ความรู้สุขภาพ

ผื่นคันเกาแล้วลาม มีสาเหตุจากโรคผิวหนังชนิดใดได้บ้าง?

ผื่นคันเกาแล้วลามเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคไม่ร้ายแรงจนถึงโรคเรื้อรังรักษายาก รู้ทันโรคที่อาจเป็นได้ และสัญญาณอันตรายที่หากสังเกตพบต้องรีบหาหมอ
เผยแพร่ครั้งแรก 7 ต.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
ผื่นคันเกาแล้วลาม มีสาเหตุจากโรคผิวหนังชนิดใดได้บ้าง?

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาเวลามีผื่นคัน ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งคันยิ่งเกา ลามไปกันใหญ่จนรุนแรงขึ้น เป็นที่น่ากังวลใจ ผื่นผิวหนังอักเสบหลายชนิดจะลุกลามขึ้นเมื่อเกา หลายคนมักเข้าใจผิดว่าผื่นที่เกิดอาการคันตามตัวมีสาเหตุจากการแพ้ หรือจากฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรกตามเสื้อผ้า แต่แท้ที่จริงแล้วสาเหตุของผื่นคันเกาแล้วลามมีมากมาย เช่น

  • ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) ลักษณะจะพบผื่นแดงคัน เกาแล้วอาจทำให้ผื่นขยายขนาดขึ้น นูนหนามากขึ้น หรือในบางรายอาจพบว่าเกาแล้วมีน้ำใสๆ ออกมา ผื่นดูแดง แฉะ อักเสบยิ่งกว่าเดิม มีทั้งทราบและไม่ทราบสาเหตุกระตุ้น

    สาเหตุที่พบได้ เช่น แพ้สารเคมี แพ้ยา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด
  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ในเด็กมักขึ้นบริเวณแก้ม แขน ข้อศอก หัวเข่า ส่วนในผู้ใหญ่มักขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า

    ในบางรายอาจจะพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ภูมิแพ้อากาศ มีน้ำมูกใสๆ ในช่วงเช้า หอบหืด คันตา เกิดวงขาวบริเวณใบหน้าที่เรียกว่า เกลื้อนน้ำนม ผิวแห้ง มีรอยคล้ำและเส้นใต้ตา (Dennie morgan lines) ผื่นจากโรคนี้จะคันมาก ยิ่งเกาจะยิ่งคันและนูนหนาขึ้น รักษายาก
  • ผื่นลมพิษ ชนิดเดอร์โมกราฟิซึม (Dermographism) จะมีผื่นนูนแดงเวลาเกาหรือขูดขีด นอกจากนั้นอาจเกิดในตำแหน่งที่มีการกดทับ เช่น ขอบชุดชั้นใน ขอบกางเกงรัดๆ
  • ผื่นจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หูด หูดข้าวสุก ผื่นจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก มักมีขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร สีกลืนกับผิวหรือออกขาว ไม่แดง สามารถขึ้นได้ทุกตำแหน่งในร่างกาย ส่วนใหญ่มักไม่คัน
  • ผื่นสาเหตุจากเชื้อรา ผื่นจากการติดเชื้อราจะมีขอบชัด แดง อาการคันเพียงเล็กน้อย สามารถเกิดผื่นได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย แต่มักพบบ่อยบริเวณซอกพับและตำแหน่งอับชื้น

    บางรายถ้าเป็นการติดเชื้อราจากสัตว์เลี้ยง ลักษณะผื่นจะรุนแรง แดง แฉะ และอาจมีตุ่มหนองได้ ถ้าผู้ป่วยซื้อยากลุ่มลดอักเสบสเตียรอยด์มาทาเอง จะยิ่งทำให้ผื่นเชื้อราลุกลามออกไป
  • ผื่นสะเก็ดเงิน ผื่นสะเก็ดเงินจะมีลักษณะนูนแดงขอบชัด มีขุยสีขาวสะท้อนคล้ายสีเงิน ผื่นสามารถขึ้นได้ทั่วร่างกาย พบบ่อยบริเวณข้อศอก หัวเข่า เล็บผิดปกติ บางรายพบขุยที่ศีรษะ ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรังแค สระผมเกาแรงขยี้แรง ขุยที่ศรีษะก็ไม่ดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้อาการคันรุนแรงขึ้นอีก

    โดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินมักมีอาการคัน ถ้าผู้ป่วยแกะเกา จะสามารถลามเกิดผื่นขึ้นใหม่ในตำแหน่งที่แกะเกาได้ 

มีผื่นคันเกาแล้วลาม ทำอย่างไรดี?

ในผู้ป่วยที่มีผื่นแดงและเริ่มมีอาการคัน สามารถบรรเทาอาการเบื้องต้นได้หลายวิธี เช่น อยู่ในที่ที่อากาศไม่ร้อนจัด งดกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ ในกรณีที่คันมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการนอนหลับ อาจต้องรับประทานยาแก้แพ้ร่วมด้วย 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

8 สัญญาณ บ่งบอกว่าผื่นคันเกาแล้วลามครั้งนี้ควรไปพบแพทย์

หากมีอาการ 8 ข้อต่อไปนี้ ไม่ควรชะล่าใจหรือละเลย ควรรีบไปพบแพทย์

  1. มีผื่นแดงกระจายหลายตำแหน่งของร่างกาย
  2. ทายาหรือรับประทานยาแก้แพ้เกิน 1 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
  3. ผื่นมีลักษณะบวมแดง ร้อน ขึ้นตุ่มหนอง ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการติดเชื้อ
  4. มีไข้ 
  5. มีผื่นแดงคันในเด็กเล็ก
  6. มีผื่นแดงร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น แน่นหน้าอก ปวดท้อง หายใจติดขัด หายใจเสียงดัง เพราะอาจเป็นสาเหตุของลมพิษรุนแรง
  7. มีประวัติครอบครัวเป็นสะเก็ดเงิน เนื่องจากผู้ป่วยที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงินจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไป ผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคนี้ถือเป็นโรคประจำตัวที่รักษาไม่หายขาด อาการเพียงทุเลาลงได้ สะเก็ดเงินมีผลกับข้อต่อในร่างกาย อาจมีข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ร่วมด้วยได้
  8. ผื่นที่ไม่คัน แต่ยิ่งเกาแล้วนูนหนาขึ้น แกะเกาแล้วเห็นจุดเลือดออกใต้ผิวหนังสีน้ำตาล ซึ่งเป็นลักษณะของการติดเชื้อไวรัสหูด ผื่นนี้จะไม่ยุบเอง จำเป็นต้องไปพบแพทย์ ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น ทายา พ่นด้วยความเย็น จี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือการฝานออก

5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกัน, Clinical practice guideline for atopic dermatitis (http://www.allergy.or.th)
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย, แนวทางการดูแลรักษาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (http://www.dst.or.th)
Stering J , Treatment of warts and Molluscum: What does the evidence show? (http://www.ncbi.nlm.nih.gov), August 2016.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม