครงสร้างที่มักมีปัญหาใน 2 กรณีใหญ่ๆ ดังนี้ คือ

  1. โครงสร้างที่มักได้รับการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการออกกำลังกาย ได้แก่ หมอนรองข้อเข่า (Meniscus) เอ็นไขว้หน้าและเอ็นไขว้หลัง (Anterior and Posterior cruciate ligament) เอ็นยึดกระดูกด้านข้างข้อเข่า (Lateral collateral ligament) และถุงน้ำบริเวณข้อเข่า (Bursa) เป็นต้น
  2. โครงสร้างที่มีปัญหาเนื่องจากการเสื่อมสภาพตามอายุ (Osteoarthritis Knee) ได้แก่ ผิวของข้อต่อที่เป็นกระดูกอ่อน (Articular surface)

การตรวจประเมินข้อเข่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ประโยชน์การตรวจประเมินข้อเข่าก็เหมือนกับการตรวจร่างกายประเภทอื่นๆ คือ ช่วยให้สามารถวินิจฉัยโครงสร้างที่มีความผิดปกติได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้แพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้

ในกรณีของผู้สูงอายุยังช่วยให้สามารถวางแผนป้องกัน หรือชะลอความเสื่อมที่อาจจะเกิดขึ้นกับข้อเข่าได้ด้วย ในกรณีของนักกีฬาก็ช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬาชนิดนั้น หรือผู้ป่วยหลังผ่าตัดบริเวณข้อเข่าชนิดต่างๆ ก็เพื่อวางแผนการฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ 

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการตรวจประเมินข้อเข่า

โดยทั่วไปแล้ว การตรวจประเมินข้อเข่าไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ควรจะรีบเข้ารับการตรวจอย่างเร็วที่สุดเมื่อสังเกตพบว่า มีความผิดปกติเพราะการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็วมักจะให้ผลดีกว่ารักษาเมื่ออาการเข้าขั้นเรื้อรังแล้ว

แม้ยังไม่ถึงขั้นสูงวัยอายุเลข 5 ขึ้นไป แต่โรคข้อเข่าเสื่อมก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเช่นกันขึ้นอยู่สาเหตุและปัจจัย ดังนั้นหมั่นสังเกตการเคลื่อนไหวของตนเอง หากพบความผิดปกติเช่น ปวดเข่า มีเสียงเข่าลั่นเวลาเคลื่อนไหว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของข่อเสื่อมก็เป็นได้ ถ้าอยากให้มั่นใจการไปตรวจประเมินข้อเข่าก็เป็นทางเลือกที่ดีเพื่อให้ได้รับคำแนะนำ เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างถูกต้อง  

ที่มาของข้อมูล

Atkins E, Kerr J, Goodlad E. A practical approach to orthopaedic medicine. 3rd ed. China:Churchill Livingstone;2010.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป