Doctor men
เขียนโดย
พญ. สุชาดา สมศักดิ์ แพทย์เวชกรรมทั่วไป
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

เชื้อราในร่มผ้า...ความผิดปกติที่พบบ่อย ณ จุดซ่อนเร้น

บทความนี้เขียนโดย พญ. สุชาดา สมศักดิ์ แพทย์ทั่วไป วันที่ 17/04/2562
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
เชื้อราในร่มผ้า...ความผิดปกติที่พบบ่อย ณ จุดซ่อนเร้น

อาการคันบริเวณในร่มผ้า หรือจุดซ่อนเร้นของทั้งเพศชายและหญิง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และในบางคนอาจมีอาการได้หลายครั้งตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องคลอดของเพศหญิง โดยปกติจะมีเชื้อราและแบคทีเรียที่สมดุลกันอยู่ร่วมกันได้อย่างดี ทำให้เชื้อราสงบ ไม่เจริญเติบโต แต่ถ้าหากมีอะไรก็ตามที่ไปทำให้ความสมดุลของเชื้อรากับเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งแวดล้อมในบริเวณช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไป เช่น ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดน้อยลง ก็จะมีผลให้เชื้อราในช่องคลอดเจริญมากขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราในร่มผ้า ซึ่งทำให้เกิดอาการคันในร่มผ้าตามมาได้ ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อราชนิด Candida Albican 

อย่างไรก็ตาม อาการผิดปกติที่เกิดกับอวัยวะเพศนั้นมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุของอาการคันได้ทั้งสิ้น เช่น โรคผิวหนังอักเสบหรือแพ้สารประกอบในครีมอาบน้ำก็เป็นสาเหตุของอาการแพ้ผื่นคันได้เช่นกัน ก่อนจะซื้อยามารักษาอาการคันเอง จึงควรแน่ใจก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะถ้าหากใช้ครีมรักษาเชื้อราในช่องคลอดทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคนี้จริงๆ จะยิ่งทำให้อาการคันรุนแรงขึ้น และลามไปสู่การแพ้สารบางชนิดที่อยู่ในยารักษาเชื้อราดังกล่าว

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
อยากมีลูกเเต่ไม่ท้องสักที จะทำยังไงดีน้าา 🤔

👦🏻 ตรวจภาวะมีบุตรยาก เริ่มต้นที่ 1,199 บาท ประหยัดขึ้น 25% ถึง 18 ก.พ. นี้

Internal ad %281%29

สาเหตุของการเกิดเชื้อราในร่มผ้า

สาเหตุของการเกิดเชื้อราในร่มผ้า มีดังต่อไปนี้

  1. ดูแลความสะอาดได้ไม่ดีพอ ทำให้บริเวณอวัยวะเพศไม่สะอาดและอับชื้น เช่น ไม่อาบน้ำทำความสะอาดหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายอย่างหนักซึ่งมีเหงื่อออกมาก หรือหลังอาบน้ำไม่เช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า สวมใส่กางเกงที่รัดแน่น อับชื้น รวมถึงใส่ผ้าอนามัยผืนเดิมนานๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี เป็นเหตุให้เกิดเชื้อราในร่มผ้า 
  2. การใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้แบคทีเรียบริเวณช่องคลอดถูกทำลาย เชื้อราก่อโรคอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
  3. สวนล้างช่องคลอดด้วยสบู่หรือน้ำยาที่รุนแรง ทำให้ช่องคลอดเสียสมดุล และเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นถูกกำจัดไป เชื้อโรคอื่นๆ ได้แก่พวกเชื้อรา จึงฉวยโอกาสมารุกรานได้ง่ายขึ้น
  4. ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง เช่น อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  5. ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์จากคู่นอน ซึ่งเป็นกามโรคอย่างหนึ่ง

อาการของเชื้อราในร่มผ้า ทั้งของผู้ชายและผู้หญิง

เชื้อราในร่มผ้าเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยมักมีอาการดังต่อไปนี้

  • คันบริเวณจุดซ่อนเร้นอย่างมาก ในเพศหญิงจะคันที่ปากช่องคลอด บางครั้งอวัยวะเพศอาจมีผื่นบวมแดง มีอาการแสบร้อนระคายเคืองเป็นผลมาจากการเกาได้อีกด้วย
  • เวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ จะรู้สึกแสบขัดหรืออาจมีอาการเจ็บ
  • ในเพศหญิงจะมีตกขาวสีขาวขุ่น จับตัวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียก มีกลิ่นเปรี้ยวเหมือนนมบูด ซึ่งบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อราในช่องคลอด

วิธีการรักษาเชื้อราในร่มผ้าให้หายขาด

การรักษาเชื้อราในร่มผ้าให้หายขาดสามารถทำได้ แต่จะต้องมีการหาสาเหตุของการเกิดเชื้อราให้รู้ชัดเจน ถี่ถ้วน และหากสาเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคุณเอง ก็ควรละหรือเลี่ยงพฤติกรรมนั้นๆ เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก

  1. สังเกตตนเอง ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราในร่มผ้าของเราคืออะไร หรือพฤติกรรมใดแล้วหาวิธีหลีกเลี่ยง เช่น ภาวะอับชื้น หมักหมม ใส่เสื้อผ้าซ้ำ เหงื่อไคลออกมากระหว่างเล่นกีฬา ควรรักษาความสะอาด เช็ดให้แห้ง ใช้แป้งดูดซับเหงื่อไคล หรือไม่ปล่อยไว้นาน เนื่องจากจะทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกและจะทำให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง
  2. ใช้ยาฆ่าเชื้อ ถ้าเป็นจากเชื้อราจริงๆ การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อรา ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เนื่องจากยาแต่ละชนิด แต่ละบริเวณของร่างกายมีระยะเวลาการใช้ยาแตกต่างกัน การใช้ยาที่ไม่นานเพียงพออาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล รวมทั้งมีการดื้อยาขึ้นไปอีก
  3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะระคายเคืองผิวหนัง ผิวหนังภูมิแพ้เฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ผิวหนังอ่อนแอ จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากง่ายต่อการติดเชื้อต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และอิ่นๆ ผิวหนังภูมิแพ้เป็นลักษณะเฉพาะตัว จำเป็นต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะระคายเคืองผิวหนังบริเวณนั้น

ข้อแนะนำในการใช้ยารักษาเชื้อราในร่มผ้า

ผู้ที่คิดจะรักษาเชื้อราในร่มผ้าด้วยการใช้ยา ควรคำนึงถึงคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ยาทาผิวหนังฆ่าเชื้อราในรูปแบบครีมเป็นที่นิยมสำหรับการรักษาเชื้อราในร่มผ้า เนื่องจากมีส่วนประกอบที่เป็นไขมันน้อย แต่มีปริมาณน้ำมาก จึงเหมาะสมสำหรับใช้กับผิวชุ่มชื้นในจุดซ่อนเร้น และผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากดูดซึมง่ายและไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ ใช้ได้ทั้งในเพศชายและหญิง
  • ยารักษาเชื้อราในร่มผ้า ซึ่งตัวยาออกฤทธิฆ่าเชื้อราที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายและได้ผลการรักษาที่ดี ได้แก่ โคลไทรมาโซล (Clotrimazole) เป็นยาใช้ภายนอก ชนิดออกฤทธิ์ได้กว้าง (Broad-Spectrum) สามารถฆ่าเชื้อราหลายชนิด เช่น เดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) ยีสต์ ( Yeast) และ เชื้อราอื่นๆ อีกทั้งยังได้ผลต่อเชื้อไตรโคโมแนส (Trichomonas vaginalis) ที่ทำให้เกิดช่องคลอดอักเสบอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นยาในกลุ่ม Pregnancy Category B คือใช้ในสตรีมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย (จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่พบว่ามีความเป็นพิษทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อระบบสืบพันธุ์)
  • การรักษาเชื้อราในร่มผ้าที่เกิดบนผิวหนัง ใช้เวลารักษา 3-4 สัปดาห์ โรคเชื้อราจากเชื้อแคนดิดา (Candida spp.) ใช้เวลารักษา 1-2 สัปดาห์ โดยทั่วไปหากอาการไม่ดีขึ้นใน 7 วัน ควรปรึกษาแพทย์ อาจมีการพิจารณาใช้ยาซ้ำได้เมื่อจำเป็น
  • ในเพศหญิง กรณีที่มีการอักเสบ คัน ระคายเคืองของอวัยวะเพศภายนอกของสตรีและบริเวณใกล้เคียง ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ใช้โคลไทรมาโซลชนิดเม็ดสอดช่องคลอด เพื่อเป็นการรักษาการติดเชื้อภายในช่องคลอดควบคู่ไปด้วย (combination treatment) ในบางกรณีอาจต้องทำการรักษาคู่นอนไปพร้อมกันหากมีอาการคัน อักเสบ และควรใช้ในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป
  • หากผู้ป่วยเชื้อราในร่มผ้ามีไข้ (อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า) ปวดท้องน้อย ปวดหลัง ตกขาวมีกลิ่น คลื่นไส้ มีเลือดออกจากช่องคลอด และ/หรือ มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรปรึกษาแพทย์ และหากเคยมีอาการแพ้ยา เช่น วูบหมดสติ ความดันเลือดต่ำ หายใจลำบาก ลมพิษ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา

4 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
รัศมี ธรรมจุลสถิตย์, คู่มือการทายาโรคผิวหนัง หน่วยตรวจผิวหนัง ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี (http://pts.mahidol.ac.th/dpt/MD/know12-skin-20), พฤษภาคม 2551.
Donders GGG, Grinceviciene S, Bellen G, Jaeger M, Ten Oever J, Netea MG. Is non-response to fluconazole maintenance therapy for recurrent Candida vaginitis related to sensitization to atopic reactions?. Am J Reprod Immunol. 2018 Apr. 79 (4):e12811.
American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Vaginitis. Washington (DC): American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG); 2006 May. 12 p. (ACOG practice bulletin; no. 72

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อาการคันและแสบในช่องคลอดไม่ใช่เรื่องปกติ
อาการคันและแสบในช่องคลอดไม่ใช่เรื่องปกติ

จุดซ่อนเร้นคือจุดสำคัญ ขอให้หมั่นสังเกตเพื่อแก้ไขก่อนที่อาการจะรุนแรงและยากต่อการรักษา

ดูในแอป