โรคหัวใจในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,366,103 คน

โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวในแมว

หัวใจมีสี่ห้อง สองห้องด้านบนแบ่งเป็นห้องซ้ายและห้องขวา และอีกสองห้องล่างแบ่งเป็นห้องล่างซ้ายและล่างขวา หัวใจห้องล่าวายมีหน้าที่รับเลือดที่ผ่านการฟอกที่ปอดและสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนสูงออกจากหัวใจผ่านลิ้นหัวใจที่หลอดเลือดเอออร์ตาไปยังหลอดเลือดแดงซึ่งจะลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกาย โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว (hypertrophic cardiomyopathy; HCM) ส่งผลกระทบต่อหัวใจห้องล่างซ้ายและความสามารถในการสูบฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดเอออร์ตา หัวใจห้องล่างซ้ายที่ทำงานมีความหนามากกว่าหัวใจห้องล่างขวาตามปกติ เนื่องจากต้องทำงานหนักกว่าในการสูบฉีดเลือดออกไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ กล้ามเนื้อของหัวใจห้องล่างซ้ายจะขยายใหญ่หรือหนาขึ้นผิดปกติ แมวอาจมีโรคหัวใจอื่นได้ แต่จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว

โรคนี้มีแนวโน้มจะเกิดจากพันธุกรรม แมวบางพันธุ์มีโอกาสเกิดโรคนี้สูง โดยเฉพาะพันธุ์เมนคูน (Maine coon) ซึ่งเกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว  ยังไม่มีการยืนยันว่าแมวพันธุ์อื่นมีความผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดโรคนี้ แม้ว่าอาจมีการบันทึกว่าแมวพันธุ์ American Shorthairs และเปอร์เซียก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้บ่อยเช่นกัน

โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวมักเกิดในแมวอาจะประมาณ 5-7 ปี แม้ว่าจะมีรายงานการตรวจพบโรคนี้ในแมวแมวตั้งแต่อายุ 3 เดือนจนถึง 17 ปี โดยพบในแมวเพศผู้มากกว่า เสียงของหัวใจที่ผิดปกติในแมวที่อายุมากมักจะเกิดจากภาวะไทรอย์ฮอร์โมนสูงหรือความดันสูงมากกว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว

อาการ

  • ไม่อยากอาหาร
  • เซื่องซึม
  • ชีพจรอ่อน
  • หายใจลำบาก
  • หายใจสั้น ลำบาก และมีเสียงผิดปกติ
  • เสียงหัวใจผิดปกติ
  • ไม่สามารถทนต่อการออกำลังกายได้
  • ขาหลังเป็นอัมพาตกระทันหันเนื่องจากเกิดการอุดตันของหลอดเลือดเอออร์ตาส่วนท้าย
  • แผ่นอุ้งเท้าและฐานเล็บเปลี่ยนสี (บ่งบอกว่าการไหลเวียนของออกซิเจนไปที่ขาไม่เพียงพอ)
  • หมดสติ
  • หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

สาเหตุ

เจ้าของจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของสัตว์เลี้ยงอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการ รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับพันธุกรรมของแมว

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) จะช่วยในการตรวจกระแสไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ และอาจแสดงผลผิดปกติเกี่ยวกับการนำคลื่นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถของหัวใจในการบีบตัวและเต้น) และจะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถประเมินหาที่มาของจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติได้ อย่างไรก็ตามการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย การ X-rays และอัลตราซาวด์จะมีประโยชน์ในการตรวจสอบการขยายตัวหรือกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาตัวขึ้น หรือแม้กระทั่งลิ้นหัวใจที่หนาตัวผิดปกติ ภาะวและโรคอื่นจะต้องถูกตัดทิ้งก่อนที่จะยืนยันว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ ภาวะที่แมวมักจะแสดงอาการคล้ายโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว เช่น เหนื่อยล้า หายใจสั้น และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ ภาวะความดันสูงซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยการวัดความดัน และภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูงซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยการตรวจเลือด

การรักษา

หากแมวถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวจะต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะเกิดตามมา แมวจะต้องอยู่ในที่ที่เงียบสงบเพื่อลดความเครียด และหากมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจจะต้องได้รับออกซิเจน หากแมวมีอุณหภูมิร่างกายต่ำจะต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น

มียาหลายตัวที่ใช้ในการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ได้แก่

  • Diltiazim ใช้เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ และช่วยลดการขยายขนาดของหัวใจห้องล่างซ้าย
  • Beta-blockers เพื่อช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ แก้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และควบคุมการอุดตันของการไหลเวียนเลือด และจะไม่ใช้ในแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ACE inhibitor จะใช้ในกรณีที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจห้องล่าง
  • Aspirin ใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด
  • Warfarin ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
  • Furosemide เป็นยาขับปัสสาวะเพื่อกำจัดของเหลวส่วนเกินในร่างกาย
  • Spironolactone เป็นยาขับปัสสาวะอาจใช้ร่วมกับ furosemide สำหรับแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • Nitroglycerin แบบขี้ผึ้ง จะช่วยการไหลเวียนของเลือดด้วยการขยายตัวของหัวใจห้องล่างและหลอดเลือดแดง

การจัดการ

แมวจะต้องเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรควบคุมโซเดียม โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเพื่อรักษาความดันเลือดให้คงที่ ให้แมวอยู่ในที่ที่เงียบและปลอดภัย แยกจากสัตว์เลี้ยงอื่นและเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการฟื้นตัว ความเครียดจากสิ่งแวดล้อมอาจกระตุ้นระบบประสาท จะยิ่งทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายที่ทำงานหนักอยู่แล้วทำงานหนักขึ้นไปอีก และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา เจ้าของจะต้องประเมินอาการของแมวอย่างใกล้ชิดในช่วงที่พักฟื้น สังเกตุอาการหายใจลำบาก อ่อนเพลีย อ่อนแรง ไม่อยากอาหาร และขาหลังอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต หากแมวของคุณได้รับการรักษาด้วยยา Warfarin จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาในการลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด การใช้ยา Warfarin อาจทำให้เกิดเลือดออกและรอยช้ำ เจ้าของจะต้องดูแลแมวไม่ได้ให้รับบาดเจ็บขณะได้รับยาตัวนี้ หากแมวต้องใช้ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ spironolactone จะต้องได้รับการประเมินการทำงานของไตและความสมดุลของอิเล็กโทรไลท์ในเลือด 6 เดือนหลังจากเริ่มการรักษาจะต้องทำอัลตราซาวด์หัวใจซ้ำเพื่อตรวจหัวใจและวางแผนการรักษาในอนาคต

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม