Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยักนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,784,738 คน

ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยักนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยักนั้นน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ สำหรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน และบาดทะยักนั้น เราจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันทุกๆ 10 ปี เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะต่อโรคไอกรนและทำให้เราไม่ได้กลายเป็นผู้แพร่เชื้อแก่คนอื่น

แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics เพิ่งพบว่า ภูมิคุ้มกันดังกล่าวนั้นจะอยู่ภายในช่วง 2-3 ปีหลังจากได้รับวัคซีนเท่านั้น ในช่วงก่อนปี 1990 มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคไอกรนในอีกรูปแบบหนึ่ง คือเป็นการใช้เชื้อจริงที่ถูกทำให้อ่อนแอลงมาเป็นวัคซีน ผลที่ได้นั้นค่อนข้างดีและทำให้อัตราการเกิดโรคลดต่ำลง แต่วัคซีนดังกล่าวนั้นก็มีผลข้างเคียง เช่นทำให้มีไข้ บวม หรือปวดบริเวณที่ฉีดยาได้ นอกจากนั้นยังอาจทำให้มีอาการกระสับกระส่ายหรือง่วงนอนได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าจะพบได้น้อยแต่ในผู้ป่วยบางรายอาจทำให้เกิดอาการชักหรือสมองอักเสบอย่างฉับพลัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวในรูปแบบใหม่เพื่อให้มีผลข้างเคียงในการรักษาลดลง โดยเปลี่ยนมาใช้วัคซีนชนิดที่เรียกว่า DTaP แทน ซึ่งงานวิจัยได้พบว่าภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากวัคซีนชนิดนี้นั้นจะลดลง 42% ทุกปีหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป นั่นก็หมายความว่าหากใช้คำแนะนำเดิมที่ต้องมาฉีดกระตุ้นใน 10 ปีถัดไปนั้น ร่างกายก็แทบจะไม่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเหลืออยู่เลย

ดังนั้นการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

นักวิจัยยังได้ทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และพบว่าในช่วงปีแรกหลังจากที่ได้รับวัคซีนแบบ TdaP ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยักในผู้ใหญ่นั้น วัคซีนจะมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 70% และเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี กลับพบว่าประสิทธิภาพลดเหลือน้อยกว่า 10% และเมื่อพิจารณาว่าเด็กทารกมักจะได้รับเชื้อเหล่านี้มาจากพี่น้องของพวกเขาแล้ว ผลที่พบดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งและจำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไข

วิธีการแก้ไขนั้นทำได้ 2 วิธี วิธีแรกซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด นั่นก็คือการพัฒนาวัคซีนให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เราอาจจะต้องกลับไปใช้วัคซีนรูปแบบเดิมแต่หาวิธีการป้องกันหรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่นักวิจัยกำลังพยายามพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน 

อีกวิธีหนึ่งก็คืออาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้วัคซีนแบบ TdaP นี้ใหม่ให้เหมาะสม โดยแทนที่จะรอฉีดกระตุ้นหลังจากฉีดเข็มแรกไปแล้ว 10 ปี อาจจะนำมาใช้ในช่วงที่มีการระบาดของรโรคแทน และอาจจะเน้นให้ผู้ป่วยบางกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดโรคมากกว่ากลุ่มอื่นเข้ารับวัคซีน

แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ยากต่อการจัดการและการวางแผน เนื่องจากเราจะต้องมีการเตรียมพร้อมทุกครั้งก่อนที่จะมีการระบาด และยังต้องมีการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ทุกคนพาเด็กมาฉีดวัคซีนเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าวแทนการรอมาฉีดเมื่อมาพบแพทย์ตามนัด แต่ถ้าหากว่านี่เป็นวิธีที่สามารถป้องกันการระบาดของโรคได้ เราก็จำเป็นต้องทำ เพราะว่าการฉีดวัคซีนนั้นไม่ได้เป็นการป้องกันเฉพาะลูกของคุณเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องทุกคนที่อยู่รอบข้างคุณด้วยเช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง
วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก จำเป็นไหม ทำไมต้องฉีด?
วัคซีนคอตีบ คืออะไร จำเป็นต้องฉีดไหม ใครควรฉีดบ้าง ราคาเท่าไร?


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป