Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การตั้งครรภ์

วิธีหลีกเลี่ยงสารเคมีในบ้าน ที่อาจขัดขวางการตั้งครรภ์

กำลังวางแผนจะมีลูกใช่หรือเปล่า? 7 วิธีนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากสารเคมีที่ใช้ทั่วไปในบ้านและในอาหาร ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบสืบพันธุ์ได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,820,313 คน

วิธีหลีกเลี่ยงสารเคมีในบ้าน ที่อาจขัดขวางการตั้งครรภ์

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราต้องข้องเกี่ยวกับสารเคมีมากมาย ทั้งในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ อาหารที่รับประทาน และอากาศที่เราหายใจ มีงานวิจัยมากมายพบว่า สารเคมีกลุ่มหนึ่งเรียกว่า สารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disrupting Chemicals) หรือ EDCs อาจส่งผลต่อคุณภาพของน้ำอสุจิ ไข่ และตัวอ่อนในครรภ์ได้ ซึ่งนอกจากการสัมผัสสารเคมีกลุ่มนี้จะลดโอกาสในการตั้งครรภ์แล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพลูกน้อยในระยะยาวอีกต่างหาก

ตามปกติ สารกลุ่ม EDCs เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อยู่ในสิ่งแวดล้อมและในอาหาร อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการผลิตและใช้สารประกอบทางเคมีใหม่ๆ นับพันชนิด รวมถึงสารกลุ่ม EDCs ที่สังเคราะห์ขึ้นด้วย

EDCs ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนมากมาย โดยชนิดที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ บิสฟีนอล เอ (Bisphenol A หรือ BPA) พาธาเลต (Phthalates) และพาราเบน (Paraben)

มนุษย์เราเกือบทุกคนมี EDCs อยู่ในร่างกาย แต่การศึกษามากมายระบุว่า คนที่มีภาวะมีบุตรยาก มักมีระดับ EDCs ในร่างกายสูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับ EDCs ที่สูงขึ้นในร่างกายสัมพันธ์กับโอกาสการตั้งครรภ์ที่ลดลง ในคู่รักที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตรอย่าง IVF ด้วย หากคุณวางแผนจะมีลูกและพยายามตั้งครรภ์อยู่ การลดการสัมผัสกับ EDCs จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และเพื่อสุขภาพที่ดีของทารกในอนาคต

กลไกการทำงานของ EDCs

จากการศึกษาพบว่า EDC ไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายโดยการไปจับกับตัวรับ (receptor) ของฮอร์โมนแล้วจึงแสดงออกโดยการเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนนั้น หรือยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนนั้นๆ ก็ได้ โดยกลไกนั้นขึ้นอยู่กับสารแต่ละชนิด

วิธีหลีกเลี่ยงสารเคมีกลุ่ม EDCs มีดังนี้

  • ลดสารเคมีในอาหาร เราทราบกันดีว่าควรล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน ซึ่งสารกลุ่ม EDCs ก็เป็นหนึ่งในสารที่พบได้บ่อย ดังนั้น การล้างผักผลไม้สดให้สะอาดจะช่วยลดการสัมผัสกับ EDCs ได้

    เรายังพบ EDCs ได้ในวัสดุที่ใช้เคลือบภายในกระป๋อง และพลาสติกบรรจุอาหารสำเร็จรูป ดังนั้นหากเป็นไปได้ ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด รวมถึงอ่านฉลากบรรจุภัณฑ์ให้ดี เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารนั้นปราศจากสารเติมแต่งและสารกันบูด

    นอกจากนี้ เนื้อปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน ทูน่า ซาดีน และเนื้อสัตว์ติดมันก็อาจมี EDCs ในปริมาณสูงเช่นกัน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นไขมันของเนื้อสัตว์ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อสัตว์มาจากแหล่งไหน หรือผลิตจากที่ใด การจำกัดปริมาณการรับประทานปลาและเนื้อสัตว์เหล่านี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการรับ EDCs ได้

  • คำนึงถึงวิธีการอุ่นอาหาร บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง พลาสติกยืด และฟอยล์ห่ออาหารล้วนมี EDCs ปนอยู่ และอาจซึมเข้าสู่อาหารได้เมื่อโดนความร้อน โดยเฉพาะเมื่ออาหารนั้นมีน้ำมันมาก เราจึงไม่ควรอุ่นอาหารหรือบรรจุอาหารร้อนลงในบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบบาง หรือใช้พลาสติกยืดหรือฟอยล์เคลือบดีบุกห่ออาหาร แต่ควรใช้จานชามกระเบื้องหรือแก้วอุ่นอาหาร และใช้แผ่นกระดาษขนาดใหญ่หรือจานปิดคลุมอาหารแทน

    นอกจากนี้ แม้แต่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่โฆษณาว่า “ปราศจาก BPA” ก็อาจมีสารกลุ่ม EDCs ชนิดอื่นปนอยู่ เช่น BPS (Bisphenol S) ซึ่งก็เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน

  • หลีกเลี่ยงการใช้ขวดพลาสติกแบบบาง พอลิเมอร์สำหรับผลิตพลาสติกที่ผสม EDCs มักใช้ในการผลิตขวดบรรจุน้ำดื่มและน้ำอัดลม เราจึงควรดื่มน้ำหรือน้ำอัดลมจากแก้ว หรือจากขวดพลาสติกแบบแข็ง แทนขวดพลาสติกแบบอ่อน เพื่อลดการสัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้

    นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งวางไว้ในอุณหภูมิสูง เนื่องจาก EDCs ในพลาสติกอาจละลายเข้ามาอยู่ในน้ำดื่มได้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบเสร็จรับเงิน พื้นผิวเรียบลื่นบนใบเสร็จรับเงินตามห้างสรรพสินค้ามักมี BPA ผสมอยู่ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการหยิบจับใบเสร็จดังกล่าว (โดยเฉพาะกับนิ้วมือที่เปียก) และโยนกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าสตางค์หรือเก็บไว้ในจุดที่สัมผัสได้ยาก

  • ทำอากาศในบ้านให้สดชื่น ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น ควัน สารเคมีแรงๆ สเปรย์ฉีดแมลง น้ำหอม กลิ่นพลาสติก และสารระเหย รวมถึงฝุ่นละอองจากเครื่องเรือนในบ้าน ล้วนมี EDCs ปะปนอยู่ในปริมาณที่เป็นอันตรายได้ เมื่อใดที่คุณได้กลิ่นของสารต่างๆ นั่นหมายถึงคุณได้รับมันเข้าสู่ร่างกายแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือให้เปิดบ้านให้โล่งเพื่อระบายอากาศบ่อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้หายใจเอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนส่วนใหญ่ที่มักผสม EDCs ได้แก่ น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาล้างมือ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดพรม นอกเหนือจากนี้ EDCs ยังพบได้ในกาว สีทาบ้าน และน้ำยาเคลือบเงาด้วย ดังนั้น หากต้องการลดการสัมผัสกับ EDCs ให้ลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่วางจำหน่ายในร้านค้าและห้างสรรพค้าทั่วไป

    ส่วนใครที่ทำการเกษตร ก็ควรหลีกเลี่ยงยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตราย และหากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทดแทน

  • เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผิวพรรณ และเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมและผิว อย่างแชมพู ครีมนวดผม น้ำยาย้อมสีผม ครีมอาบน้ำ และเครื่องสำอางหลายชนิด ล้วนมี EDCs ผสมอยู่ ชนิดที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ พาราเบน (Parabens) การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากพาราเบน จะช่วยลดการรับสารเคมีอันตรายเข้าสู่ร่างกายได้

    ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ปราศจากพาราเบนวางจำหน่ายมากขึ้นในท้องตลาด ซึ่งมักระบุในฉลากชัดเจนว่า “Paraben free”

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ตามที่กล่าวมานี้ อาจช่วยลดการสัมผัสกับสารเคมีกลุ่ม EDCs ในชีวิตประจำวันได้อย่างมหาศาล การรู้ว่าสารเคมีอันตรายพบได้ที่ไหน และจะหลีกเลี่ยงมันได้อย่างไรบ้าง นับเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรกที่จะนำเราไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้น และโอกาสในการมีลูกที่มากขึ้นด้วย


ที่มาของข้อมูล

Dr. Mark Green, The Household Chemicals Affecting Your Fertility (https://pursuit.unimelb.edu.au/articles/the-household-chemicals-affecting-your-fertility), October 2017

NIEHS, Endocrine disruptors (https://www.niehs.nih.gov/health/topics/agents/endocrine/index.cfm), 10 May 2019

WHO, State of the Science of Endocrine Disrupting Chemicals 2012: Summary for Decision-Makers (https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/78102/WHO_HSE_PHE_IHE_2013.1_eng.pdf;jsessionid=7BE438D7D74EABD675E98802947C2A9C?sequence=1)


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ดูในแอป