โรคกล้ามเนื้อหัวใจโตในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,462,997 คน

หัวใจ ประกอบไปด้วย 4 ห้อง โดยที่ด้านบนมี 2 ห้อง ทางด้านซ้ายและด้านขวา และด้านล่าง 2 ห้อง ด้านซ้ายและขวาเช่นกัน โดยหัวใจห้องล่างซ้ายมีหน้าที่รับเลือดดีที่ถูกฟอกแล้วจากปอดส่งต่อเลือดผ่านทางลิ้นหัวใจเอออติกเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โรคกล้ามเนื้อหัวใจโตนั้นจะส่งผลเสียต่อหัวใจห้องล่างซ้าย ทำให้สูญเสียความสามารถในการส่งเลือดออกไปเลี้ยงในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยทั่วไปแล้วหัวใจห้องล่างซ้ายจะมีการหนาตัวกว่าห้องล่างขวาอยู่แล้วเนื่องจากห้องล่างซ้ายจะต้องทำงานมากกว่าในการส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ในรายที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจโตนั้น กล้ามเนื้อที่บริเวณหัวใจห้องล่างซ้ายจะมีการขยายขนาด หรืออาจจะหนาตัวขึ้นก็เป็นได้ ในแมวอาจพบว่าเป็นโรคหัวใจชนิดอื่นได้ แต่โดยมากแล้วมักพบในเรื่องของโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต

พันธุกรรมถือเป็นสาเหตุเหนี่ยวนำในการเกิดโรคนี้ ในแมวบางชนิดก็สามารถพบได้มากยกตัวอย่างเช่น ในแมวเมนคูณ สาเหตุที่มาจากพันธุกรรมนั้นยังไม่ได้มีการระบุถึงแมวสายพันธุ์อื่น ๆ  แต่ว่าบางองค์กรก็มีการกล่าวถึงแมวพันธุ์ American shorthair และพันธุ์ Persia

โดยมากแล้วโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตจะพบในแมวอายุ 5 – 7 ปี แม้ว่าจะมีการบันทึกในรายงานว่าสามารถเกิดได้กับแมวตั้งแต่อายุ 3 เดือน- 17 ปี และส่วนมากมักจะพบในเพศผู้ การที่หัวใจที่มีเสียง murmur ในแมวแก่โดยมากแล้วจะมีสาเหตุมาจากภาวะความดันสูงและภาวะไทรอยด์มากกว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต

อาการ

  • ไม่อยากอาหาร
  • อ่อนเพลีย
  • ชีพจรเต้นเบา
  • หายใจลำบาก
  • เสียงหัวใจผิดปกติ
  • ไม่ทนต่อการออกกลังกาย
  • ขาหลังเป็นอัมพาตอย่างฉับพลันและเย็นเนื่องจากไม่การอุดตันที่ส่วนปลายของหลอดเลือดแดงใหญ่
  • ฝ่าเท้ามีการฟกช้ำ
  • เป็นลม
  • หัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลัน

สาเหตุ

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตนั้นในหลายๆรายเรายังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามการกลายพันธ์ทางพันธุกรรมและสาเหตุเหนี่ยวนำต่างๆสามารถโน้มนำให้เกิดโรคนี้ได้ในแมว ส่วนภาวะความดันสูงและภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตในแมวได้เช่นกัน

การวินิจฉัย

คุณเจ้าของควรที่จะให้ข้อมูลสุขภาพแก่สัตว์แพทย์เพื่อที่จะได้ทราบว่าอาการเริ่มต้นเมื่อไหร่ และควรบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติพันธุกรรมของสัตว์ด้วย

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ใช้เพื่อตรวจสอบดูกระแสไฟฟ้าที่อยู่ภายในกล้ามเนื้อหัวใจ และสามารถบอกถึงความผิดปกติของการส่งกระแสไฟฟ้าในหัวใจได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยบอกสัตวแพทย์ถึงที่มาของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตามการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย จะต้องใช้ภาพถ่ายทางรังสีและการอัลตราซาวน์เพื่อดูการขยายขนาดของหัวใจ หรือการหนาตัวของผนังหัวใจ ส่วนภาวะอื่นๆควรที่จะทำการตัดทิ้งก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต จะมี 2 สภาวะที่มีความคล้ายต่อโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตที่ต้องทำการตรวจเช็ค ได้แก่  ความดันเลือด เพื่อตัดทิ้งภาวะความดันสูง และทำการตรวจเลือดเพื่อเช็คระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ ถ้าหากมีภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์จะพบว่ามีการแสดงอาการเหมือนกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต เช่น ซึม หายใจสั้น และหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษา

ถ้าหากว่าแมวของคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต แมวของคุณควรแอดมิดอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีความทรมานจากภาวะหัวใจวาย แมวของคุณควรที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเงียบเพื่อลดระดับความเครียด ถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องของการหายใจลำบากจะต้องมีการให้ออกซิเจนทันที ถ้าหากอุณหภูมิร่างกายของแมวคุณลดต่ำลง สัตวแพทย์ควรให้ความอบอุ่นแมวโดยการห่มผ้าเพื่อให้อุณหภูมิสูงขึ้น

มียาบางชนิดที่สามารถใช้เพื่อการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตได้

  • Diltiazim เป็นยาที่ช่วยลดการเต้นของหัวใจ ใช้รักษาในรายที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และสามารถลดขนาดของหัวใจในรายที่มีการขยายขนาดของหัวใจห้องล่างซ้าย
  • Beta blocker เพื่อลดจังหวะการเต้นของหัวใจ แก้ไขการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ แต่จะไม่ใช้ยาชนิดนี้ถ้าหากมีภาวะหัวใจวาย
  • Ace inhibitor ใช้ในรายที่มีภาวะหัวใจวายเพื่อให้เลือดไหลผ่านไปยังหัวใจห้องล่างได้อย่างดี
  • Aspirin เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการแข็งตัวของเลือด
  • Warfarin เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • Furosemide เพื่อระบายน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย
  • Spironolactone ใช้สำหรับแมวที่มีภาวะหัวใจวาย เป็นยาขับน้ำ บางครั้งอาจมีการใช้ร่วมกับ Furosamide
  • Nitroglycerin ใช้เพื่อให้การไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยจะไปขยายที่หัวใจห้องล่างและเส้นเลือดแดง

การจัดการและความเป็นอยู่

แมวควรทานอาหารชนิดที่มีการจำกัดปริมาณโซเดียม โดยเฉพาะในรายที่มีภาวะหัวใจวาย เพื่อทำให้ความดันเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งแมวควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับแมวตัวอื่นและเด็กๆ ถ้าหากสภาพแวดล้อมมีความเครียด จะไปทำการกระตุ้นระบบประสาทให้เพิ่มความเครียดที่บริเวณหัวใจห้องล่างซ้ายมากขึ้นจากเดิมที่มากอยู่แล้ว ทำให้เหนี่ยวนำการเกิดภาวะหัวใจวายได้

เจ้าของควรที่จะทำการเฝ้าติดตามอาการของแมวในช่วงพักฟื้นอย่างใกล้ชิด ควรสังเกตการหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย อ่อนแรง ไม่อยากอาหาร และการเจ็บหรือการเป็นอัมพาตที่บริเวณขาหลัง ถ้าหากว่ามีการรักษาโดยการใช้ Warfarin จะต้องมีการเก็บเลือดมาตรวจเพื่อดูประสิทธิภาพของยาว่าได้ผลในการลดการแข็งตัวของเลือดไหม การใช้ Warfarin สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดเลือดไหลและการฟกช้ำแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ เจ้าของควรที่จะมั่นใจว่าแมวของคุณจะไม่ทำกิจกรรมอะไรที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บในขณะที่ได้รับยา แต่ถ้าหากว่าแมวของคุณมีการใช้ Ace inhibitor หรือ spironolactone จะต้องมีการติดตามการทำงานของไตและค่าอิเล็กโทรไลท์ หลังจากการรักษาผ่านไป 6 เดือนควรมีการทำอัลตราซาวน์ซ้ำเพื่อดูความรุนแรงและเพื่อประเมินว่าต้องการการรักษาอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม