ยา

วิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
วิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง

"ยา" สิงที่ใช้กิน ทา ฉีด อม มีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือเพื่อการป้องกันโรคและความเจ็บป่วย รวมถึงอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

หลักการใช้ยาเบื้องต้น

  1. ก่อนใช้ยาควรอ่านฉลาก อ่านคำแนะนำให้เข้าใจอย่างดี หรือใช้ยาตามคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์/เภสัชกร
  2. ศึกษาทำความเข้าใจข้อบ่งใช้อย่างละเอียด
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่มีฉลาก เม็ดยามีสีผิดไปจากปกติ หรือพบข้อความในฉลากเลอะเลือน
  4. ตรวจสอบวันผลิต / วันหมดอายุ ทิ้งยาทันทีเมื่อพบหมดอายุ
  5. ไม่ควรเพิ่มหรือลดยาเอง
  6. หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้นตามตัว ควรหยุดใช้ยานั้นทันทีและรีบไปพบแพทย์หรือเภสัชกรจากร้านที่ซื้อยานั้นมา  

การรับประทานยาก่อน-หลัง-พร้อมอาหาร

รับประทานยาก่อนอาหาร หมายถึง รับประทานยาก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที ยาชนิดรับประทานก่อนอาหาร จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อรับประทานขณะท้องว่างหรือก่อนรับประทานอาหาร ยาที่ระบุให้รับประทานก่อนอาหาร ไม่เหมาะจะรับประทานหลังอาหารเพราะอาจถูกกรดจากอาหารทำลายประสิทธิภาพ เกิดผลในทางรักษาน้อยลง

ยารับประทานหลังอาหาร/หลังอาหารทันที และพร้อมอาหาร การรับประทานยา 3 วิธีนี้ มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์และประสิทธิภาพของยา ดังนั้น จะรับประทานวิธีใดก็ได้ ตามความถนัดของแต่ละบุคคล  ดังนี้

  • การรับประทานยาหลังอาหาร คือ รับประทานยาหลังจากรับประทานอาหารคำสุดท้ายทันที หรือรับประทานยาหลังรับประทานอาหาร ไม่เกิน 15 นาที ส่วนการรับประทานยาพร้อมอาหาร คือ รับประทานยาหลังรับประทานอาหารคำแรก หรือรับประทานอาหารไปแล้วคำสองคำก็ได้

ยาชนิดรับประทานหลังอาหาร จะมีคุณสมบัติดูดซึมอย่างดีเมื่อผสมกับกรดในกระเพาะซึ่งจะหลั่งออกมากขณะรับประทานอาหาร รวมทั้งยาบางชนิด ต้องอาศัยไขมันในอาหารเป็นตัวทำละลายก่อนจึงจะดูดซึมได้ดีกว่า ดังนั้น ยาชนิดที่ระบุให้รับประทานหลังอาหารมักสร้างระคายเคืองในกระเพาะอาหารได้หากรับประทานก่อนอาหารขณะท้องว่าง ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

ทำอย่างไร เมื่อลืมรับประทานยาระหว่างวัน ?

เมื่อลืมรับประทานยา 1 มื้อ นั่นหมายถึง รับประทานยาไม่ครบตามคำแนะนำ วิธีที่ดีที่สุดคือรับประทานยาทันทีที่นึกได้ซึ่งไม่ควรเกิน 15  นาที   แต่หากลืมรับประทานยาหลังอาหารนานเกินกว่า 15 นาที ควรละเว้นการรับประทานยามื้อนั้น และรับประทานยาให้ตรงเวลาในมื้อถัดไป

เมื่อลืมรับประทานยามากกว่า 1 มื้อ ไม่ควรชดเชยโดยรวบรับประทานยาในมื้อถัดไป เพราะการเพิ่มปริมาณรับประทานยามากเกินไปในมื้อเดียว เป็นการรับประทานยาเกินขนาด  จึงไม่ควรรับประทานชดเชย เพราะไม่สามารถเร่งการรักษาได้ และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดอาการข้างเคียงอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ยารับประทานก่อนนอน

ยาชนิดระบุเวลารับประทานก่อนนอน ควรรับประทานยาก่อนเข้านอน 15 – 30 นาที ยาก่อนนอนบางชนิด รับประทานแล้วออกฤทธิ์ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม ดังนั้นควรรับประทานยาเผื่อเวลาไว้ไม่ควรเกิน 30 นาที นั่นหมายถึงพร้อมจะเข้านอนในอีก 30 นาทีข้างหน้า

ควรทำอย่างไรเมื่อลืมรับประทานยาก่อนนอน?

หากลืมรับประทานยาก่อนนอน โดยนึกได้ในเวลาใกล้จะเข้านอน สามารถรับประทานยานั้นได้ทันที หากนึกได้ในเช้าวันถัดไป ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาชดเชยในมื้อเช้า หรือมื้อถัดไประหว่างวัน แต่รอรับประทานอีกครั้งหลังผ่านอาหารมื้อเย็นไปแล้วจนถึงเวลาก่อนเข้านอน 15 – 30 นาที

ยารับประทานเมื่อมีอาการ

ยาชนิดระบุคำแนะนำให้รับประทานได้ทันทีเมื่อมีอาการ หมายถึง รับประทานยานั้นได้เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้นจริง เช่น เป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด หรือเมื่อได้รับบาดเจ็บ เช่น  กลุ่มยาสามัญประจำบ้านสำหรับใช้บรรเทารักษาอาการในเบื้องต้นได้เองโดยไม่ต้องไปพบแพทย์

วิธีการรับประทานยาเมื่อมีอาการ

รับประทานยาได้ทันทีเมื่อเกิดมีอาการ รับประทานซ้ำได้เมื่อยังคงมีอาการโดยรับประทานตามคำแนะนำที่ระบุในฉลาก เช่น ทุก 4- 6 ชั่วโมง หรือทุก 8 ชั่วโมง  หรือสามารถรับประทานยาได้ เมื่อยังคงปรากฏอาการเป็นๆ หายๆ ในช่วงระยะเวลา 12 ชั่วโมงนั้น

ยารับประทานเมื่อมีอาการ มีคุณสมบัติพร้อมออกฤทธิ์ไม่ว่าจะรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร โดยทั่วไปแล้วหากกลัวว่าจะระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ผู้ที่กำลังมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบสามารถรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ เล็กน้อยรองท้องก่อนรับประทานยาได้ ไม่ส่งผลกับการรักษาหรือการออกฤทธิ์ของยา

การรับประทานยาฆ่าเชื้อ/ยาแก้อักเสบ

ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ  (Anti-Biotic) ควรรับประทานตามแพทย์สั่ง เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันการ ดื้อยา ยาฆ่าเชื้อจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อ เช่น อาการท้องร่วง ท้องเสีย, มีแผลอักเสบ เป็นหวัดเจ็บคอ

ยาแก้อักเสบ หรือยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ออกฤทธิ์ระงับความเจ็บปวดและมักระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรรับประทานยาแก้อักเสบพร้อมมื้ออาหาร หรือรับประทานยาหลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ

ยาแก้อักเสบต้องรับประทานจนหมด จริงหรือไม่ ?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยจากคำแนะนำหรือข้อบ่งใช้ยาแก้อักเสบคือ “รับประทานยาจนหมด” แต่ความจริงแล้วสังเกตได้ว่า ยาแก้อักเสบมักถูกใช้เป็นยารักษาตามอาการ เช่น รักษาอาการปวดอักเสบกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ปวดประจำเดือน การรับประทานยาแก้อักเสบจะช่วยระงับปวด บรรเทาอาการอักเสบจนถึงมีอาการดีขึ้น และเมื่อหายเป็นปกติแล้ว ควรหยุดรับประทานยาแก้อักเสบทันที

ผลข้างเคียงของยาแก้อักเสบ

การรับประทานยาแก้อักเสบติดต่อกันนานๆ มักก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร เกิดภาวะความดันโลหิตสูง บางรายอาจมีภาวะไตวาย 

น้ำกับการรับประทานยา

  • การรับประทานยากับน้ำเปล่าในอุณหภูมิปกติ เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด
  • ยาบางกลุ่มมีคำแนะนำให้ดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อเลี่ยงความผิดปกติที่อาจเกิดกับไต เช่น การเกิดตะกอนในไต การทำงานของไตลดลง ยากลุ่มนี้ก็เช่น ยาแก้ปวดเมื่อย ยาฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ยาฆ่าเชื้อเมื่อมีอาการเจ็บคอ โดยทั่วไปแล้วไม่ควรรับประทานยากลุ่มนี้ติดต่อกันเกิน 7 วัน  และเป็นยาห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไต
  • แพทย์/เภสัชกร มักไม่แนะนำให้รับประทานยาพร้อมน้ำอัดลม นมหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะยากอาจออกฤทธิ์ในการรักษาได้ไม่เต็มที่

รับประทานยาผิดเวลา 

ยาบางชนิดระบุเวลารับประทานไว้อย่างชัดเจน ผลจากการรับประทานยาผิดเวลาจากที่ระบุในฉลาก อาจส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

การให้ยาปฏิชีวนะ/ยาแก้อักเสบสำหรับเด็กเล็กหรือเด็กทารก

เมื่อลูกเป็นไข้ ตัวร้อน เป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค และรับการตรวจรักษาเป็นลำดับ จากนั้นใช้ยารักษาอย่างระมัดระวัง ถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์

ยาปฏิชีวนะ/ ยาแก้อักเสบสำหรับเด็ก เช่น ยากลุ่มเพนนิซิลินสำหรับเด็ก ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นผงแห้ง ใช้ผสมกับน้ำสุกที่เย็นแล้ว เติมลงในขวดตามระดับขีดข้างขวด เขย่าให้เข้ากัน โดยให้ลูกรับประทานยาตามขนาดและเวลาที่ระบุ แพทย์มักสั่งให้รับประทานยาติดต่อกันจนหมดขวดแม้ว่าลูกจะอาการจะดีขึ้น

สังเกตอาการแพ้ยา หากพบว่าเกิดผดผื่นหลังให้ลูกรับประทานยาทุกชนิด ต้องหยุดให้ยาและเลิกใช้ทันที จากนั้นควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ถูกต้อง และรับการรักษาในขั้นต่อไป

ยาลดไข้  หรือยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก มักเป็นยาชนิดน้ำเชื่อม ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรป้อนยาทุกๆ 4-6 ชั่วโมง จนไข้ลด สังเกตอาการต่อไปประมาณ 2 - 5  วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรพาไปพบแพทย์

ใครบ้างไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

  • ผู่ปวยโรคตับ ไต เพราะร่างกายจะมีการทำลายยาผิดปกติ ทำให้ยาอาจออกฤทธิมากหรือน้อยกว่าที่ต้องการ และผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีการปรับขนาดยาก่อนใช้ยาเสมอ
  • ผู้ป่วยสูงอายุและเด็กเล็ก เนื่องจากต้องให้ปริมาณยาตามน้ำหนักตัว และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่าผู้ป่วยทั่วไป
  • ผู้ที่รับประทานยา warfarin เพราะมีปฎิกิริยากับยากลุ่มอื่นแล้วทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือเลือดออกผิดปกติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ยาจะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่