Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

สาเหตุและวิธีรักษาเกลื้อน

แนะนำวิธีรักษากลื้อน ที่ขึ้นในแต่ละส่วนของร่างกาย เพื่อจะได้ไม่กลับมาเป็นเกลื้อนซ้ำอีก
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,616,802 คน

สาเหตุและวิธีรักษาเกลื้อน

แนะนำวิธีรักษากลื้อน ที่ขึ้นในแต่ละส่วนของร่างกาย เพื่อจะได้ไม่กลับมาเป็นเกลื้อนซ้ำอีก

เกลื้อน (Pitiriasis versicolor) เป็นโรคผิวหนังความรุนแรงต่ำ ที่คนส่วนใหญ่มักสับสนกับโรคกลาก สาเหตุของการเกิดเกลื้อนมาจากเชื้อรา Malussezia furfur อาการของเกลื้อนคือมักพบเป็นผื่นสีขาวหรือสีแดงก็ได้ สามารถลามเป็นปื้นขนาดใหญ่และมีรูปร่างที่ไม่แน่นอน แต่ขอบของผื่นมักจะมองเห็นได้ชัด อาจพบขุยแบบละเอียดร่วมด้วย

บริเวณที่เกิดโรคเกลื้อนมักขึ้นในเป็นร่างกายส่วนบน ได้แก่ ใบหน้า ลำคอ หลัง หน้าอก และต้นแขน ส่วนที่ร่างกายท่อนล่าง เช่น บริเวณขาและเท้า จะพบได้น้อยกว่า ผู้ป่วยที่เป็นเกลื้อนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หรือเพียงคันเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าโรคเกลื้อนจะไม่ใช่โรครุนแรง แต่เมื่อหายแล้ว ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะกลายเป็นปื้นสีขาวได้ จำเป็นต้องใช้เวลา 3-4 เดือนเพื่อให้ผิวหนังกลับมาเป็นปกติ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สวยงามได้ และมักเป็นโรคเรื้อรัง หายแล้วก็เป็นซ้ำอีกได้

วิธีรักษาเกลื้อน

วิธีรักษาเกลื้อนตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย มีดังนี้

  1. เกลื้อนบริเวณหนังศีรษะ รักษาด้วยการใช้แชมพูผสมตัวยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) 2 % ใช้สระผมทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันถึง 1 เดือน สามารถช่วยให้เกลื้อนดีชึ้นได้ แนะนำให้สระผมด้วยน้ำอุ่นและเช็ดให้แห้งทุกครั้ง
  2. เกลื้อนบริเวณลำตัวและใบหน้า แนะนำให้รักษาด้วยการทายาฆ่าเชื้อรากลุ่มเอโซล (Azole) เช่น ยาคีโทโคนาโซล (Ketoconazole) เป็นประจำ เวลาเช้าและเย็น ในบริเวณที่มีอาการ โดยจำเป็นต้องทาติดต่อกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์เพื่อให้หายขาด นอกจากนี้อาจใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของซิงก์ไพริไทออน (Zinc pyrithione) ฟอกบริเวณที่เป็น เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราอีกทางหนึ่ง ตัวยาแนะนำอีกหนึ่งชนิดที่สามารถใช้ทาบริเวณลำตัวเท่านั้นได้แก่ ซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium sulfide) 2.5 % ให้ทาทิ้งไว้บริเวณที่เป็นผื่น 10 นาทีแล้วล้างออก ข้อควรระวังคือห้ามใช้บริเวณใบหน้าและอวัยวะเพศ
  3. เกลื้อนที่เท้า จำเป็นต้องรักษาความสะอาดมากขึ้น และควรเลือกใส่รองเท้าที่เปิดบริเวณนิ้วเท้า เพื่อให้ระบายเหงื่อออกได้ดี หมั่นซักและเปลี่ยนรองเท้า ถุงเท้าก็เช่นกัน จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวัน เนื่องจากเป็นเครื่องแต่งกายที่การสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังเท้าของคุณ อีกกรณีหนึ่ง หากเท้าเปียก หรือผ่านการแช่น้ำมา ให้รีบล้างเท้าให้สะอาดโดยเร็วและเช็ดให้แห้งทุกครั้ง จากนั้นให้ทายาเป็นประจำ เวลาเช้าและเย็น อย่างน้อย 1 เดือน

การดูแลตนเองเมื่อเป็นเกลื้อน

  1. ชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสมอ
  2. สามารถผสมไอโอดีนล้างแผลลงในน้ำที่จะใช้อาบได้ จะช่วยให้ฆ่าเชื้อโรคได้ดีขึ้น
  3. เลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของซิงก์ไพริไทออน (Zinc pyrithione) หรือใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)
  4. เช็ดตัวให้แห้งทุกครั้ง อาจใช้ไดร์เป่าแห้งหรือทาแป้งได้ในบริเวณที่คาดว่าอับชื้นได้ง่าย
  5. ใช้ยากลุ่มเอโซล (Azole) ทาในบริเวณที่เป็น ทั้งเช้าและเย็นติดต่อกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  6. แช่เท้าบริเวณที่เป็นเกลื้อนด้วยน้ำผสมแบคกิ้งโซดาหรือกระเทียม จะช่วยยับยั้งเชื้อบริเวณเท้าได้เพิ่มมากขึ้น
  7. ใช้ตัวยาทีทรีออยล์ (Tea tree oil) ซึ่งมีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคได้มากมาย มาทาร่วมกันกับยากลุ่มเอโซล (Azole) เพื่อช่วยลดเชื้อราได้
  8. เปลี่ยนเสื้อผ้าและถุงเท้าใหม่เป็นประจำ รวมทั้งซักให้สะอาด และตากให้แห้งเพื่อลดการสะสมเหงื่อ
  9. เลือกใส่เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ระบายเหงื่อได้ดี ไม่หนา ไม่คับหรือรัดบริเวณที่เป็นผื่นจนแน่นเกินไป

ถึงแม้เมื่อเป็นเกลื้อนแล้วจะมีโอกาสมากที่กลับมาเป็นได้อีก แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากทายาฆ่าเชื้อราอย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อไม่ให้เกิดการอับชื้นซ้ำอีก การรักษาสามารถทำได้ง่าย และไม่ได้จำเป็นว่าทุกรายที่เป็นเกลื้อนจะต้องรับประทานยา แต่หากเป็นในบริเวณกว้างและมีโรคประจำตัวอื่นด้วยแล้ว แนะนำไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

ที่มาของข้อมูล
  1. Ketoconazole 2% shampoo in the treatment of tinea versicolor: a multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Am Acad Dermatol. 1998 Dec;39(6):944-50.
  2. NCBI, Zinc Pyrithione Inhibits Yeast Growth through Copper Influx and Inactivation of Iron-Sulfur Proteins (https://aac.asm.org/content/55/12/5753), 21 September 2011.
  3. Efficacy of Azole Antifungal in Treatment of Pityriasis Versicolor, Open Access Maced J Med Sci. 2019 Jan 30; 7(2): 272–274.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
เป็นเกลื้อน เกลื้อนดอกหมาก เกิดจากอะไร? อันตรายหรือไม่
เป็นเกลื้อน เกลื้อนดอกหมาก เกิดจากอะไร? อันตรายหรือไม่

เป็นเกลื้อน ควรทำอย่างไร? อ่านวิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นเกลื้อนได้ที่นี่

ดูในแอป