ความรู้สุขภาพ

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตกอยู่ในภาวะคั่งน้ำ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 8, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตกอยู่ในภาวะคั่งน้ำ?

การคั่งน้ำมีแนวโน้มที่จะเกิดในคนที่เป็นโรคอ้วน คนที่ใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ และคนที่ทานอาหารที่มีโซเดียมสูง นอกจากนี้การคั่งน้ำยังพบได้มากในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยทองและผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มกักเก็บน้ำมากกว่าที่มันควรทำ อย่างไรก็ตาม การที่อาการจะอยู่ในระดับเบา หรือรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำที่คั่งภายในร่างกาย สำหรับอาการพื้นฐานที่พบได้มีดังนี้

1.บวม

  • ให้คุณลองสังเกตที่เท้าและขา เพราะเราสามารถพบการคั่งน้ำได้ที่บริเวณนี้ การมีขาที่หนักอึ้ง บวม และอ่อนล้าก็ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเช่นกัน
  • การมีข้อเท้าที่บวมถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการเกิดภาวะคั่งน้ำ ซึ่งคุณจะรู้สึกว่ารองเท้าคับขึ้น
  • หากคุณพบว่าตัวเองใช้เวลาใส่แหวน สร้อยคอมือ หรือนาฬิกานานขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่ร่างกายคั่งน้ำ
  • ถ้าเดิมทีคุณมีใบหน้าที่เรียวเล็ก แต่วันดีคืนดีคุณกลับมีแก้มที่ใหญ่หรือมีใบหน้าบวมขึ้น มันก็เป็นสัญญาณที่บอกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
  • หากมีการคั่งน้ำ หน้าท้องของคุณจะบวมจนสามารถสังเกตได้ คุณจะดูอ้วนหรือบวมมากกว่าเดิม

2.ปวดข้อ
ให้คุณลองสำรวจตัวเองว่าบริเวณข้อของอวัยวะต่างๆ บวม หรือรู้สึกเจ็บบริเวณนี้หรือไม่ หากคุณรู้สึกเจ็บอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกเจ็บเมื่อยืนขึ้นหรือนั่งลงเป็นเวลานาน บางทีมันอาจเป็นสัญญาณของภาวะคั่งน้ำก็ได้ค่ะ

3.ผิวมีรอยบุ๋ม

ถ้าคุณเห็นรอยหลังจากที่ออกแรงกดผิว หรือหลังจากที่สวมถุงเท้าหรือถุงน่องทั้งๆ ที่ไม่ได้คับจนเกินไป มันก็มีโอกาสที่ขาหรือข้อเท้าของคุณจะมีอาการบวมเช่นกัน นอกจากนี้หากคุณออกแรงกดบริเวณที่บวม และต้องใช้เวลาสักพักที่รอยบุ๋มจะหายไป มันก็อาจเป็นเพราะว่าคุณกำลังตกอยู่ในภาวะคั่งน้ำ หรือที่เรียกว่าบวมน้ำ

4.น้ำหนักขึ้น

เมื่อร่างกายกักเก็บน้ำมากเกินไป คุณก็อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากคุณออกกำลังกายเป็นประจำและไม่ได้ทานอาหารแปลกไปจากเดิม แต่น้ำหนักกลับดีดตัวสูงขึ้น มันก็อาจเป็นเพราะว่าร่างกายกำลังคั่งน้ำก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ให้คุณชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยเฉพาะตอนเช้าและตอนกลางวัน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะคั่งน้ำ

  • ทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำ เพราะการทานอาหารที่มีรสเค็มหรือปรุงรสมากเกินไป จะทำให้คุณมีโอกาสตกอยู่ในภาวะคั่งน้ำมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารจั๊งค์ฟู้ด เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือและสารเคมีสูง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ และหันมาออกกำลังกาย เพราะการทำกิจกรรมทางกายจะช่วยให้ร่างกายกำจัดของเสียออกมา
  • หากคุณมีแนวโน้มว่าจะเครียดหรืออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน เราขอแนะนำให้คุณเพลาๆ การทำงาน เพราะสองสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้การคั่งน้ำรุนแรงมากขึ้น
  • คุณควรลุกขึ้นเดินทุก 30 นาที โดยเฉพาะถ้าคุณต้องนั่งทำงานที่โต๊ะ การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการคั่งน้ำบริเวณขา เท้า และข้อเท้า

 หากตอนนี้คุณกำลังเผชิญกับปัญหาร่างกายคั่งน้ำหรือบวมน้ำ คุณก็ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีรสเค็มหรือโซเดียมสูง และลองใช้วิธีที่เรากล่าวไป แต่หากมันยังไม่หาย หรือไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้น การไปพบแพทย์ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

ที่มา: https://steptohealth.com/how-t...

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ช่วงของจังหวะการเต้นหัวใจกับการออกกำลังกาย
ช่วงของจังหวะการเต้นหัวใจกับการออกกำลังกาย

การใช้ 5 ช่วงอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ