Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

น้ำมันปลา ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?

ประโยชน์และโทษของน้ำมันปลา ที่คุณอาจไม่เคยรู้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,701,805 คน

น้ำมันปลา ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?

การขาดน้ำมันปลาเป็นตัวช่วยด้านปัญหาทางสุขภาพหลายอย่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการรับประทานน้ำมันปลาปริมาณสูงจะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคได้

น้ำมันปลาพิเศษอย่างไร

น้ำมันปลานั้นอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 (Omega-3) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เราจะได้รับจากอาหารเท่านั้น เพราะร่างกายเราไม่สามารถสร้างได้ ส่วนน้ำมันตับปลาไม่ใช่น้ำมันปลาที่เราต้องการ เพราะในตับของสัตว์ทุกชนิดล้วนมีคอเลสเตอรอลสูง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

กรดไขมันโอเมกา-3 นั้นประกอบด้วย

  • กรดดีเอชเอ (Docosahexaenoic: DHA) 
  • กรดอีพีเอ (Eicosapentaenoic: EPA) 

สำหรับตัวอย่างเนื้อปลาที่มีไขมันมาก และอุดมไปด้วยโอเมกา-3 จะได้แก่

  • ปลาแซลมอน 
  • ปลาแมคคาเรล 
  • ปลาซาร์ดีน 

ผัก ธัญพืชบางชนิด ซึ่งรับประทานเพียง 1-2 หน่วยบริโภคต่อวัน ก็เพียงพอที่จะช่วยคุณให้ไม่เกิดภาวะขาดสารอาหารโอเมกา-3 ได้แล้ว เช่น

  • เมล็ดลินิน (Flaxseeds)
  • เมล็ดเจีย (Chia seeds)
  • ถั่ววอลนัท (Walnuts)
  • เมล็ดฟักทอง (Pumpkin seed)
  • น้ำมันคาโนลา (Canola)

นอกจากนี้ผักบางชนิดยังเปี่ยมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน รวมถึงกรดอัลฟา ลิโนลีนิค (Alpha linolenic) ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นกรดดีเอชเอ และกรดอีพีเอ ได้ 

ความสำคัญของกรดไขมันโอเมกา-3

กรดไขมันโอเมกา-3 นั้นมีบทบาทสำคัญในการทำงานของสมอง การเจริญเติบโตและพัฒนาการ และกระบวนการอักเสบ การขาดกรดไขมันโอเมกา-3 มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งบางชนิด โรคทางอารมณ์ โรคข้ออักเสบ และอื่น ๆ 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การได้น้ำมันปลาในปริมาณที่สูง จะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นหรือช่วยป้องกันโรคได้ เช่น ช่วยลดการเกิดหัวใจวาย หลอดเลือดสมอง การตายจากโรคหัวใจในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจอยู่แล้ว

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ใครที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื่น ขาดคอลลาเจนหรืออายุเริ่มมากขึ้น

เราอยากชวนคุณมาทดสอบ (มีค่าตอบแทนให้)

Istock 490582789

ไม่ใช่แค่กรดไขมันโอเมกา-3 เท่านั้น แต่การรับประทานอาหารเสริมบางประเภท ก็ไม่ได้เป็นตัวช่วยให้สุขภาพหรือการทำงานในร่างกายแข็งแรงขึ้นขนาดนั้น เช่น วิตามินอี เบตาแคโรทีน (Beta carotene)

วิธีรับประทานเพื่อให้ได้ผลดี

ให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม พอดี และอย่าเลือกทานแค่อาหารเสริม เพียงเพราะต้องการกรดไขมันโอเมกา-3 เท่านั้น แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนด้วย เช่น วิตามิน เกลือแร่ หรือหากคุณรู้สึกเบื่อ ไม่อยากทานเม็ดน้ำมันปลาแล้ว คุณก็สามารถรับประทานปลา และอาหารทะลอื่นๆ เพื่อสุขภาพได้ 

ขนาดรับประทานที่พอเหมาะ ได้แก่ ปลาทะเลวันละ 30 กรัม น้ำมันปลาวันละ 3 กรัม (1,000-3,000 มิลลิกรัม) เป็นต้น

นอกจากนี้ อย่าเข้าใจผิดว่าการรับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินเสริมนั้นดีกว่าการรับประทานอาหารจริงๆ เพราะการรับประทานอาหารเสริมนั้น ไม่ได้ช่วยชดเชยความสมบูรณ์ของสารอาหารที่หลากหลาย เหมือนกับที่คุณจะได้รับจากการทานผลไม้ ผัก เนื้อสัตว์หรือธัญพืชโดยตรง

น้ำมันปลากับการรักษาอาการป่วย

นอกจากคุณค่าทางสารอาหาร น้ำมันปลายังได้รับการยอมรับว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณต้องรับประทานน้ำมันปลาเพื่อบรรเทาอาการโรคแทรกซ้อนต่างๆ ให้รับประทานตามแพทย์สั่ง และอย่ากะปริมาณเอาเอง

น้ำมันปลาและเนื้อปลาทะเล มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด โอเมกา-3 มาก ซึ่งช่วยในการป้องกันการแข็งตัวของเลือด และป้องกันการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้ดีกว่าน้ำมันชนิดอื่น

โทษแฝงของน้ำมันปลา

จากการศึกษาของศูนย์การศึกษาวิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัทชินสัน (Fred Hutchingson) ในซีแอตเทิล พบว่าอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปลา จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 43% และสามารถเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดร้ายแรงได้ถึง 71% 

นอกจากนี้ การบริโภคปลาทะเลหรือน้ำมันปลามากเกินไป จะทำให้เลือดออกง่ายเลือดหยุดยาก โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับยาอื่น เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

จากข้อมูลข้างต้น จึงเห็นได้ว่าสารอาหารบางชนิดก็ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์เสียอย่างเดียว แต่ยังสามารถสร้างโทษ และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่อร่างกายได้อีกด้วย

ที่มาของข้อมูล

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, กินปลาอย่างไร ให้เป็นประโยชน์กับหัวใจ (http://www.thaiheart.org/images/Fish_for_Healthy_heart.pdf)

ศ.นพ.เสก อักษรานุเคราะห์, มาบริโภคน้ำมันปลากันเถอะ (http://wich246.blogspot.com/2008/01/blog-post_820.html), 17 มกราคม 2551


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป