หวัดในสุนัข: การติดต่อ การรักษา การป้องกัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 846,077 คน

โรคหวัดที่เกิดในคนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในสุนัขเช่นกัน ซึ่งสาเหตุก็คล้ายคลึงกันคือสามารถเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย กระบวนการเกิดโรคก็มักจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ มักจะมีปัจจัยโน้มนำทำให้เกิดการเป็นหวัดได้ ซึ่งโรคหวัดในสุนัข (Kennel cough หรือ Canine infectious respiratory disease complex) นั้นสามารถเกิดได้จากการติดเชื้อร่วมกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma) และเชื้อแบคทีเรีย  มักจะพบว่าสามารถเกิดได้บ่อยในลูกสุนัขที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงและในสุนัขที่ยังไม่ได้ทำวัคซีน

ปัจจัยโน้มนำที่ทำให้สุนัขเป็นหวัดได้แก่ อารมณ์ อาหาร และอากาศ ในเรื่องของอารมณ์จะเน้นไปที่ความเครียด ปัจจัยใดๆก็ตามที่ทำให้สุนัขเกิดความเครียดมักจะทำให้ภูมิคุ้มกันตกและง่ายต่อการติดเชื้อ อาหารที่ดีเองก็มีส่วนสำคัญ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ปกติต่างของร่างกาย และอากาศที่แห้งๆมักจะทำให้ผนังเยื่อบุทางเดินหายใจที่ปกติจะมีเส้นขนเล็กๆคอยดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค ร่วมกับการหลั่งเยื่อเมือกเพื่อขับเสมหะออก อากาศที่แห้งนี้เองจะทำให้การทำงานตรงนี้ผิดปกติไป ส่วนเชื้อโรคที่พบว่าโน้มนำให้เกิดโรคหวัดได้มากที่สุดได้แก่ เชื้อไวรัส canine respiratory coronavirus และ parainfluenza virus รายหลังนั้นพบได้ในวัคซีนรวมสุนัข แต่เชื้อตัวแรกนั้นกลับมีอุบัติการณ์สูงมากขึ้นแทน นอกจากนี้ยังมีเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น adenovirus ที่ทำให้เกิดโรคหัดสุนัข และ cytomegalovirus เป็นต้น ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญคือเชื้อ Bordetella bronchiseptica ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้มากในทางเดินหายใจปกติอยู่แล้ว ปกติจะไม่ก่อให้เกิดโรคแต่หากเกิดปัจจัยโน้มนำดังที่ได้กล่าวไว้ เชื้อจะก่อโรคขึ้นมาแทนโดยไปยับยั้งการทำงานของเยื่อบุทางเดินหายใจที่ขับเอาสิ่งแปลกปลอมออก และเชื้อโรคตัวสุดท้ายคือ Mycoplasma ที่ทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน

อาการของโรคหวัดสุนัขในระยะแรกจะมีอาการไอแบบเสียงพิเศษเหมือนเสียง ห่านร้อง (honking cough) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคหลอดลมตีบ เนื่องจากหลอดลมที่มีลักษณะแห้งทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นให้เกิดการไอตามมา แต่หากป่วยไปนานๆ อาจพบว่าเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน มีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก เสมหะเขียวข้น ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย หากอาการหนักรุนแรงอาจพบการติดเขื้อที่ปอดทำให้เกิดภาวะปอดบวม (pneumonia) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

การติดต่อของโรคหวัด

แน่นอนว่าโรคหวัดของสุนัขนั้นมีลักษณะคล้ายกับโรคของคน การติดต่อก็มีความคล้ายกันอย่างนอน ในสุนัขนั้นหากมีอาการ จามหรือไอ เพียงครั้งเดียว สารคัดหลั่งเหล่านั้นสามารถไปติดต่อสุนัขตัวอื่นได้อย่างง่ายดาย เพราะการติดต่อผ่านทางอากาศถือเป็นการติดต่อที่น่ากลัวมาก หากเลี้ยงสุนัขไว้หลายตัวก็สามารถติดและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นแล้วหากมีการเลี้ยงสุนัขไว้จำนวนมาก ควรมีระบบรักษาความสะอาดอย่างเป็นระเบียบ เช่น มีการแยกสุนัขป่วยออกจากฝูง การจามเพียงหนึ่งครั้งสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ไกลถึง 30 เมตร ซึ่งแพร่เชื้อให้สุนัขได้อีกหลายตัวเพียงแค่สูดดมเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าไป การทำความสะอาดบริเวณเลี้ยงอย่างเป็นประจำ รวมถึงทำให้อากาศในบริเวณเลี้ยงปลอดโปร่ง ไม่เลี้ยงสัตว์ไว้จำนวนแน่นหนาจนเกินไป และการติดเชื้อเพียงเล็กน้อยอาจไม่ได้ก่อให้เกิดโรคเสมอไป เพราะสุนัขมักจะมีภูมิคุ้มระดับหนึ่งอยู่แล้วโดยเฉพาะจากแม่ หากมีการติดเชื้อปริมาณน้อยอาจสามารถไปกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุนัขตัวนั้นก็ได้ แต่เมื่อถึงอายุ 8-12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่จะเริ่มหมดทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงควรมีการทำวัคซีนเพื่อป้องกัน

การรักษาโรคหวัด

ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อแบบไม่แทรกซ้อน โรคสามารถหายได้เองเหมือนกับในคน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน แต่ในรายที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน มักจเป็นที่จะต้องได้รับการรักษา เพราะอาการมักจะรุนแรงและส่งผลต่อการใช้ชีวิตของสัตว์ การรักษาจำเป็นต้องใช้ยากินหรือฉีด ร่วมกับการดมยา การดมยาจะเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับทางเดินหายใจ ลดอาการแห้งและกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุทางเดินหายใจ ในขณะที่ยาฉีดหรือยากินจะช่วยรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนหรือเชื้อก่อโรคอย่าง Bordetella ยาลดไอ ยาลดน้ำมูก เป็นต้น

อย่างไรก็ตามอาการของโรคหวัดในสุนัขมีความใกล้เคียงกับการเกิดโรคอื่นๆ เช่น การติดเชื้อรา พยาธิหนอนหัวใจ หลอดลมตีบ รวมไปถึงภาวะหัวใจวายก็สามารถทำให้เกิดอาการใกล้เคียงกันได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันว่าสัตว์ไม่ได้เป็นโรคดังกล่าวจริงๆ

การป้องกันไม่ให้สุนัขเป็นหวัด

สุนัขทั่วไปมีโอกาสติดหวัดได้ทุกตัว เนื่องจากการติดเชื้อหวัดสามารถเกิดได้จาดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศได้หลายชนิด รวมถึงแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินหายใจเองก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ หากเกิดปัจจัยโน้มนำ ดังนั้น สิ่งที่ควรต้องควบคุมก็คือปัจจัยโน้มนำ 3 ประการทีได้กล่าวไปข้างต้น นั่นคือ อารมณ์ อาหาร และอากาศ พยายามอย่าให้สุนัขเกิดความเครียดหรือเลี้ยงแบบหนาแน่นจนเกินไป พาสุนัขไปออกกำลังกายบ่อยๆ ให้สุนัขกินอาหารที่มีคุณภาพและปรับไปตามสภาวะอายุหรือโรคที่เกิด รวมถึงในที่ที่มีอากาศแห้ง ไม่ว่าจะช่วงอากาศหนาว หรือการที่สุนัขนอนในห้องแอร์ก็ตาม ควรตั้งถังน้ำไว้ในห้องเพื่อทำให้ห้องนอนของสุนัขมีความชื้นเล็กน้อย หรืออาจใช้เครื่อง humidifier ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการทำวัคซีน วัคซีนในการรักษาโรคหวัดสุนัขไม่ใช่วัคซีนที่จำเป็นต้องทำ (non-core vaccine) แต่ก็แนะนำให้ทำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งโชคดีที่ปกติแล้ว หากท่านพาสุนัขไปทำวัคซีนรวมสุนัขตามที่สัตวแพทย์แนะนำ ก็จะได้รับการทำวัคซีนโรคหวัดไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย parainfluenza coronavirus และ adenovirus ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีหากพาสุนัขไปทำการตรวจประจำปีและทำการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคหวัดให้สุนัขของคุณอย่างเป็นประจำ แต่ก็ยังมีวัคซีนโรคหวัดที่ทำออกมาเพื่อใช้กรณีที่เจ้าของกลัวว่าสุนัขจะป่วยเป็นโรคหวัด ซึ่งวัคซีนนี้จะเพิ่มการป้องกันเชื้อ Bordetella bronchiseptica ร่วมด้วย แต่เป็นวัคซีนแบบหยอดจมูกซึ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะที่ได้อย่างดี

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม