Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

วิธีการตรวจเชื้อ HIV Testing Resources

ตตรวจเชื้อ HIV เพื่อความปลอดภัย ชะลอโรคแทรกซ้อน และการเข้าสู่โรคเอดส์ที่น่ากลัว
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,187,660 คน

วิธีการตรวจเชื้อ HIV Testing Resources

การจะทราบได้ว่า ผู้ใดติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ ข้อมูลต่อไปนี้คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ ตรวจเชื้อ HIV มาดูกันว่า ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจหาเชื้อและทำไมจึงต้องรับการตรวจ

เชื้อไวรัส HIV เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ โดยเชื้อเอชไอวีจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือดและทำลายภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ทำให้ร่างกายค่อยๆ อ่อนแอลง ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

วิธีที่จะทำให้รู้ว่า ใครติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องได้รับการตรวจเชื้อ HIV โดยเฉพาะ นั่นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจไม่ทราบว่า ตนเองมีเชื้อ จากสถิติพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อไม่ทราบว่า ตนติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากกว่าสัญญาณของโรคจะปรากฏออกมาให้สังเกตเห็นความผิดปกติ เชื้อเอชไอวีก็พัฒนาเป็นโรคเอดส์แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นภูมิคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อก็ลดลงอย่างมากแล้ว ทำให้มีอาการป่วยอย่างหนัก และอาจไม่สามารถรักษาได้อีกต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ก่อนหน้านั้นผู้ป่วยยังอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

เป็นที่ทราบกันดีว่า เชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งได้ผ่านสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อ สาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวีมีดังนี้

  • การใช้เข็มฉีดยาเสพติด หรือยารักษาโรคร่วมกัน รวมถึงการเจาะร่างกาย การสักร่างกาย และบอดี้อาร์ท หากผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาติดเชื้อเอชไอวี เลือดที่อยู่บนเข็มจะแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ใช้เข็มเดียวกันได้
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางทวารหนัก ช่องคลอด หรือทางปาก เพราะสามารถติดเชื้อได้จากการรับสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น อสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือเลือด เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ส่วนผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้วจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นอีก
  • เด็กทารกสามารถติดเชื้อได้จากแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อเอชไอวี การรักษาแม่ที่ติดเชื้อและการผ่าคลอดทางหน้าท้อง รวมถึงการงดเว้นการป้อนนมจากเต้าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกของทารกได้

ใครควรได้รับการตรวจเชื้อ HIV บ้าง

ทุกคนที่มีอายุระหว่าง 13 – 64 ปี ควรได้รับการตรวจเชื้อ HIV อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ส่วนผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ เช่น ผู้ที่เป็นชายรักชาย หรือผู้เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน คนเหล่านี้จำเป็นต้องรับการตรวจเชื้อ HIV เป็นประจำทุกปี

เหตุผลที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเชื้อ HIV

การตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ และการได้รับการรักษาโดยเร็วจะช่วยต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีและป้องกันการเป็นโรคเอดส์ได้ นั่นเพราะ

  • ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเอชไอวีได้ ดังนั้นการตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยรักษาผู้ติดเชื้อโดยการรับยาต้านเชื้อไม่ให้เชื้อพัฒนาและยับยั้งอาการของโรคได้
  • ผู้ที่ทราบว่า ตนติดเชื้อจะสามารถดูแลตนเองและหามาตรการป้องกันไม่ให้ตนเองแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
  • คู่รักที่ติดเชื้อ หากต้องการมีบุตรสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการป้องกันไม่ให้ทารกที่จะเกิดมาติดเชื้อเอชไอวีได้
  • เพื่อความรู้สึกสบายใจและรู้สึกปลอดภัย เพราะผลตรวจที่ออกมาเป็นลบทำให้หลายคนที่กำลังเป็นกังวลเรื่องการติดเชื้อรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้

ลักษณะของการตรวจเชื้อ HIV

ส่วนใหญ่แล้ววิธีการตรวจเชื้อ HIV จะไม่ได้เป็นการตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่จะเป็นการตรวจวัดระดับสารต่อต้านโรค (antibodies) ที่บ่งบอกได้ว่า มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายหรือไม่ หากมีการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตสารต่อต้านโรคให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัส หากเป็นการติดเชื้อทั่วไปสารต่อต้านโรคจะสามารถระงับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายไว้ได้ แต่หากเป็นการติดเชื้อเอชไอวีสารต่อต้านโรคจะไม่สามารถระงับเชื้อไว้ได้ 

ทั้งนี้กาตรวจเชื้อ HIV จะแสดงให้เห็นว่า ร่างกายมีการผลิตสารต่อต้านโรคออกมาจำนวนมากน้อยเพียงใด โดยสารต่อต้านโรคจะยังถูกผลิตออกมาเพื่อต่อสู้เชื้อเอชไอวีได้อย่างดีในช่วง 2 สัปดาห์ถึง 6 เดือนแรกที่มีการติดเชื้อ ดังนั้นการตรวจเชื้อ HIV อาจจะไม่แสดงผลของการติดเชื้อในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จึงต้องทำการตรวจเชื้อ HIV ซ้ำอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป 3-6 เดือน

ประเภทของการตรวจเชื้อ HIV

การตรวจเชื้อ HIV โดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ

  • การตรวจ EIA หรือ ELISA เป็นวิธีการตรวจเชื้อ HIV ที่นิยมกันมากที่สุด โดยปกติจะใช้เวลา 1-2 วัน จนถึง 2 สัปดาห์ จึงจะทราบผลตรวจ วิธีนี้เป็นการตรวจคัดกรองตัวอย่างเลือดเพื่อวัดระดับสารต่อต้านโรค หากผลการตรวจคัดกรองให้ผลเป็นบวกและแสดงจำนวนของสารต่อต้านโรคต่อเชื้อเอชไอวี จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยวิธีการ western blot ต่อไปเพื่อยืนยันผลตรวจอีกครั้ง
  • วิธีการตรวจ Western Blot หากผลการตรวจ EIA หรือ ELISA ให้ผลเป็นบวก การตรวจ Western blot จะยืนยันผลการตรวจอีกครั้ง หากการทดสอบทั้ง 2 วิธีให้ผลเป็นบวกจะถือว่า บุคคลนั้นติดเชื้อเอชไอวีเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าการตรวจ EIA อาจให้ผลบวกที่ไม่ถูกต้องได้หากสารต่อต้านเชื้อชนิดอื่นมีปริมาณมากกว่าและส่งผลต่อการตรวจ 
  • การตรวจเชื้อ HIV แบบรวดเร็ว เป็นทางเลือกหนึ่งของการตรวจเชื้อ HIV แทนการตรวจ EIA และ ELISA ซึ่งให้ผลที่แม่นยำ เนื่องจากการตรวจโดยปกติจะใช้เวลารอผลตรวจนาน 1 – 2 สัปดาห์ แต่การตรวจแบบนี้จะสามารถทราบผลได้ภายใน 20 นาที เช่นเดียวกันกับการตรวจ EIA และ ELISA ที่จะต้องได้รับการยืนยันอีกครั้งโดยการตรวจ Western blot

หลังสงสัยว่าได้รับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ทันทีหรือไม่?

ยังไม่สามารถตรวจได้ทันที หากได้รับเชื้อจะตรวจพบหลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน ซึ่งผลที่ได้อาจเป็นผลบวกหรือลบลวง ขึ้นอยู่กับแต่ละคน และวิธีการที่ใช้ตรวจ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจซ้ำทุก 3 เดือน เพื่อผลการตรวจที่แน่นอนยิ่งขึ้น

การตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเอง

คุณสามารถหาซื้อชุดตรวจเชื้อ HIV ได้จากร้านขายยาทั่วไปได้ ชุดตรวจชนิดแรก ผู้ตรวจจะต้องเจาะนิ้วเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดซึ่งให้ผลการตรวจที่ค่อนข้างแม่นยำ ส่วนชุดตรวจชนิดที่สอง ผู้ตรวจจะต้องเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากกระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเหงือก อย่างไรก็ตาม หลังจากการตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเองแล้ว ผู้ตรวจยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจอีกครั้งโดยแพทย์ หรือจากแล็ปเพื่อยืนยันผลตรวจอีกครั้ง

  • การทดสอบด้วยการเจาะเลือดนิ้วมือ มีลักษณะคล้ายกับการตรวจน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ตรวจโดยการเจาะปลายนื้วมือแล้วนำตัวอย่างเลือดหยดลงบนแผ่นตรวจ จากนั้นจึงส่งแผ่นตรวจไปยังแล็ป หรือคลินิกนิรนาม จะสามารถทราบผลได้ประมาณ 7 วัน และผลมีความแม่นยำมากถึง 99.9%
  • การตรวจโดยการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเหงือก จากนั้นเก็บก้านสำลีที่เช็ดบริเวณเหงือก หรือกระพุ้งแก้มแล้วลงในหลอดที่มากับชุดตรวจ โดยผลจะแสดงให้ทราบภายใน 20 นาที การตรวจเชื้อ HIV รูปแบบนี้ให้ความแม่นยำที่ 92% 

จะขอรับการตรวจเชื้อ HIV ได้จากที่ใดได้บ้าง

คุณสามารถขอรับการตรวจเชื้อ HIV ได้จากหลายที่ เช่น คลินิก ศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาล หรือแล็ปตรวจโรค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การตรวจตามคลินิก หรือโรงพยาบาลจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากหรือบางแห่งก็ให้บริการตรวจฟรี

  • สถานที่ตรวจเชื้อ HIV โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน การตรวจกับสถานที่นี้จะไม่มีการสอบถามข้อมูลส่วนตัวใดๆ ของผู้ตรวจ ผู้ตรวจจะได้รับเพียงเลขประจำตัวเท่านั้นอีกทั้งยังเป็นผู้ทราบผลตรวจแต่เพียงผู้เดียว พบว่า หลายคลินิกมีบริการให้คำปรึกษากับผู้รับการตรวจด้วยทั้งก่อนและหลังการตรวจและผลตรวจจะไม่ถูกเก็บไว้ที่คลินิกแต่อย่างใด
  • คลินิกนิรนาม การตรวจเชื้อ HIV จากคลินิกนิรนามคือ การขอรับการตรวจเชื้อ HIV โดยผู้รับการตรวจต้องระบุตัวตนและจะมีการเก็บข้อมูลรวมทั้งผลตรวจไว้อย่างเป็นความลับ

แต่ละประเทศต่างมีข้อกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจเชื้อ HIV ดังนั้นคุณสามารถหาสถานพยาบาล คลินิก หรือแล็ปในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ รัฐจะขอความร่วมมือจากผู้รับการตรวจที่ได้ผลเป็นบวกต้องแจ้งให้ทางหน่วยงานสาธารณสุขทราบซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ

ทำอย่างไร หากผลตรวจเชื้อ HIV เป็นบวก

  • พบแพทย์ทันทีเพื่อขอรับการรักษาและหาวิธีการชะลอการติดเชื้อ โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการตรวจซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อประเมินสถานภาพของเชื้อไวรัส ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องขอรับการตรวจและรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวี
  • หยุดกิจกรรม  หรือพฤติกรรมใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น
  • ควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคอื่นๆ ด้วย เพราะหากมีการติดเชื้อเอชไอวีก็ย่อมมีโอกาสที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย เนื่องจากเอชไอวีจะส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงทำให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ง่าย
  • คุณจำเป็นต้องแจ้งให้คู่นอนไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือคนที่กำลังจะคบหาทราบเกี่ยวกับการติดเชื้อ เพราะพวกเขาจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อและรับการรักษาด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้งหากมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

ผู้ที่พบว่าตนติดเชื้ออาจรู้สึกแปลกแยก หวาดกลัว และไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับใครไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อน หรืออาจเป็นกังวลว่า พวกเขาเหล่านั้นจะรังเกียจและไม่เข้าใจ แนะนำให้ปรึกษาและขอรับคำแนะนำจากจิตแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ

คลินิกเฉพาะทางด้านเอชไอวีบางแห่งสามารถให้บริการที่ปรึกษา หรือสามารถแนะนำกลุ่มผู้ป่วยที่คุณสามารถร่วมกิจกรรมด้วยได้ เพื่อพูดคุย ขอคำปรึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะสามารถให้คำตอบในสิ่งที่คุณสงสัย ทั้งยังเข้าใจสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่

แม้ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด แต่การติดเชื้อไม่ได้ทำให้คุณเสียชีวิตในทันที หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิทยาศาสตร์ต่างทุ่มทุนเพื่อการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เอชไอวีจะสามารถรักษาให้หายได้ หรือการคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าในวิวัฒนาการทางการแพทย์ปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยเอชไอวีสามารถมีชีวิตอยู่อย่างปกติได้หลายสิบปีทีเดียว


ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป