การใช้ฮอร์โมนในเพศชายเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชายในเพศหญิง


การใช้ฮอร์โมนในเพศชายเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชายในเพศหญิง

สำหรับการใช้ยาในกลุ่มเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชาย มีเพียงชนิดเดียว คือ เทสโทสเตอโรน (testosterone)

เทสโทสเตอโรน คืออะไร

เทสโทสเตอรโรน เป็นฮอร์โมนเพศชายที่สร้างขึ้นโดยอัณฑะในเพศชาย และมีการสร้างในปริมาณน้อยที่บริเวณต่อมหมวกไตทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยจะมีระดับฮอร์โมนในเพศชายสูงกว่า เทสโทสเตอโรนจะถูกเปลี่ยนเป็น ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (dihydrotestosterone; DHT) ซึ่งเป็นรูปแบบที่พร้อมทำงาน เทสโทสเตอโรนทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกระตุ้นการสร้างสเปิร์มและการแสดงออกลักษณะทุติยภูมิทางเพศ (secondary sex characteristics) เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่น อัณฑะและอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้น ลูกกระเดือกมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งเสริมการสร้างกล้ามเนื้อแทนที่ไขมัน และกระตุ้นการสร้างขนที่ใบหน้า หน้าอก รักแร้ และอวัยวะเพศ

รูปแบบของเทสโทสเตอโรนในประเทศไทย

เทสโทสเตอโรนในประเทศไทย มีอยู่หลายรูปแบบ ได้แก่ แบบยาบริหารทางกระพุ้งแก้ม ยารับประทาน ยาเจลหรือแผ่นแปะลงบนผิวหนัง ยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง รูปแบบยาเหล่านี้ใช้รักษาภาวะฮอร์โมนทางเพศต่ำในเพศชาย และยังมีในรูปแบบยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อใช้รักษามะเร็งเต้านม นอกเหนือจากใช้รักษาภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ

สำหรับการใช้เทสโทสเตอโรนในเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชายนั้น รูปแบบยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากยาชนิดรับประทานนั้น มีข้อด้อยคือตัวยาสามารถถูกทำลายได้ที่ตับ และยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับเมื่อใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้อด้อยของชนิดบริหารทางกระพุ้งแก้มและผิวหนัง คือก่อให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะบริเวณที่ใช้ยา รวมถึงการเห็นผลด้านการแสดงออกแบบเพศชาย (masculinization) ช้ากว่าแบบยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

การใช้เทสโทสเตอโรนในเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชาย

จุดมุ่งหมายของการใช้เทสโทสเตอโรนในเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชาย คือเพื่อกดการแสดงออกลักษณะทุติยะภูมิของเพศหญิง และเพิ่มการแสดงออกแบบเพศชายอย่างเหมาะสมและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้บ่อยของการใช้ฮอร์โมนเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวคือ เป็นหมัน การเกิดสิว อารมณ์แปรปรวน มีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น เพิ่มการคั่งของน้ำและโซเดียม เพิ่มความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด (lipid profile) สูงขึ้น เพิ่มระดับของเอนไซม์ที่ตับ ภาวะอ้วน ก้าวร้าว หยุดหายใจขณะหลับ และเกิดภาวะกระดูกพรุน

การใช้เทสโทสเตอโรนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกแบบเพศชายเร็วช้าแตกต่างกัน มีการศึกษาว่าผลของเทสโทสเตอโรนที่ทำให้เกิดเสียงทุ้มต่ำ และหยุดการมีประจำเดือนสามารถแสดงผลจากการใช้ยาอย่างต่อเนื่องได้มากที่สุดสองปี ผลการตอบสนองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละบุคคล การใช้ยาขนาดสูงจึงไม่ได้มีผลดีต่อการแสดงออกที่รวดเร็วขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้การใช้เทสโทสเตอโรนในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดผลในทางตรงข้ามคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงช้าลง เนื่องจากร้างกายมีเอนไซม์อโรมาเตส (aromatase) ซึ่งทำหน้าที่ในการเปลี่ยนเทสโทสเตอโรนเป็น เอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง สำหรับผู้ที่ผ่าตัดรังไข่ออกแล้วควรมีการใช้ขนาดยาลดลง และควรติดตามระดับของฮอร์โมนในกระแสเลือด การใช้เทสโทสเตอโรนสำหรับการเพิ่มการแสดงออกของเพศชายจึงจำเป็นต้องมีการใช้ตลอดชีวิตเพื่อคงการเปลี่ยนแปลงทุติยภูมิและป้องกันการเกิดกระดูกพรุน ยาเทสโทสเตอโรนถูกจัดอยู่ใน category X คือ ห้ามใช้ยาในสตรีมีครรภ์หรือมีแผนจะตั้งครรภ์

ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ของการใช้เทสโทสเตอโรน

ผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด

แม้ว่าจะมีรายงานการใช้เทสโทสเตอโรนว่าไม่ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มเพศหญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเป็นเวลานาน แต่การศึกษานั้นยังหาข้อสรุปชัดเจนไม่ได้ ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนจึงแนะนำให้เข้ารับการติดตามประเมินการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) เนื่องจากการใช้เทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มเพิ่มน้ำหนัก ลดการตอบสนองต่ออินซูลิน เพิ่มปริมาณไขมันในเลือด และเพิ่มระดับฮีมาโตคริท (hematocrit) ซึ่งทั้งหมดสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและลิ่มเลือดอุดกั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ โรคอ้วน อายุมาก โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ มะเร็งและระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาจมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดรุนแรง

ความเสี่ยงในการเกิดถุงน้ำหลายใบในรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome; PCOS) และมะเร็งระบบสืบพันธุ์

แม้ว่ากลไกการเกิดจะยังไม่ชัดเจน แต่มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ถึงระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงในกระแสเลือดต่อการเกิดถุงน้ำหลายใบในรังไข่ พบว่าการหลั่งฮอร์โมนเพศชายที่มากเกินไปเป็นปัจจัยก่อให้เกิดกาสร้างถุงน้ำ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับการฮอร์โมนจะเกิดการสร้างถุงน้ำ แต่ PCOS ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ ผู้หญิงที่ต้องการจะใช้ฮอร์โมนเพศชายในระยะยาวจึงควรติดตามและตรวจอัลตราซาวน์ประจำปีเพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหลายใบและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เห็นได้ว่าการใช้ฮอร์โมนมีผลกระทบรุนแรงที่ควรตระหนัก การใช้ฮอร์โมนจึงควรอยู่ในคำแนะนำและการติดตามของแพทย์เพื่อความปลอดภัย

อ้างอิง

MIMS Thailand

Kate S. Hormonal Management of the Female-to-Male Transgender Patient

Cécile A. Unger. Hormone therapy for transgender patients.

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่