Doctor men
เขียนโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
เทคโนโลยีด้านความงาม

ฉีดผิวขาว หมายถึงฉีดอะไร ฉีดแล้วผิวจะขาวขึ้นได้จริงหรือ?

การฉีดผิวขาวด้วยกลูต้าไธโอน อาจช่วยให้ผิวขาวขึ้น แต่เป็นการวัดความขาวเชิงปริมาณ ซึ่งถ้าไม่เข้าใจรายละเอียด คุณอาจเข้าใจผิด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 351,062 คน

ฉีดผิวขาว หมายถึงฉีดอะไร ฉีดแล้วผิวจะขาวขึ้นได้จริงหรือ?

สีผิว เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ ปัจจุบันนอกจากครีมทาผิวแล้ว ก็ยังมีการฉีดผิวขาว ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้สีผิวเปลี่ยนจากเดิมได้

สารที่ใช้ฉีดผิวขาวเปลี่ยนสภาพเม็ดสีได้จริงหรือไม่ มีหลักฐานทางการแพทย์หรือเปล่า HonestDocs มีคำตอบ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🦵🏻เลเซอร์กำจัดขนขา เริ่มต้นที่ 750 บาท ถึง 17 ธ.ค. นี้

บอกลาตอขนขาแข็งๆ ที่เกิดจากการโกน

Internal ad

ทำไมคนเราถึงมีสีผิวแตกต่างกัน?

ก่อนจะเข้าสู่เรื่อง ฉีดผิวขาว ขออธิบายเรื่องสีผิวที่แตกต่างกันในแต่ละคนเสียก่อน

ผิวหนังของมนุษย์เป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุด มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่ห่อหุ้มร่างกาย ป้องกันการสูญเสียความร้อน ปรับอุณหภูมิกาย รับสัมผัสเจ็บแสบและร้อนเย็น อีกหนึ่งหน้าที่ของผิวหนังคือการปกป้องร่างกายจากแสงแดด

มีเซลล์ที่ชื่อ เมลาโนไซต์ เป็นเซลล์ที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ระบบประสาท เคลื่อนตัวมาอยู่ใต้ผิวหนังในช่วงพัฒนาการในครรภ์มารดา เซลล์นี้มีความสามารถพิเศษในการสร้างเม็ดสีเมลานิน และส่งเม็ดสีนี้ไปอยู่ที่เซลล์ชั้นนอกสุดของผิวหนัง เพื่อใช้ปกป้องรังสีจากดวงอาทิตย์

มนุษย์ในแต่ละส่วนของโลกจะมีสีผิวที่แตกต่างกันตามพันธุกรรมดั้งเดิมและสิ่งที่มากระตุ้นเม็ดสีในภายหลัง สำหรับพันธุกรรมดั้งเดิมนั้น ควบคุมจากขนาดเม็ดสีและการกระจายตัว

คนที่ผิวคล้ำจะมีเม็ดสีขนาดใหญ่และกระจายตัวอย่างเท่าๆ กัน ทำให้มองเห็นว่าผิวคล้ำ ส่วนคนผิวขาวหรือออกเหลือง เม็ดสีจะมีขนาดเล็กกว่าและอยู่จุกตัว ไม่กระจายทั่วไป ทำให้เห็นไม่คล้ำ

อีกปัจจัยที่ทำให้สีผิวแต่ละคนแตกต่างกันคือสิ่งที่มากระตุ้นภายหลัง โดยพบว่ารังสีอัลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์โดยเฉพาะส่วน UVB สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีมากขึ้นได้ อิทธิพลของฮอร์โมนเพศของหญิงและชายก็ทำให้การสร้างและการกระจายเม็ดสีแตกต่างกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🦵🏻เลเซอร์กำจัดขนขา เริ่มต้นที่ 750 บาท ถึง 17 ธ.ค. นี้

บอกลาตอขนขาแข็งๆ ที่เกิดจากการโกน

Internal ad

ปริมาณของเซลล์สร้างเม็ดสีเมลาโนไซต์ของแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติ จะมีปริมาณพอๆ กัน ความแตกต่างจะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างเม็ดสี หากมีปริมาณการแบ่งตัวของเซลล์เมลาโนไซต์เพิ่มขึ้น ผิวก็จะคล้ำลง

สาเหตุของการเพิ่มขึ้นส่วนมากเกิดจากเนื้องอก เช่น เมลาโนมา (Melamona) หรือหากเป็นมะเร็ง จะเป็นมะเร็งผิวหนังที่รุนแรงมาก เรียกว่า มาลิกแนนต์เมลาโนมา (Malignant melanoma) พบมากในชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชีย ลักษณะสำคัญคือเป็นตุ่มก้อน เพราะโตแบบควบคุมไม่ได้ และสีก้อนผิวหนังจะคล้ำถึงดำ

ทดลองยับยั้งการสร้างเม็ดสี จุดเริ่มต้นของการฉีดผิวขาว

เมื่อมาพิจารณาถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ผิวคล้ำที่สามารถปรับแต่งได้ คือการทำงานของเซลล์ในการสร้างเม็ดสี นักวิทยาศาสตร์พบกลไกและปฏิกิริยาการสร้างเม็ดสีในเซลล์ที่ชัดเจนว่าใช้สารใดเป็นสารตั้งต้น ใช้สารใดกระตุ้น และจะควบคุมโดยวิธีใด

ด้วยความเข้าใจนี้จึงสามารถสร้างสารที่ปรับปรุงสีผิวจากการไปควบคุมการทำงานของกระบวนการสร้างเม็ดสี เช่นการใช้ยาไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ในการรักษาฝ้าหรือรักษาภาวะเม็ดสีเกิดปกติ (Melanosis)

เดิมทีสารกลูต้าไธโอนใช้สำหรับต้านอาการอักเสบ และลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการได้รับยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง โดยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของออกซิเจน เพราะตัวมันเป็นช่วยรองรับและปรับปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดักชัน ในร่างกายได้ดี

กลไกนี้สำคัญ เพราะอนุมูลอิสระหากมีมากเกินไปจะทำให้เซลล์เสียหาย แนวคิดการใช้สารกลูต้าไธโอนจึงเริ่มขึ้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🦵🏻เลเซอร์กำจัดขนขา เริ่มต้นที่ 750 บาท ถึง 17 ธ.ค. นี้

บอกลาตอขนขาแข็งๆ ที่เกิดจากการโกน

Internal ad

แรกเริ่มนั้นทำการทดลองในเซลล์เนื้อเยื่อที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลองและทดสอบกับสัตว์ทดลองก่อน ผลการศึกษาพบว่า สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้จริงในระดับเซลล์หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

ต่อมาจึงเริ่มทำการศึกษาวิจัยในคน มีทั้งข้อมูลที่เก็บผลจากการใช้งานและข้อมูลจากการตั้งใจทดลอง (ทางการแพทย์จะยอมรับการทดลองแบบนี้เพื่อรับรองผลการรักษา)

ฉีดผิวขาวด้วยกลูต้าไธโอน ทำให้ผิวขาวได้อย่างไร?

กลูต้าไธโอนได้ชื่อว่าเป็นสารช่วยให้ผิวขาว มีทั้งรูปแบบยากิน ยาทา และแบบฉีด ตัวสารสามารถถูกทำลายได้ง่ายที่กระเพาะอาหาร จากสภาพที่เป็นกรด และถึงแม้จะอยู่ในรูปเม็ดยาที่ผ่านกรดในกระเพาะอาหารไปได้ การดูดซึมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดก็ยังทำได้ไม่ดีนัก จึงเป็นสาเหตุที่ใช้ยาฉีดกันอย่างแพร่หลายมากกว่า

มีกลไกการทำงานของกลูต้าไธโอน คือ

  1. ยับยั้งฮอร์โมนไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่จะไปเปลี่ยนกรดอะมิโนไทโรซีน (Tyrosine) ให้กลายเป็นสารเริ่มต้นของการสร้างเม็ดสี ได้แก่ DOPA และ Dopaquinone ทำให้การสร้างเม็ดสีมีประสิทธิภาพไม่ดีนัก และปริมาณเม็ดสีที่ใช้งานได้จริงจะลดลง
  2. เปลี่ยนกลไกการสร้างเม็ดสีปรกติ จากที่เซลล์เมลาโนไซต์จะสังเคราะห์เม็ดสีน้ำตาลและดำที่ชื่อ ยูเมลานิน (Eumelanin) หากมีสารกลูต้าไธโอน เซลล์จะเปลี่ยนไปสร้างเม็ดสีเหลืองและแดงที่เรียกว่า ฟีโอเมลานิน (Phaeomelanin) แทน

ผลการศึกษาพบว่า การกินสารกลูต้าไธโอนขนาด 250-500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือการฉีดสารกลูต้าไธโอนในขนาด 600-1200 มิลลิกรัมนั้นสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้จริง ซึ่งทางผู้ผลิตและจำหน่ายได้แนะนำขนาดยานี้เช่นกัน (ยังไม่มีคำแนะนำขนาดยาที่ชัดเจน)

แต่ว่าคำจำกัดความของผิวที่ขาวขึ้นนั้นไม่ได้ใช้ภาพถ่ายหรือสายตามนุษย์ที่เปรียบเทียบก่อนหลัง เพราะไม่เป็นมาตรฐาน

คำว่า “ขาวขึ้น” เป็นการวัดเชิงปริมาณในการวิจัย ซึ่งอาจทำให้คุณเข้าใจผิด ฟังโฆษณาแล้วเข้าใจว่าหมายถึงการฉีดผิวขาวได้ผล

คำว่าขาวขึ้นในการศึกษาทดลองทางตจวิทยานิยมวัดค่าสองแบบ

  1. ใช้เครื่องมือวัดการสะท้อนและหักเหของคลื่นแสงผ่านผิวหนัง เพื่อวัดความเข้มข้นของเม็ดสีเมลานิน

    เรียกการวัดค่านี้ว่า Skin melanin index ที่มีทั้งการวัดต่อหน่วยพื้นที่หรือวัดค่าสูงสุด โดยจะวัดหลายตำแหน่งของร่างกาย สิ่งสำคัญที่ต้องระวังในการแปลผลจากกงานวิจัยคือ
    1. ผลการศึกษาที่ออกมาว่าขาวขึ้น เป็นผลที่ออกมาว่าค่า Skin melanin index มีค่าลดลงเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงขาวจนเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า
    2. ระดับ Skin melanin index ที่ลดลงจริงตามการทดลองนั้นไม่ได้ลดลงมากจนเปลี่ยนชัดเจน ตามการศึกษาที่ทำในประเทศไทยใช้ยากินกลูต้าไธโอน กลุ่มศึกษามีระดับสีผิวตามมาตรฐานสากล (Fitzpatrick's classification) อยู่ที่ระดับ 4-6 (ระดับ 1 คือขาวมาก ระดับ 6 คือน้ำตาลเกือบดำ)

      ถึงแม้ระดับความขาวจากการวัดด้วยเครื่องมือจะพบดัชนีความขาวมากขึ้นจริง แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนระดับไปจาก 4-6 ไปเป็นขาวมากกว่านี้ได้
  2. วิธีวัดค่าความขาวของผิวที่นิยมใช้ในการโฆษณา เนื่องจากเป็นการทดสอบที่เข้าใจง่ายและเห็นได้ชัดเจนคือการใช้แถบวัดระดับสีผิว the Taylor Hyperpigmentation Scale เป็นแถบสีมาตรฐานเอาไว้วัดผิวหนังเทียบกับแถบเหล่านั้น อาศัยสายตาของผู้วัดเทียบแถบสีโดยตรง จึงมีความแม่นยำมากขึ้นกว่าการใช้สายตาหรือภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

ข้อระวังที่ไม่สามารถแปลผลจากการทดลองมาใช้ได้ในชีวิตจริง

จากข้อมูลทางสรีรวิทยาการสร้างเม็ดสีและจากการทดลองใช้สารกลูต้าไธโอน พบว่าหลังจากให้สารกลูต้าไธโอนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบกินหรือฉีดหรือทา ทำให้ดัชนีความขาวจากการวัดค่าแสงนั้นขาวขึ้น แต่เป็นการวัดในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ติดตามวัดต่อเนื่องหลังจากผลของยาหมดไปแล้วว่าเซลล์เมลาโนไซต์จะหยุดยั้งการสร้างเม็ดสีไปนานเพียงใด หรือหลังจากสิ้นสุดการทดลองแล้วค่าความขาวจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

หากพิจารณาตามอัตราการเกิดของเซลล์และสร้างเม็ดสีในทุกๆ 1-2 สัปดาห์ น่าจะเป็นไปได้ว่าหากไม่ใช้ยาต่อเนื่อง เม็ดสีจะกลับมาเป็นดังเดิมก่อนให้ยา และตำแหน่งที่มีค่าดัชนีเมลานินที่ลดลง (ขาวขึ้น) ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะเป็นบริเวณใด และแต่ละบริเวณมีการเปลี่ยนแปลงความขาวที่ไม่เท่ากัน จากการศึกษาบางบริเวณไม่ขาวขึ้นแต่ผลรวมในทุกๆ บริเวณดูว่าขาวขึ้น จึงยังไม่สามารถคาดเดาผลการรักษาได้อันเป็นข้อจำกัดที่สำคัญของการให้สารกลูต้าไธโอน

ความจริงทางสรีรวิทยาของเซลล์และการศึกษาที่มี ยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะระบุชัดเจนว่าสารกลูต้าไธโอนทั้งการฉีดและการกินจะทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แม้จะมีหลายประเทศใช้ในการรักษาโรคเม็ดสีเกินปกติหลังจากผิวหนังอักเสบ (เมื่อเทียบกับผิดปกติ) แต่ยังไม่มีการใช้เพื่อทำให้สภาพผิวที่ไม่มีโรคหรือเม็ดสีไม่เกินให้แปรสภาพขาวขึ้นกว่าเดิม

ผลข้างเคียงของการฉีดผิวขาว กลูต้าไธโอน

สำหรับผลการศึกษาเรื่องผลข้างเคียงและอันตรายจากการใช้สารกลูต้าไธโอน รายงานเรื่องพิษในระยะยาวมีน้อยมาก เพราะการศึกษาติดตามทำในระยะสั้น ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะประกาศเรื่องพิษหรืออันตรายจากกลูต้าไธโอน

กลูต้าไธโอนแบบกินยังไม่มีรายงานผลข้างเคียง แต่การฉีดกลูต้าไธโอนมีรายงานผลข้างเคียงมาบ้าง ได้แก่

  • ผื่นแพ้ผิวหนัง ตั้งแต่ผื่นคันเเล็กน้อยจนแพ้รุนแรง
  • มีอาการปวดจุกท้อง
  • รบกวนการทำงานของต่อมไทรอยด์ การทำงานของตับและไต แต่ไม่ถึงตับวายหรือไตวาย
  • อันตรายจากการฉีด เช่น ปฏิกิริยาที่ผิวหนัง การติดเชื้อจากเข็มฉีดไม่สะอาด

ดังนั้นการฉีดหรือกินสารกลูต้าไธโอนเพื่อทำให้สีผิวเดิมขาวขึ้น จึงยังไม่มีที่ใช้ในทางคลินิก ข้อมูลเรื่องขนาดของยาที่เหมาะสมและการบริหารที่เหมาะสมยังไม่ชัดเจน ข้อมูลผลข้างเคียงของยายังน้อยเกินไป และราคายาที่ยังแพงมาก ไม่คุ้มทุนคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ไม่ชัดเจน จึงยังไม่แนะนำให้ใช้อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน


ที่มาของข้อมูล
  • บุษราภรณ์ จันทร์ปรุง. การศึกษาเปรียบเทียบการรักษาฝ้าโดยใช้วิธีใช้เข็มร่วมกับวิตามินซีและการทา 3% hydroquinone. ปริญญานิพนธ์ วท.ม.(ตจวิทยา). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มศว. คณะกรรมการควบคุม รศ.นพ.มนตรี อุดมเพทายกุล, ศ.นพ.ปิติ พลังวชิรา

  • Witoo Dilokthonsakul, Teeraporn Dhippayom, Pirameth Dilokthansakul. The Clinical Effect of Glutathione on Skin Color and other Related Skin Conditions : A systematic review. J Cosmet Dermatolol 2019; 1-10

  • Sinee Weschawalit, Siriwan Thongthip, Phanupong Phutrakool, et al. Glutathione and its Antiaging and Antimelanogenic effect. Clinical Cosmetic and Investigational Dermatology. 2017:10


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป