อีสุกอีใส (Chickenpox; Varicella)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ความหมาย เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มักพบในเด็กวัยเรียน ส่วนในผู้ใหญ่จะพบได้ในคนที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน หากมีการติดเชื้ออีสุกอีใสในเด็กทารก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคนี้มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน คือเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี เชื้อนี้มีลักษณะพิเศษ คือ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะไม่ออกจากร่างกายอีกเลย ดังนั้นเมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะฝังตัวอยู่ในร่างกายของผู้นั้นตลอดชีวิต ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดีและเคยเป็นโรคนี้มักไม่เป็นซ้ำอีก แต่อาจกลับมาเป็นโรคงูสวัดได้เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง

สาเหตุ เกิดจากเชื้อ Varicella-zoster virus (VZV) เป็น DNA virus ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Herpes virus family ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เป็นโรคที่มีผื่นแล้วกลายเป็นตุ่มพอง เกิดจากการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งติดต่อได้ง่ายมาก โดยการสัมผัสและการหายใจเอาละออง การไอ การจาม การหายใจ ของผู้ป่วยเข้าไป หรือสัมผัสโดยตรงกับแผลของผู้ป่วยหรือสัมผัสโดยอ้อม จากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ เป็นต้น ที่เปื้อนน้ำจากตุ่มพุพอง ติดต่อง่ายในระยะแรกๆ ที่มีผื่นขึ้น หากไม่มีภูมิต้านทานโรคจะติดเชื้อ ได้ง่าย ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก หากเป็นแล้วจะเกิดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต

พยาธิสรีรภาพ อีสุกอใสจะมีแผลตุ่มน้ำเกิดที่ส่วนชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) แต่อาจลามไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งจะพบการอักเสบ เชื้อนี้มีระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 10-21 วัน (เฉลี่ย 14-16 วัน) สามารถแพร่กระจายเชื้อจากบุคคลหนึ่งสู่อีกบุคคลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ระยะติดต่อคือตั้งแต่ 1-2 วันก่อนผื่นขึ้นจนกระทั่งผื่นแห้งและตกสะเก็ด (ประมาณ 4-7 วันหลังผื่นขึ้น) เมื่อไวรัสผ่านเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจและเยื่อบุตา จะเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในบริเวณนั้นและต่อมน้ำเหลือบริเวณใกล้เคียงกระจายเข้าสู่กระแสเลือดเข้าไปในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ม้าม เป็นต้น และกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีก

ครั้ง เข้าไปตามเยื่อบุ ของผิวหนังหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เกิดเป็นผื่นแดงกลายเป็นผื่นนูนแดง และตุ่มน้ำใส จนกระทั่งตุ่มแห้ง ตกสะเก็ดในที่สุด หากดูแลความสะอาดไม่ดี อาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดเป็นตุ่มหนองได้ บางรายอาจมีอาการรุนแรงเนื่องจากเชื้อกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ตับ ม้าม เป็นต้น แล้วทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะเหล่านั้น ในระหว่างนั้นเชื้อจะแฝงอยู่ตามปมประสาทตลอดระยะเวลาหลายปี เมื่อร่างกายเกิดภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ไวรัสจะออกมาทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทรับความรู้สึก และทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำได้ที่ผิวหนังตามแนวเส้นประสาท เรียกว่า โรคงูสวัด (Herpes zoster หรือ Shingles)

อาการ อีสุกอีใสชนิดธรรมดา ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดง (Macule) โดยเริ่มจากศีรษะ ใบหน้าและลำตัว โดยปกติไม่ค่อยพบบริเวณแขนขามากนัก ต่อมาผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มนูน (Papule) และตุ่มน้ำใส (Vesicle) ขนาด 1-3 มิลลิเมตร กระจายอยู่ทั่วไป ผู้ป่วยจะมีอาการคน หลังจากนั้นตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ด บางรายมีผื่นขึ้นในปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย เจ็บคอ มีเม็ดผื่นพองทั่วร่างกาย มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2-3 วัน ระยะมีผื่นขึ้นผู้ป่วยผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยเด็ก มีอาการหลายวัน ตัวร้อน หนาว การตรวจเลือดจะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงขึ้นเล็กน้อยใน 2-3 วันแรก ลักษณะของเม็ดพองจะเริ่มด้วยเป็นผื่นแดงนูน ต่อมาเป็นเม็ดพองมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ต่อมาแตกออกเป็นสะเก็ด เด็กจะมีประมาณ 50-100 เม็ด ผู้ใหญ่จะมีมากกว่า อีสุกอีใสชนิดลุกลาม เป็นชนิดที่มีอาการรุนแรง ผื่นจะยังคงมีอยู่ มีไข้สูงถึง 42 องศาเซลเซียส ในสัปดาห์ที่สองงแผลจะลึกและเป็นรอยบุ๋มกว่าชนิดธรรมดา เห็นชัดได้ที่แขนขาพบมากที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า อาจพบอาการปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบและตับอักเสบร่วมด้วย อีสุกอีใสชนิดกรรมพันธุ์ มารดาที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสในระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของเด็กในครรภ์ได้ เช่น เด็กในครรภ์เจริญช้าและอาจมีตาเล็กหรือต้อกระจกได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีเด็กที่คลอดออกมาแล้วเป็นใบ้และเปลือกสมองเหี่ยว เด็กที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงจะมีศีรษะเล็ก ปัญญาอ่าน เป็นใบ้ และตาบอด

การวินิจฉัยโรค จากการตรวจปฏิกิริยาทางน้ำเหลือจะมี Specific neutralizing antibody เกิดขึ้น ทำ Smear ทำ Biopsy ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี อีไลซ่า (ELISA หรือ Enzyme-linked immunosorbent assa) และการตรวจสอบทางอิมมูนวิทยา (Immunofluorescent)

การรักษา รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้คัน ยาแก้ปวด ลดไข้ ห้ามใช้แอสไพริน เพื่อลดไข้ เพราะอาจทำให้เกิด Reye’s syndrome และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในระยะแรกหากมีอาการปวดตามเส้นประสาทอาจให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการปวดประสาท หากมีอาการแทรกซ้อน เช่น มีอาการปวดแสบปวดร้อนใช้น้ำยาเบอโรว์ (Burow’s solution) หรือกรดบอริก (Boric acid) 3% ทา มีอาการระคายเคืองใช้คาลาไมน์ทา มีสะเก็ดแห้งใช้ยาปฏิชีวนะทา ให้ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ

การพยาบาล บรรเทาอาการเจ็บปวด ดูแลให้ได้ยาต้านไวรัส ระวังการติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาความสะอาดปากฟัน อาบน้ำฟอกสบู่ตามปกติ ดูแลผิวหนังและอวัยวะสืบพันธุ์ให้สะอาด ให้กำลังใจผู้ป่วย ให้ความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับการป้องกันและการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น ไม่รับประทานอาหาร น้ำ หรือใช้ภาชนะร่วมกัน ไม่เกาแผลเพราะจะลามไปติดที่อื่น หรือเพื่อป้องกันภาวะการติดเชื้อ ซ้ำซ้อนที่ผิวหนัง และเกิดแผลเป็นในภายหลัง

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือร้านยาเล่ม 1 ความรู้เรื่องยาเบื้องต้น และแนวทางการซักถามเพื่อให้การรักษาขั้นต้น" เรียบเรียงโดยเภสัชกรหญิงจิรัชฌา อุดมชัยสกุล

วิทยากรอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกรร้านยา จากสำนักพิมพ์ศิษฏิกร

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่