สุขภาพ

อาการคันในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 468119524 m

มั่นใจว่าเจ้าของสัตว์ทุกคนต้องเคยเจอกันกับปัญหาขออาการคันหรือโรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยงของคุณ คุณมักจะเห็นอาการเลีย เกา กัดหรือถู ไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะมันไม่เรื่องใหญ่ มีเพียงแค่ 6 สาเหตุเท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ในสัตว์ ดังนี้

1. ปัญหาจากส่งแวดล้อม

สัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาเหล่านี้มักจะสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และมีถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่ดี แต่ก็ยังมีปัญหาขนร่วงหรือผื่นแดงและอาการคัน ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้ จะมีพฤติกรรมชอบไปว่ายน้ำหรือเล่นน้ำสกปรก รวมถึงมุดดิน และวิ่งตามทุ่งหญ้าหรือสนามหญ้าหน้าบ้าน เป็นต้น

อาการที่พบมักจะมีรอยเกาแดงที่เรียกว่า hot spot ซึ่งเป็นรอยถลอกจากการเกา หรืออาจเกิดจากการแพ้ต่อน้ำจากฝน หรือห้วย หนอง คลอง บึง ซึ่งความชื้นที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังและมีขนปกคลุมมักจะโน้มนำให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี แต่นอกจากความชื้นแล้วการสัมผัสถูกสารเคมีบางอย่างก็สามารถทำให้เกิด hot spot ได้เช่นกัน

2. ปัญหาจากอาหาร

อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ควรจะต้องเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบและเพียงพอต่อความต้องการขั้นต่ำของสัตว์ในแต่ละวัน แน่นอนว่าการกินอาหารสำเร็จรูปมักจะได้สารอาหารที่ค่อนข้างครบถ้วนมากกว่าการให้อาหารเหลือจากคนกิน ซึ่งบางทีเป็นอาหารที่สัตว์เลี้ยงไม่ควรกิน และมักจะขาดสารอาหารบางอย่างไปส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา หนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คงหนีไม่พ้นปัญหาของผิวหนัง

ปัญหาการติดเชื้อที่ผิวหนังก็จะยังคงพบได้เหมือนเช่นเคย หากอาหารที่ได้รับไม่เหมาะสม แต่หากถามว่าควรต้องเสริมอาหารอะไรเข้าไปให้กับสัตว์อีก ก็คงจะต้องเน้นหลายๆอย่าง เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลไขมันที่ผิวหนังและลดการอักเสบที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นทุกๆวัน ประกอบกับการเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก หรือวิตามินเอ เป็นต้น แต่การเสริมอาหารก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ตัวอย่างเช่น การเสริมแคลเซียมให้สัตว์ตั้งแต่เด็กโดยหวังจะให้ขนาดตัวใหญ่และมีการยืดออกของกระดูกเยอะ จะไปรบกวนการดูดซึมของธาตุเหล็ก ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังตามมาได้เช่นกัน

3. ปัญหาจากปรสิต

เห็บและหมัดถือเป็นปรสิตคู่ใจแมว ที่มักพบว่าเป็นสาเหตุของอาการกัด เกา คันหรือเลียผิวหนัง แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเห็บไม่ได้ก่อให้เกิดอาการคันแต่อย่างใด ถ้าพยายามกัดเห็บก็เป็นเพราะรำคาญ แต่หมัดที่กระโดดไปมาต่างหากที่มีฤทธิ์มากกว่า เพราะพบว่าแมวสามารถแพ้น้ำลายหมัดได้ และมักจะทำให้เกิดอาการคันอย่างมากด้วย แต่ก็โชคดีที่ปรสิตทั้งสองสามารถควบคุมได้ด้วยยา ไม่ว่าจะทั้งยาฉีด ยากิน หรือยาหยอดหลัง (รวมไปถึงปลอกคอด้วย) เหาเองก็เป็นปรสิตที่ก่อให้เกิดอาการคันได้เช่นกัน แต่ว่าปัจจุบันพบน้อยมากแล้ว หากจะบอกว่าเป็นเหาจริงๆก็อาจจะต้องเก็บตัวปรสิตมาส่องดูภายใต้กล้องอีกทีอยู่ดี

แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยๆอีกเหมือนกันก็คือการติดเชื้อ “ไรขี้เรื้อน” ซึ่งสามารถแบ่งเป็นไรขี้เรื้อนเปียก (Demodicosis) และไรขี้เรื้อนแห้ง (Sarcopticosis) ที่เกิดจากตัวปรสิตสองชนิดที่ไม่เหมือนกัน ไรขี้เรื้อนเปียก เรามักจะพบว่าผิวหนังตามตัวจะมีอาการอักเสบ บางตัวอาจอักเสบมากจนผิวหนังหนาคล้ายหนังช้างได้เลย หรือหากเยอะมากก็อาจพบว่ามีเลือดออกก็เป็นได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าในความเป็นจริงแล้วไรขี้เรื้อนเปียกเองไม่ได้ทำให้เกิดอาการคันแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการติดเชื้อยีสต์หรือแบคทีเรียแทรกซ้อนต่างหากที่ทำให้สัตว์คัน ซึ่งแตกต่างจากไรขี้เรื้อนแห้ง โดยไรขี้เรื้อนแห้งนี้จะทำการขุดผิวหนังของสัตว์ลงไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดอาหารคันมากๆ และมักพบผิวหนังเป็นคราบสะเก็ด (crust) ตามขอบใบหู ข้อเท้าและข้อศอก แต่โชคดีที่เชื้อไรขี้เรื้อนเหล่านี้ก็สามารถป้องกันโดยยาฉีด ยากินหรือยาหยอดหลังได้เช่นเดียวกัน

4. ปัญหาการติดเชื้อ

การติดเชื้อเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ในการก่อให้เกิดอาการคันในสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดอาการคันได้ เชื้อราที่ก่อโรคจะเรียกว่า ringworm เนื่องมาจากรอยโรคมักจะเป็นวงๆ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ตัวสัตว์เท่านั้น แต่ยังสามารถติดมาสู่เจ้าของได้อีกเช่นกัน หากมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในขณะที่เชื้อยีสต์ซึ่งจัดว่าเป็นเชื้อราเซลล์เดียว ก็สามารถพบได้ในแมวที่ผิวมันๆ ซึ่งเชื้อนี้มักจะพบได้ปกติอยู่บนตัวอยู่แล้ว แต่หากมีความผิดปกติของผิวหนังขึ้นก็จะกลายเป็นเชื้อก่อโรคแทนซะเอง โดยหากพบการติดเชื้อยีสต์ให้นึกว่าความผิดปกติ เช่น โรคไทรอยด์ในแมว (hypothyroidism) การได้รับเสตียรอยด์ (steroid) เป็นเวลานานเกินไปหรือเป็นโรคคุชชิ่ง (Cushing) รวมไปถึงภาวะการขาดกรดไขมันจำเป็น เป็นต้น

การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังมักไม่เกิดขึ้นเองเดี่ยวๆ เพราะแบคทีเรียที่พบการติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อ Staphylococcus pseudintermedius ซึ่งเป็นเชื้อที่มีอยู่ปกติทั้งที่ผิวหนังและในทางเดินหายใจ ดังนั้นมักจะพบความผิดปกติของผิวหนังก่อนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอ

การรักษาโรคติดเชื้อนั้นสามารถทำได้โดยการให้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เช่น เชื้อราหรือยีสต์ก็ควรได้รับยาฆ่าเชื้อรา รวมถึงการอาบแชมพูยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อรา ในขณะที่หากติดเชื้อแบคทีเรียก็ควรได้รับยาปฏิชีวนะหรือได้รับแชมพูยาอาบน้ำที่มีฤทธิ์ในการกำจัดแบคทีเรีย

5. ปัญหาจากภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในโรคที่สัตวแพทย์ผิวหนังไม่อยากเจอมากที่สุด เพราะนอกจากจะเสียเวลาในการวินิจฉัยแล้ว ยังใช้เวลาในการรักษานาน (บางโรครักษาไม่หายด้วยซ้ำ) หากจะบอกว่าสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งเป็นภูมิแพ้นั้น จำเป็นจะต้องจัดการกับปัญหาการติดเชื้อทั้งหมด ก็จะเหลือเรื่องอาหารกับสิ่งแวดล้อมที่ทำให้แพ้ได้ โดยการเกิดอาการภูมิแพ้นั้นเกิดมาจากการที่ได้รับสิ่งที่เรียกว่า allergen หรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในตัวสัตว์แล้วเกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการแพ้และคันมากเป็นพิเศษ ซึ่งการได้รับอาจจะมาจากการกิน การสูดดมหรือการสัมผัส เมื่อยิ่งเกาแผลก็จะยิ่งแย่ลง และหากสาเหตุยังไม่ถูกกำจัดไปก็จะยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ แมวที่มีอาการคันจากภูมิแพ้มักพบว่ามีอาการคันอย่างรุนแรง และไม่ว่าจะจัดการเรื่องการติดเชื้อแล้วก็ตาม แมวก็จะยังคงคันอยู่เหมือนเดิม

หากปัญหาเกิดจากภูมิแพ้อาหาร เช่น แพ้ไก่ แพ้เนื้อ สามารถทำได้โดยการค่อยๆเปลี่ยนอาหารที่เป็นอาหารสำหรับโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งมักจะให้แหล่งของเนื้อและโปรตีนแปลกชนิด หากกินแล้วสัตว์เลี้ยงของท่านหยุดคันก็แสดงว่าเป็นภูมิแพ้อาหารจริงๆ ให้ค่อยๆเติมสารอาหารที่คิดว่าน่าจะแพ้ลงไปในอาหาร จึงจะสรุปได้ว่าสัตว์ตัวนั้นแพ้อะไร

แต่ถ้าหากปัญหาเกิดจากสิ่งแวดล้อม มักจะเกิดจากสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เป็นต้น อาจจำเป็นต้องทำการหลีกเลี่ยง รวมถึงต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้มันเห่อขึ้นมาอีกเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งจะได้รับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

6. ปัญหาระบบประสาท

จริงๆการสรุปว่าเป็นความผิดของระบบประสาทเป็นเรื่องที่หาข้อพิสูจน์ได้ยาก แต่ก็สามารถพบได้ (แต่น้อยมาก) หากสัตวเลี้ยงของคุณมีอาการโรคจิตอยู่หน่อยๆ

อาการโรคจิตที่ว่านี้ก็ไม่ได้แย่มากหรอก เพียงแต่แมวจะมีอาการเลียหรือเกาบริเวณที่คันมากขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนยิ่งเกายิ่งมัน ทำให้เกิดอาการแพ้ แดง บวม ร้อน และอักเสบ เรียกอาการนี้ว่า acral lick dermatitis ซึ่งในสัตว์หลายๆตัวมักเกิดจากความเบื่อหน่าย ความสับสน หรือพยายามเรียกร้องความสนใจ แล้วพอยิ่งเลีย แผลก็จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ