ความรู้สุขภาพ

วิธีบำรุงรักษาสุขภาพตับ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

วิธีบำรุงรักษาสุขภาพตับ

ตับอยู่ที่ไหน

ก่อนเข้าเรื่องราวต่างๆ ของตับ คงต้องทราบก่อนว่า ตับอยู่ตรงไหน และทำหน้าที่อะไรบ้าง

ตับอยู่ใต้ซี่โครงขวา ใกล้กลางลำตัว และเยื้องกระเพาะอาหาร บางส่วนเชื่อมติดกับกระบังลม บางส่วนก็เชื่อมต่อกับลำไส้เล็กตอนบน ด้านหน้าติดผนังหน้าท้อง เมื่อหายใจแรงทำให้กระบังลมขยับ ตับจึงพลอยเคลื่อนไหวไปด้วย

ตับของแต่ละคนมีน้ำหนักประมาณ 1/50 เท่าของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 1,200-1,400 กรัม ยาว 14-16 ซม. หนา 3-4 ซม. ด้วยขนาดของมันจึงทำให้เป็นอวัยวะภายใจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอุณหภูมิสูงสุด ตับของคนจะว่าไปแล้วก็คล้ายตับวัวเพราะผิวมันเรียบ สีเข้มเหมือนตับวัว

ตับมีลักษณะพิเศษต่างจากอวัยวะอื่นก็ตรงที่มีเส้นเลือดดำที่เรียกว่า portal vein พบได้เฉพาะที่ตับ เป็นเส้นเลือดดำที่มีเลือดไหลเข้าสู่ตับ

สารอาหารต่างๆ ที่ถูกดูดซึมจากลำไส้ จะถูกส่งต่อมาที่ตับโดยผ่านเส้นเลือดพิเศษนี้ 80% ของเลือดที่เข้ามายังตับ ก็เข้ามาทางหลอดเลือดนี้ ส่วนอีก 20% เข้าทางเส้นเลือดแดง เป็นเส้นทางนำออกซิเจนไปยังตับ จากนั้นทั้ง 2 เส้นนี้ ก็จะไหลรวมกันที่หลอดเลือดดำของตับก่อนไหลกลับเข้าสู่หัวใจ

ขณะอยู่นิ่งๆ ภายในตับมีเลือดไหลเวียนเข้าออกนาทีละเกือบลิตรครึ่งหรือวันละ 2 พันกว่าลิตร ตับจึงเหมือนฟองน้ำชุ่มน้ำเสมอ

ในเมื่อตับเชื่อมต่อกับลำไส้ได้ด้วยเส้นเลือดพิเศษนี้ หมายความว่าถ้าอวัยวะในระบบทางเดินอาหารก่อนที่จะเข้าสู่ตับนี้มีปัญหา ก็จะทำให้ตับพลอยมีปัญหาไปด้วย เนื่องจากได้รับเลือดจากอวัยวะต้นเหตุ

 

หน้าที่ของตับที่ต้องรู้

ตับทำหน้าที่เหมือนโรงงานเคมี คือ ทำหน้าที่เกี่ยวกับสารต่างๆ ในร่างกาย กล่าวกันว่า มีหน้าที่หลายร้อยอย่าง แต่ที่ควรทราบไว้ ดังนี้

  • เปลี่ยนสารอาหารเป็นสารจำเป็นต่างๆ สารอาหารต่างๆ เมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กแล้ว จะส่งต่อไปยังตับ เมื่อเข้าสู่ตับ ตับจะเปลี่ยนไขมันในอาหารเป็นไขมันชนิดต่างๆ เช่น คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน คอเลสเตอรอลไม่ใช่ว่าเป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ จริงๆ แล้วจำเป็นต่อการสร้างเยื่อบุเซลล์ ฮอร์โมน และน้ำดี ทราบหรือไม่ว่า 80% ของคอเลสเตอรอล ที่เกิดขึ้น สร้างขึ้นที่ตับ หมายความว่า ร่างกายสร้างเองได้มากกว่าจากอาหารที่กิน ส่วนคาร์โบไฮเดรตในรูปของขนม น้ำตาล ข้าว เค้ก และแอลกอฮอล์ ก็จะกลายเป็นไตรกลีเซอไรด์ เพื่อส่งต่อไปเป็นพลังงานเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนโปรตีนจะถูกตับเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน หรือโปรตีนชนิดที่ร่างกายต้องการ รวมทั้งสร้างเป็นเซลล์ใหม่ ฮอร์โมน และอื่นๆ
  • สะสมพลังงาน ตับมีความสามารถสะสมอาหารที่เหลือใช้ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ไว้ที่นี่เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่ตับจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อเป็นพลังงาน แต่ถ้ามีเหลือก็เปลี่ยนเป็นไกลโคเจนเก็บไว้ในรูปของไขมันในตับ เมื่อร่างกายต้องการใช้ก็จะเปลี่ยนบางส่วนกลับไปเป็นกลูโคส แล้วส่งเข้าสู่กระแสเลือด ตับนับว่าเป็นแหล่งสะสมไกลโคเจน ดังนั้นยิ่งกินคาร์โบไฮเดรตมากก็ยิ่งมีเหลือเก็บ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดไขมันในตับสูงตามมา
  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ร่างกายต้องการพลังงานเพื่อการดำรงชีวิต และพลังงานดังกล่าวอยู่ในรูปของน้ำตาลกลูโคสในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดปกติอยู่ที่ประมาณ 80-100 mg/dl ส่วนที่เกินจะถูกเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจนที่ตับ เมื่อค่าน้ำตาลในเลือดลดลง คราวนี้ตับก็จะเอาไกลโคเจนมาแยกสลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ส่งเข้ากระแสเลือด เป็นการปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ
  • ช่วยสร้างเลือด เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สร้างจากเซลล์ไขกระดูกในกระดูกสันหลัง แต่ขณะเป็นทารกในครรภ์ ไขกระดูกยังทำหน้าที่ไม่ได้ครบถ้วน ตับและม้ามต้องทำหน้าที่สร้างเลือดไปก่อน ต่อเมื่อคลอดออกมาแล้ว คราวนี้เซลล์ไขกระดูกจุเริ่มทำงานสร้างเลือด ทำให้ตับและม้ามหมดหน้าที่นี้ไป จากนั้นเมื่อไขกระดูกมีปัญหาภายหลัง ไม่อาจทำหน้าที่นี้ได้สมบูรณ์เหมือนเดิม คราวนี้ทั้งตับและม้ามก็จะเริ่มทำงานสร้างเลือดอีกครั้ง เรียกว่า การสร้างเลือดนอกไขกระดูก
  • มีส่วนช่วยสร้างพลาสมา 70% ของโปรตีนใน Plasma (ของเหลวในเลือด) สร้างขึ้นที่ตับ ก่อนที่จะส่งเข้าไปในเลือด
  • คลายสารพิษต่างๆ อะไรที่ไม่ใช่สารอาหารแต่ปนอยู่ในอาหาร ถือว่าเป็นสารแปลกปลอมที่ตับต้องทำให้หมดพิษก่อน แล้วจึงขับออกจากร่างกาย สารแปลกปลอมที่ปนมาในอาหาร ได้แก่ สารปรุงแต่งต่างๆ ยากันบูด สีผสมอาหารและอื่นๆ รวมทั้งสารพิษ ยารักษาโรค เป็นต้น นอกจากนี้อาหารต่างๆ เมื่อถูกย่อยในลำไส้แล้วยังทำให้เกิดเป็นแก๊สแอมโมเนีย ซึ่งก็คือสารพิษนั่นเอง ตับต้องเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นยูเรียซึ่งเป็นสารไม่มีพิษ จากนั้นขับออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะ แต่เมื่อไรก็ตามที่ตับป่วย ทำงานด้อยลง การขับสารพิษต่างๆ และคอเลสเตอรอลส่วนเกินทำได้ไม่ดีพอ ตกค้างอยู่ในเลือด เป็นเหตุให้ร่างกายเกิดอาการเหนื่อยง่ายตามมา นอกจากต้องกำจัดพิษจากสารปนเปื้อนในอาหารแล้ว ตับยังต้องทำหน้าที่กำจัดพิษและแยกสลายแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันทั่วโลก แต่ในทางตรงกันข้ามทำให้ตับป่วยเป็นโรคตับชนิดต่างๆ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ลำไส้ ลำไส้จะเริ่มดูดซึมแล้วส่งไปยังตับ ตับทำหน้าที่แยกสลาย คลายพิษ จนสุดท้ายเหลือเป็นน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนทิ้งออกไป ขั้นตอนที่แยกแอลกอฮอล์ออกเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์นี้ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ตับและทำร้ายตับด้วย โดยจะทำให้ตับเกิดอาการอักเสบตามมา ถ้าดื่มมาก ทำให้ตับทำหน้าที่ไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอาการเมาค้าง เป็นหลักฐานว่า ตับเหนื่อยทำงานไม่ไหว
  • สร้างน้ำดี ตับนำเลือดเก่า คอเลสเตอรอลบางส่วน กรดน้ำดี และอื่นๆ สร้างเป็นน้ำดี สำหรับช่วยดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมันที่ลำไส้ เมื่อตับสร้างแล้วจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี รอเวลาที่ลำไส้เล็กตอนบนต้องการใช้ก็จะถูกขับออกมาที่นี่ น้ำดีบางส่วนถูกดูดซึมกลับไปยังตับ ส่วนที่เหลือถูกจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้มันเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีชาปนอยู่ในกากของเสีย เป็นการขับเอาน้ำดีที่ใช้แล้วทิ้งไป อุจจาระจึงมีสีออกเหลืองหรือน้ำตาลก็เพราะเหตุนี้ แต่ถ้าตับป่วย น้ำดีไม่ได้ถูกขับออกไปสู่ร่างกาย หรือได้น้อยลง ทำให้มีน้ำดีในเลือดมากขึ้น เมื่อเพิ่มขึ้นระดับหนึ่งจะเกิดอาการดีซ่านตามมา

นอกจากนี้ยังทำให้มีคอเลสเตอรอลในตับตกค้าง เกิดเป็นนิ่วง่ายขึ้นด้วย ตับนับว่าเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลายอย่าง การรู้วิธีรักษาบำรุงตับ จึงมีส่วนช่วยให้ตับแข็งแรงไปได้นาน เรื่องต่อมาจึงเป็นเรื่องการวิธีการรักษาสุขภาพตับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "ดูแลตับ เทคนิคการป้องกันและรักษาโรคไวรัสตับทุกชนิด" โดยยุพาพิน ประเสริฐกุล จากสำนักพิมพ์ Feel Good

 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่