Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ความรู้สุขภาพ

5 วิธีบรรเทาปัญหาส้นเท้าแตกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 5 พ.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
5 วิธีบรรเทาปัญหาส้นเท้าแตกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ส้นเท้ามักเป็นบริเวณที่หลายคนละเลย สิ่งที่จะตามมาคือ คุณอาจสังเกตว่ามีเซลล์ที่ตายแล้ว ตาปลา และปัญหาผิวอื่นๆ ที่ทำให้ส้นเท้าแห้งและแตก รวมถึงอาจทำให้ติดเชื้อราและแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม โชคดีที่มีทรีทเมนต์หลายสูตรที่สามารถช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ซึ่งคุณสามารถทำเองได้ที่บ้านค่ะ สำหรับครีมทาส้นเท้าสูตรธรรมชาติที่เราอยากแนะนำมีดังนี้

1. ครีมอะโวคาโดและน้ำผึ้ง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads

ด้วยความที่อะโวคาโดมีกรดไขมันและวิตามินอี ทำให้ครีมอะโวคาโดและน้ำผึ้งเป็นหนึ่งในทรีทเมนต์ที่ดีที่สุดที่ช่วยรักษาส้นเท้าที่แห้งแตก สารประกอบที่มีสรรพคุณช่วยเติมความชุ่มชื้นจะฟื้นฟูผิวที่แตก กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว และกำจัดสิ่งสกปรก

ส่วนผสม

  • อะโวคาโดสุก 1 ลูก
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)

วิธีทำ

    1. นำเนื้ออะโวคาโดมาผสมกับน้ำผึ้งจนกระทั่งได้เนื้อที่เนียนนุ่ม
    2. นำครีมมาทาที่ส้นเท้า และปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที
    3. ล้างด้วยน้ำอุ่น และทาอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

    2. ครีมเชียบัตเตอร์และน้ำมันมะพร้าว

    เมื่อนำเชียบัตเตอร์มาผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันก็จะทำให้คุณได้สุดยอดทรีทเมนต์ที่ช่วยเติมความชื้นและฟื้นฟูส้นเท้าที่แห้งแตก กรดไขมันที่พบได้ในส่วนผสมดังกล่าวจะช่วยให้ตาปลานุ่มลง และสร้างเกราะป้องกันจุลชีพที่ทำให้ผิวติดเชื้อ

    ส่วนผสม

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ทรีตเมนต์เพิ่มความกระจ่างใส, เพิ่มความชุ่มชื้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

    เปรียบเทียบราคาทรีตเมนต์หน้า ที่คลินิกเสริมความงามทั่วกรุงเทพที่นี่

    Facialtreatmentinternal ad
    • เชียบัตเตอร์ ½ ถ้วย (100 กรัม)
    • น้ำมันมะพร้าว ¼ ถ้วย (50 กรัม)

    วิธีทำ

    1. ใส่เชียบัตเตอร์ในภาชนะที่ทนความร้อน และนำไปอุ่นโดยวิธี Double Boiler
    2. เมื่อเชียบัตเตอร์ละลาย ให้คุณนำไปผสมกับน้ำมันมะพร้าว
    3. ปล่อยทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง และเก็บไว้ในเหยือกแก้วก่อนที่มันจะแข็งตัว
    4. ใช้ครีมป้ายที่ปลายนิ้ว และนำไปถูบนส้นเท้า
    5. ปล่อยให้ครีมซึมโดยไม่ต้องล้างออก และใช้ทุกคืนก่อนเข้านอน

    3. ครีมมะละกอและน้ำมันมะกอก

    ปาเปน (Papain) คือ เอนไซม์ที่พบได้ในมะละกอ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ที่ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ และป้องกันไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย ในขณะที่ไขมันชนิดดีในน้ำมันมะกอกจะช่วยทำให้ส้นเท้าชุ่มชื้นมากขึ้น

    ส่วนผสม

    วิธีทำ

    1. บดมะละกอด้วยส้อม และผสมกับน้ำมันมะกอกจนได้เนื้อที่เหนียว
    2. ทาครีมที่ส้นเท้า และปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที
    3. ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้ง
    4. นำมาทาส้นเท้า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

    4. ครีมกล้วยและวิตามินอี

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ทรีตเมนต์เพิ่มความกระจ่างใส, เพิ่มความชุ่มชื้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

    เปรียบเทียบราคาทรีตเมนต์หน้า ที่คลินิกเสริมความงามทั่วกรุงเทพที่นี่

    Facialtreatmentinternal ad

    กล้วยเป็นผลไม้ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวที่แห้งและตกสะเก็ด ซึ่งน้ำมันในวิตามินอีจะช่วยทำให้ตาปลาที่แข็งนุ่มลงได้ค่ะ

    ส่วนผสม

    • กล้วยสุก 1 ผล
    • วิตามินอีแบบแคปซูล 1 เม็ด

    วิธีทำ

    1. บดกล้วยดิบ และนำไปผสมกับวิตามินอีแบบแคปซูล
    2. ทาครีมที่ส้นเท้า และปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที
    3. ล้างด้วยน้ำอุ่น และใส่ถุงเท้าหลังจากนั้น โดยให้คุณทาครีมสูตรนี้ทุกวัน

    5. ปิโตรเลียมเจลลีและครีมกลีเซอรีน

    ปิโตรเลียมเจลลีเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำมันให้ผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อใช้ร่วมกับกลีเซอรีน มันก็จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ส้นเท้าที่แห้งได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นมันจึงช่วยป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตกและเป็นตาปลา

    ส่วนผสม

    • ปิโตรเลียมเจลลี 2 ช้อนโต๊ะ (40 กรัม)
    • กลีเซอรีน 1 ช้อนชา (5 กรัม)

    วิธีทำ

    1. ใส่ปิโตรเลียมเจลลีในบรรจุภัณฑ์ และผสมกับกลีเซอรีน
    2. นวดครีมที่ฝ่าเท้าจนกว่าจะซึมเข้าสู่ผิวทั้งหมด และให้ใช้ทุกคืนก่อนเข้านอน

    ปัญหาส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่มันก็สามารถทำให้คุณรู้สึกไม่สบายเท้า หากคุณไม่อยากเสียเงินซื้อครีมทาส้นเท้าที่ขายอยู่ในท้องตลาด การใช้ครีมสูตรโฮมเมดที่เราแนะนำข้างต้นก็จะช่วยให้ส้นเท้ากลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง

    ที่มา: https://steptohealth.com/5-hom...

     


    บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

    ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

    ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
    (1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

    ถามหมอ

    เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


    แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
    เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
    เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
    * ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

    คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

    รับทราบและถามคำถาม
    บทความต่อไป
    วิตามินอี(โทโคฟีรอล/โทโคไทรอีนอล)
    วิตามินอี(โทโคฟีรอล/โทโคไทรอีนอล)

    อ่านข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับวิตามินอี (โทโคฟีรอล/โทโคไทรอีนอล) วิตามินชนิดนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไรและโรคที่เกิดขึ้นหากขาดวิตามินชนิดนี้ รวมถึงแหล่งจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ศัตรูของวิตามินอี ที่สำคัญคืออาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป ตลอดจนรวมทั้งคำแนะนำที่น่าสนใจต่างๆมากมาย สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

    ดูในแอป