การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศหญิงในเพศชาย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 584,760 คน

การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศหญิงในเพศชาย

  • สำหรับการใช้ยาในกลุ่มเพศชายเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศหญิง มีอยู่ด้วยกันสามกลุ่ม คือ กลุ่มเอสโตรเจน (estrogen) กลุ่มยับยั้งเทสโทสเตอโรน (testosterone blocker) และกลุ่มโปรเจสเตอโรน (progesterone)
  • สำหรับกลุ่มแรก คือ กลุ่มเอสโตรเจน เป็นยากลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดในสามกลุ่ม เอสโตรเจนส่วนมากสร้างจากรังไข่ มีหน้าที่ในการสร้าง และรักษาระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงรวมถึงการแสดงออกลักษณะทุติยภูมิทางเพศ (secondary sex characteristics) เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่น การสร้างเต้านม การมีสะโพกผาย เอสโตรเจนยังมีส่วนในการเพิ่มปริมาณไขมันของร่างกาย เอสโตรเจนยังควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน gonadotrophin, luteinizing hormone (LH) และ Follicle-stimulating hormone  (FSH) จากต่อมใต้สมอง ยาในกลุ่ม เช่น เอสตราไดออล (estradiol)
  • เอสตราไดออลมีทั้งในรูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ชนิดรับประทาน ชนิดแผ่นแปะ และรูปแบบที่ใช้กับช่องคลอด ข้อบ่งใช้สำหรับเอสตราไดออล ได้แก่ รักษามะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย รักษา vasomotor symptoms (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก) หลังจากหมดประจำเดือน ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนหลังจากหมดประจำเดือน ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ ภาวะช่องคลอดแห้ง (รูปแบบครีมทาช่องคลอด) ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ได้แก่ รบกวนระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของเลือด ผลต่อระบบหลอดเลือดหัวใจและระบบประสาทส่วนกลาง ความผิดปกติของฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ยาเอสตราไดออลถูกจัดอยู่ใน category X คือ ห้ามใช้ยาในสตรีมีครรภ์หรือมีแผนจะตั้งครรภ์
  • ยากลุ่มที่สอง คือ กลุ่มยับยั้งเทสโทสเตอโรน (testosterone blocker) เทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเพศชายที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันกับเอสโตรเจนในเพศหญิง ยากลุ่มนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเทสโทสเตอโรน กับกลุ่มที่ยับยั้งการสร้างเทสโทสเตอโรน ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่มีอาการข้างเคียงของการใช้ยา
  • ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเทสโทสเตอโรนเป็นที่นิยมมากกว่ากลุ่มที่สอง ยาที่มีฤทธิ์ในกลุ่มนี้ได้แก่ ไซโปรเทอโรน อะซิเตท (cyproterone acetate) เป็นยากลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ประเทศไทยมีทั้งรูปแบบยาเดี่ยว และผสมกับเอธินิลเอสตราไดออล (ethinyl estradiol) ในยาคุมกำเนิด ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์เมื่อรับประทานในขนาดยาที่สูงคือ ส่งผลต่อการทำงานของตับไปจนถึงรุนแรงได้ ยาอีกตัวหนึ่งในกลุ่มนี้คือ สไปโรโนแลกโตน (spironolactone) ซึ่งใช้เป็นยาขับปัสสาวะ มีผลข้างเคียงคือ ขับปัสสาวะมากกเกิน มึนงง วิงเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้ยาครั้งแรก จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำมากๆ  ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต และยาสามารถเกิดอันตรกิริยากับยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจได้ ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ร้ายแรงที่อาจเกิดได้คือทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมเกิน ซึ่งสามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยานี้ และควรติดตามระดับโพแทสเซียมในระหว่างการใช้ยา
  • ยากลุ่มยับยั้งการสร้างเทสโทสเตอโรน ได้แก่ ฟิแนสเทอไรด์ (finasteride) และดูทาสเตอไรด์ (dutasteride) ใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโตและหัวล้านในเพศชาย มีกลไกในการยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรนให้อยู่ในรูปที่พร้อมทำงาน ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ได้น้อยกว่ากลุ่มยับยั้งการทำงานของเทสโทสเตอโรน แต่ก็มีผลข้างเคียงน้อยกว่าด้วยเช่นกัน นิยมใช้ในกรณีที่ทนผลข้างเคียงของยาอีกกลุ่มไม่ได้
  • ยากลุ่มสุดท้าย คือ โพรเจสเทอโรน (progesterone) ใช้ยาคุมกำเนิด หรือเป็นฮอร์โมนทดแทนในสตรีหมดประจำเดือน ช่วยเพิ่มการสร้างเต้านมและเพิ่มการสะสมของไขมัน แต่หลักฐานสนับสนุนการใช้ในกลุ่มเพศชายเพื่อหวังผลในการเพิ่มการแสดงออกของเพศหญิงในเรื่องเต้านมยังไม่ชัดเจน  นอกจากนี้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนร่วมกับเอสโตรเจนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม

การเพิ่มฮอร์โมนด้วยการรับประทานยาคุมกำเนิด

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

มีการศึกษาการใช้ยากลุ่มเอสโตรเจน ในเพศชายที่ต้องการเพิ่มการแสดงออกของเพศหญิงว่าไม่ควรใช้เอสตราไดออลในรูปแบบ เอธินิล เอสตราไดออล (ethinyl estradiol; EE) ซึ่งเป็นรูปแบบฮอร์โมนที่ใช้ร่วมโปรเจสติน (progestin) ในยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การรับประทาน EE ในขนาดสองถึงสี่เท่าของยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน เพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 35 ปีหรือสูบบุหรี่ แนะนำการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในรูปแบบแผ่นแปะจะมีความปลอดภัยมากกว่าชนิดรับประทาน
การใช้ยาเอสโตรเจนในขนาดสูงไม่ได้ทำให้การแสดงออกของเพศหญิงเกิดได้ไวขึ้น ในทางกลับกันก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำการผ่าตัดแปลงเพศแล้วควรลดขนาดของการใช้เอสโตรเจนลง นอกจากนี้ควรติดตามภาวะสุขภาพขณะที่ใช้เอสโตรเจน เช่น การทำงานของตับ ระดับคอเรสเตอรอล จึงแนะนำให้ใช้ยาเหล่านี้ผ่านการควบคุมหรือการให้คำแนะนำของแพทย์จึงจะปลอดภัยกว่าการใช้ยาด้วยตัวเอง

อ้างอิง

MIMS Thailand

Information on Estrogen Hormone Therapy | Transgender Care [Internet]. Transcare.ucsf.edu. 2018 [cited 5 February 2018]. Available from: https://transcare.ucsf.edu/article/information-estrogen-hormone-therapy

Cécile A. Unger. Hormone therapy for transgender patients.

Gooren LJ, Wierckx K, Giltay EJ. Cardiovascular disease in transsexual persons treated with cross-sex hormones: reversal of the traditional sex difference in cardiovascular disease pattern

Carol A L., Douglas Y. Progesterone and breast cancer

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
การใช้ฮอร์โมนในเพศชายเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชายในเพศหญิง
การใช้ฮอร์โมนในเพศชายเพื่อเพิ่มการแสดงออกของเพศชายในเพศหญิง
บทความต่อไป
ฮอร์โมนของคุณกำลังไม่สมดุลหรือเปล่า ? เช็กได้ที่นี่
ฮอร์โมนของคุณกำลังไม่สมดุลหรือเปล่า ? เช็กได้ที่นี่

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่