Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เราจะเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างไรบ้าง?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,816,637 คน

เราจะเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างไรบ้าง?

เซลล์เม็ดเลือดแดงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เซลล์ชนิดนี้ช่วยขนส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปทั่วทั้งร่างกาย โดยมีฮีโมโกลบินเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งผู้ใหญ่จะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงประมาณ 4,500,000 – 5,400,000 เซลล์ หากร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อย มันก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง แต่ถ้าร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดแดงมากเกินไป มันก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดข้น สำหรับความจริงที่น่าสนใจของเซลล์เม็ดเลือดแดงมีดังนี้

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 100-120 วัน หลังจากนั้นไขกระดูกก็จะผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงกลุ่มใหม่
  • ฮีโมโกลบินแต่ละโมเลกุลมีธาตุเหล็ก 4 อะตอม ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโมเลกุลของออกซิเจน
  • เซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ละเซลล์มีฮีโมโกลบินเป็นองค์ประกอบประมาณ 33%
  • ปริมาณของฮีโมโกลบินในผู้หญิงและผู้ชายที่ระดับปกติคือ 14 g/dl และ 15.5 g/dl ตามลำดับ
  • เซลล์เม็ดเลือดแดงช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

วิธีการเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดง

หนึ่งในอาการของคนที่เป็นโรคโลหิตจางหรือมีเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำคือ การขาดความกระตือรือร้น และการมีร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งการขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสาเหตุทั่วไปที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีจำนวนต่ำลง อย่างไรก็ดี คุณมีส่วนช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นโดยปรับเปลี่ยนการทานอาหารและกิจวัตรประจำวันดังนี้

1.ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

การทานอาหารชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายสร้างและทดแทนสารอาหารที่สูญเสียไป ธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยให้มันทำงานดีขึ้น เพราะธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน สำหรับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วฝัก ผักโขม ผักเคล พลัม ลูกเกด ตับ ไข่แดง ฯลฯ

2.ทานอาหารที่มีธาตุทองแดง

ผู้ใหญ่จำเป็นต้องได้รับธาตุทองแดงประมาณ 8-18 มิลลิกรัมทุกวัน ซึ่งผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับธาตุนี้มากกว่าผู้ชายเพราะร่างกายได้สูญเสียธาตุทองแดงในระหว่างที่มีประจำเดือน ทั้งนี้ธาตุดังกล่าวเป็นสารอาหารจำเป็นที่ทำงานร่วมกับธาตุเหล็ก คุณสามารถพบธาตุทองแดงได้ในอาหารบางชนิด เช่น ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วฝัก เชอร์รี ตับ เนื้อสัตว์ปีก ช็อกโกแลต ฯลฯ

3.ทานอาหารที่มีกรดโฟลิคมากขึ้น

วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิคมีส่วนช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง หากร่างกายมีกรดชนิดนี้ไม่เพียงพอ มันก็สามารถทำให้คุณเป็นโรคโลหิตจาง นอกจากนี้กรดโฟลิคยังมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของ DNA สำหรับปริมาณของกรดโฟลิคที่ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับต่อวันคือ 400 mcg และ 600 mcg ตามลำดับ คุณสามารถเติมกรดโฟลิคให้ร่างกายโดยทานโฮลเกรน ผักใบเขียวอย่างผักโขมและผักสวิสชาร์ด ถั่วฝัก หรือถั่วเปลือกแข็ง

4.ทานอาหารที่มีวิตามินเอมากขึ้น

วิตามินเอหรือเรตินอลเป็นสารประกอบที่สำคัญในการผลิตสเต็มเซลล์ของเซลล์เม็ดเลือดแดงในไขกระดูก ตัวอย่างของอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น แครอท ซูกินี ผักใบเขียว พริกหวาน พลัม เกรปฟรุต แตงโม ฯลฯ

5.เพิ่มการทานอาหารที่มีวิตามินซี

วิตามินซีช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้วิตามินซียังกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กมากขึ้น และนั่นก็จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งคุณสามารถพบวิตามินซีได้มากในผลไม้ตระกูลซิตรัส

6.ทานอาหารที่มีวิตามิน บี12

วิตามิน บี12 มีส่วนช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และทำให้มีเซลล์เม็ดเลือดแดงในเลือดมากขึ้น หากคุณต้องการเพิ่มวิตามิน บี12 ให้ร่างกาย เราขอแนะนำให้คุณทานเนื้อลูกวัว ไข่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน นม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง บริเวอร์ยีสต์ จมูกข้าวสาลี เห็ด ฯลฯ

7.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในนิสัยที่คุณควรหลีกเลี่ยงถ้าอยากมีร่างกายที่แข็งแรง ทั้งนี้สารนิโคตินและสารเคมีอื่นๆ ที่พบได้ในบุหรี่จะทำให้ออกซิเจนลดลงและทำให้เลือดไหลเวียนได้แย่ลง โดยไปทำให้เส้นเลือดตีบแคบ และขัดขวางการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง

8.อย่าดื่มแอลกอฮอล์

การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เลือดข้นและไหลช้า รวมถึงทำให้มีออกซิเจนลดลง ส่งผลให้เลือดถูกลำเลียงไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเติบโตไม่สมบูรณ์ โดยทำให้มีฮีโมโกลบินในเซลล์ไม่เพียงพอ

จากที่กล่าวไปจะเห็นได้ว่ามีหลายวิธีที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเลือกทานอาหารบางชนิดและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เมื่อร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดแดงปริมาณที่เหมาะสม มันก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคร้าย หรือปัญหาสุขภาพต่างๆ

ที่มา: https://steptohealth.com/how-t...

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?

ร่างกายของคุณต้องการวิตามินที่สำคัญถึง 13 ชนิดในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูในแอป