โรคเบาหวาน

คุณเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานหรือไม่?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 17, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
คุณเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานหรือไม่?

เบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ต่างก็มีปัจจัยเสี่ยงเนื่องมาจากพันธุกรรม แต่ความเสี่ยงในรุ่นลูกจะมีมากน้อยเพียงใดเป็นสิ่งที่พ่อแม่อยากรู้ สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกาให้แนวทางไว้ดังนี้

  • ถ้าพ่อเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวาน 6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 17
  • ถ้าแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และมีลูกก่อนอายุ 25 ปี มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวาน 4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 25
  • ถ้าแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และมีลูกหลังอายุ 25 ปี มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวาน 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 100
  • ถ้าแม่เป็นเบาหวานก่อนอายุ 11 ปี มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวาน 2 เปอร์เซ็นต์
  • ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีโอกาสี่ลูกจะเป็นเบาหวาน 10-25 เปอร์เซ็นต์
  • ความเสี่ยงของพี่หรือน้องของคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เหมือนกับผู้ที่มีพ่อหรือแม่เป็นเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ในประชากรทั่วไป เบาหวานชนิดที่ 2 มีโอกาสเกิดมากกว่าความเสี่ยงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

  • นักวิจัยเชื่อว่าความเสี่ยงของลูกจะสูงขึ้นถ้าแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • ถ้าพ่อหรือแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์
  • ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สูงถึง 50-100 เปอร์เซ็นต์

จะเห็นว่าพันธุกรรมเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นรุนแรงกว่าชนิดที่ 1 และเมื่อรวมเอาปัจจัยอ้วนเข้าไปด้วย ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นอีก ที่น่าเป็นห่วงคือเบาหวานชนิดที่ 2 ระบาดเข้าสู่เด็กมากขึ้น คนที่มีเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป อาจจะยังไม่เกิดโรคแทรกซ้อน ต้องรอจนกว่าจะอายุ 70 ปี แต่ถ้าเด็กเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ปัญหาโรคแทรกซ้อนจะเกิดเร็วขึ้นเมื่อเด็กเหล่านั้นเริ่มเข้าสู่อายุ 20 ปี

ป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2

แม้เบาหวานชนิดที่ 2 จะวนเวียนอยู่ในตระกูล หากพ่อหรือแม่เป็นเบาหวาน โอกาสที่ลูกจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สูงถึง 30 – 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะมียีนเบาหวานเหมือนกัน แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และนิสัยการบริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง

ข่าวดีก็คือ เรามีวิธีลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าไลฟ์สไตล์แบบตะวันตกที่เข้ามาทำให้ตัวเลขการเกิดเบาหวานสูงขึ้น ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในทางลบกระตุ้นให้เกิดเบาหวานในผู้ที่มียีนเบาหวานอยู่แล้วให้เป็นเบาหวานเร็วขึ้น

ในทางตรงข้าม ถ้าคนนั้นหันมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีขึ้นก็สามารถหันหลังให้กับเบาหวานได้

ยีนป้องกันเบาหวาน

ยีนสำคัญอีกตัวหนึ่งที่อาจจะป้องกันเบาหวานได้คือ ยีนพีพาร์แกมมา (PPAR-gamma Gene) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมเก็บสะสมพลังงานและเกี่ยวข้องกับความไวของอินซูลิน หากส่วนของยีนนี้กลายพันธุ์ไป ยีนพีพาร์แกมมาก็จะไม่สามารถป้องกันเบาหวานได้

นักวิจัยพบว่า ยีนชนิดนี้จะทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารไขมัน ปกติจะช่วยลดน้ำหนักเมื่ออาหารมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันอิ่มตัว ส่วนของยีนพีพาร์แกมมาจะออกฤทธิ์ในการป้องกันไม่ให้อ้วนแต่เมื่อใดที่กินไขมันอิ่มตัวมากกว่า ยีนส่วนนี้ก็จะสิ้นฤทธิ์ ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มียีนชนิดนี้ สิ่งสำคัญในการกินไขมันคือชนิดของไขมันซึ่งสำคัญกว่าปริมาณของไขมัน เราจะเห็นว่าในยุคนี้ข้อแนะนำการกินเน้นการเลือกกินไขมันที่ดี ฉะนั้นผู้ที่รู้ว่ามียีนพีพาร์แกมมาที่ปกติการเลือกชนิดของไขมันเพื่อเสริมการทำงานของยีนชนิดนี้จะช่วยป้องกันเบาหวานได้ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น ควรยึดหลักการเลือกกินไขมันชนิดดีในปริมาณที่เหมาะสมไว้ก่อน

สัญญาณเตือนก่อนจะเป็นเบาหวาน

ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นจากระดับปกติก่อน แต่ยังไม่สูงมากถึงขั้นเป็นเบาหวาน เรียกว่า  พรีไดอะบีทิส (Prediabetes)  หรือ เบาหวานแฝง  ระดับนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานเต็มตัวภายในระยะเวลา 10 ปี ในระหว่างนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกเสียจากว่าคนคนนั้นจะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีขึ้น เช่น ลดน้ำหนักหากอ้วน ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหาร ออกกำลังกาย

หากคุณตรวจสอบสุขภาพแล้วพบว่าระดับน้ำตาลหลังจากอดอาหารข้ามคืนมีปริมาณไม่เกิน 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจจะโล่งใจว่าผลปกติ แต่ก็ไม่ควรวางใจ เพราะระดับ 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรเป็นจุดตัดสูงสุดของค่าปกติ จึงควรระวังตัวและเริ่มค้นหาพฤติกรรมที่ต้องปรับปรุงในการป้องกันเบาหวาน แต่ถ้าผลระดับน้ำตาลอยู่ที่ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณหมอจะยืนยันโดยการให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัมและตรวจระดับน้ำตาล 2 ชั่วโมงหลังจากนั้น

ถ้าพบว่าระดับน้ำตาลออกมา 140-199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ามีเบาหวานแฝง แต่ถ้าระดับน้ำตาลอยู่ที่ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าเป็นเบาหวานเต็มตัวแล้ว

นอกจากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ปัจจุบันมีการตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ย (A1C) ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นค่าตรวจการควบคุมเบาหวานในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาว่ามีการควบคุมเบาหวานดีเพียงใดหากระดับน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 5.7-6.4 เปอร์เซ็นต์แสดงว่ามีเบาหวานแฝงอยู่

ผู้ที่มีเบาหวานหรือเบาหวานแฝงเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจหรือเลือดสมองตีบถึง 50 เปอร์เซ็นต์ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เสมอจะทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือด วิธีลดความเสี่ยงคือ การลดน้ำหนักลง 5-10 เปอร์เซ็นต์ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและหันมาออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ถ้าหากลดน้ำหนักได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ ทำได้เพียงแค่ 5-7 เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ภาวะปกติและสุขภาพดีขึ้นมาก

นอกจากนี้ควรดูแลติดตามระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และ ระดับคอเลสเตอรอลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ควรงดบุหรี่เพราะสิ่งเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเบาหวานแฝง

ชายและหญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักเกินพิกัด (ดัชนีมวลกาย 23 กก./ม.2 ขึ้นไป)  ถ้าน้ำหนักปกติและอายุ 45 ปีขึ้นไป ปรึกษาแพทย์ว่าจะต้องตรวจหรือไม่

ผู้ที่อายุน้อยกว่า 45 ปี แต่อ้วนและมีปัจจัยเสี่ยงของเบาหวาน 1 ข้อขึ้นไป กรณีที่พบว่ามีเบาหวานแฝงควรได้รับการตรวจเพื่อให้แน่ชัดอีกครั้ง และควรตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ที่มีผลการตรวจปกติควรตรวจซ้ำทุก 3 ปี

คุณเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานแฝงและเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่

มีคนจำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ฉะนั้นถ้าเราสามารถค้นพบเบาหวานได้เร็วเท่าไร โอกาสที่จะลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนก็มีมากขึ้นเท่านั้น  

ลองมาประเมินง่ายๆ ตามเกณฑ์ของสมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association) 

  • น้ำหนักตัว คุณเริ่มอ้วนหรือไม่ (ดัชนีมวลกายไม่เกิน 23 กก./ม.2) เพราะพบว่าคนอ้วนมักจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีข้อมูลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 20 เท่าในผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ขึ้นไป
  • อายุ 45 ปีขึ้นไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือไม่ ชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน
  • มีญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่หรือน้องเป็นเบาหวานไหม ถ้ามี คุณมีความเสี่ยงสูง
  • มีเมแทบอลิกซินโดรม คือกลุ่มอาการของอ้วนลงพุงและดื้อต่ออินซูลิน เช่น
  • ระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 35 มิลลิรัมต่อเดซิลิตร หรือไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ไขมันแอลดีแอลหรือคอเลสเตอรอลไม่ดีสูงคือ 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • ความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือ ได้รับการรักษาอยู่
  • สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเบาหวานตัวจริงกำลังจะมาเยือนในอนาคต
  • มีประวัติโรคระบบหลอดเลือด (Vascular Disease)
  • มีถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome)
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือมีลูกที่น้ำหนักแรกคลอดหนัก 4 กิโลกรัมขึ้นไป หากมีความเสี่ยงก็สูงขึ้นมีเชื้อสายเอเชียอเมริกัน ชาวหมู่เกาะแปซิฟิก แอฟริกัน อเมริกัน อินเดียนแดง และละติน

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง หากคุณจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยวก็ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่า มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดแล้วจำไว้ว่าเบาหวานแฝงหรือเบาหวานชนิดที่ 2 จะตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนอาหารการกินให้ดีขึ้นและออกกำลังกาย การวิจัยในโครงการป้องกันเบาหวานศึกษาในคนจำนวนมากพบว่า เราสามารถป้องกันหรือชะลอเบาหวานได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์ เพียงลดน้ำหนักลงมา 5-7 เปอร์เซ็นต์ โดยควบคุมการกินและออกกำลังกาย

หากคุณคิดว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงเบาหวานทางด้านพันธุกรรมและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ควบคุมได้ เช่น อ้วน ก็ควรเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการกินนับแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเรียนรู้วิธีการกินอาหารอย่างสมดุลซึ่งไม่ได้หมายความว่าห้ามกินอาหารบางชนิดหรือต้องกินอาหารชนิดเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงภาพรวมของอาหารที่กิน คุณอาจปรึกษานักกำหนดอาหารให้ช่วยวางแผนการกินอย่างง่ายๆ

อาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยการกินไปจากเดิมเพื่อให้ร่างกายได้รับอาหารที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพ การปรับเปลี่ยนในที่นี้คือการเปลี่ยนแปลงการกินโดยการเพิ่มธัญพืชไม่ขัดสีลดอาหารแปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิต เพิ่มการกินผักผลไม้ให้ได้วิตามินและใยอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารทอด ลดอาหารที่มีไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว และออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องไปฟิตเนสหรือวิ่งมาราธอน แต่พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เช่น การเดิน เต้นรำ ถีบจักรยาน ว่ายน้ำ ทำงานบ้าน ทั้งหมดล้วนเป็นวิธีที่จะทำให้ร่างกายได้นำอาหารที่ย่อยเป็นน้ำตาลไปให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่